ความเสือก จินตนาการ และการตลาด เหตุผลทำไม ARG ถึงเวิร์ค

ในโลกของมนุษย์นั้นมีพฤติกรรมหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากนั้นคือความใคร่รู้ (Curiosity) หรือที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านว่าความเสือกมนุษย์มีสมองที่มีส่วนของอารมณ์และเหตุผลทำงานคู่กันหลายๆครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองนั้นคือการที่ส่วนของอารมณ์นำหน้าเหตุผลและทำให้อารมณ์ใครรู้ในเรื่องคนอื่นหรือเรื่องราวต่างๆนั้นเกิดขึ้นมาแล้วทำไมเราถึงอยากรู้หรืออยากเสือกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้นเป็นเพราะอาการทางจิตวิทยาแบบหนึ่งในหลักการของ Maslow ที่เราทุกคนนั้นต้องการได้รับความยอมรับจากสังคมขึ้นมาเราอยากเป็น Somebody ไม่ใช่ Nobody ที่ไม่มีใครสนใจทำให้เรากลัวการถูกทิ้งเอาไว้ในเบื้องหลังของสังคมซึ่งทำให้เกิดอาการอีกอย่างในปัจจุบันที่เรียกว่า Fear of Missing out หรือ Fomo นั้นเองเมื่อเราเกิดความใคร่รู้และอยากรู้อย่างมาก (อยากเสือกจนตัวสั่น) ทำให้อารมณ์ของเราที่เกิดขึ้นในสมองนั้นจะเกิดการกระหายที่จะเสาะหาเนื้อเรื่องนั้นอย่างมากได้และเมื่อรู้แล้วสิ่งที่อยากทำต่อก็คือการบอกต่อซึ่งการบอกต่อนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมที่น่าสนใจต่อมานั้นคือจินตนาการ

ใน Inception นั้นมีคำพูดที่น่าสนใจที่บอกว่า “Genuine inspiration, right? Now, in a dream our mind continuously does this. We create and perceive our world simultaneously. And our mind does this so well that we don’t even know it’s happening” สมองของเรานั้นมหัศจรรย์มากด้วยการที่เราสามารถสร้างและเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจากจินตนาการหรือประสบการณ์ที่เก็บไว้ในสมองส่วน Subconscious ต่างๆออกมาเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในข้อมูลให้ครบถ้วนถ้ามองเป็น Jigsaw ก็คือเราส่วนตัวต่อที่อาจจะไม่ครบถ้วนและสมบูรณ์ทำให้สมองนั้นสร้างจินตนาการที่จะเข้าไปเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปเหล่านั้นให้ครบถ้วนหรือเมื่อมีข้อมูลในสมองที่ต้องการบอกต่อทำให้มนุษย์นั้นจะเสริมจินตนาการส่วนตัวเข้าไปเพื่อขยายเรื่องนั้นให้น่าสนใจขึ้นมาในการเล่าต่ออย่างทันทีทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อข้อมูลที่เราได้มาจากการใคร่รู้ที่มาแบบไม่ปะติดปะต่อกันหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์มาผสมผสานกับจิตนาการที่ตัวเองมี (ซึ่งมาจากประสบการณ์ความเชื่อต่างๆออกมา) ทำให้ผลที่ได้ที่เรามักจะเห็นกันคือทฤษฎีสมคบคิดต่างๆที่เกิดขึ้นมาที่ส่งต่อกันแบบนี้จากความใคร่รู้ที่ไม่ครบกับจินตนาการที่เสริมเติมแต่งเข้าไป

ด้วย 2 เหตุผลนี้ทำให้สามารถเอามาใช้กับงานการตลาดด้วยการตลาดที่ดีคือการให้ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเข้าไปเพื่อสร้างให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ตัวตนของแบรนด์สินค้าและบริการของแบรนด์รวมทั้งทำให้รู้ว่าแบรนด์สินค้าและบริการนั้นจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของบริโภคอย่างไรแบรนด์ที่ดีจะทำการตลาดที่สามารถสร้างความใคร่รู้ขึ้นมาได้ (ใช้พฤติกรรมเสือกให้เป็นประโยชน์) โดยให้ข้อมูลที่บางส่วนไปและต้องไปหาเพิ่มเติมขึ้นมาซึ่งแน่นอนด้วยข้อมูลที่น้อยเช่นนี้ทำให้คนที่ติดตามแบรนด์หรือใคร่รู้ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบต่อชิ้นส่วนขึ้นมาส่วนที่ขาดหายไปก็ต้องใช้จินตนาการในการเพิ่มเติมเข้าไปตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้เราเห็นได้จากการเปิดตัวสินค้าของ Apple ที่จะมีข้อมูลบางส่วนหลุดออกมาทำให้คนที่ติดตามแบรนด์นั้นมีความอยากรู้ในสินค้าใหม่และค้นหาข้อมูลต่างๆมาเสริมสร้างจินตนาการตัวเองโดยการสร้างทฤษฏีต่างๆออกมาถกเถียงกัน

ด้วยการเอาทั้ง 3 เรื่องมาประกอบกันแบบนี้นักการตลาดเลยสามารถสร้างทฤษฏีสมคบคิดที่ใช้ความใคร่รู้จินตนาการและผสมกับการตลาดออกมามาสร้างสิ่งที่เรียกว่า ARG (Alternative Reality Games) หรือการสร้างเกมที่อยู่บนโลกแห่งความจริงขึ้นมาโดยการสร้างเรื่องราวอื่นๆเพิ่มเติมจาก Materials หลักที่อยู่ในจินตนาการที่ไม่สามารถเล่าหมดได้หรือยังไม่สามารถทำให้คนเข้าใจหมดได้ออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงโดยการให้คำใบ้ต่างๆจากใน Materials หลักมาหาเสริมผ่านทาง Website อื่นๆ Webboard หรือ Social Media เองก็ตามตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการทำ ARG คือภาพยนต์เรื่อง Cloverfield ที่มีจักรวาลที่ใหญ่มากและเนื้อเรื่องทางภาพยนต์นั้นเป็นหนึ่งในนั้นทำให้คนต้องหาข้อมูลมาปะติดปะต่อกันจากภาพยนต์เรื่องแรกว่ามีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรจนถึงบทสรุปอย่างไรจนมาถึงภาคต่ออย่าง Cloverfield lane ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรจนตั้งทฤษฎีที่สืบเนื่องต่อมาจนทำนายไปถึงว่าภาพยนต์นี้จะมีภาคต่อไปอีกกี่ตอนซึ่งทำให้เกิดการสร้างกลุ่ม Community ที่ตามหาความจริงในเรื่องนี้และอยากรู้ว่าทฤษฎีตัวเองนั้นถูกต้องหรือไม่และออกมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทำให้เกิด Voice ทางการตลาดได้อย่างง่ายดายอีกตัวอย่างก็ภาพยนต์อย่าง Batman The Dark Knight ที่สร้างกิจกรรมให้คนมาให้มาร่วมเล่นจนมาถึงการแบ่งฝ่ายแล้วเปิดตัวให้ดู Teaser ภาพยนต์ขึ้นมา

ทั้งนี้การเข้าใจหลักการทางจิตวิทยาและพฤติกรรมคนนั้นมีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างการตลาดของแบรนด์ตัวเองและสินค้าขึ้นมาการเข้าใจมนุษย์และสามารถใช้อารมณ์ความคิดของคนให้เป็นประโยชน์ขึ้นมาทำให้การตลาดของตัวเองนั้นให้แข็งแกร่งขึ้นโดยการใช้พลังจินตนาการและความเสือกของคนหมู่มากมาเสริมกัน

 

พาชม Wholefoods Austin TX ห้าง Supermarket ที่คิดเพื่อมนุษย์

หลักการ Design Thinking หรืออีกชื่อนึงว่า Human-centered design นั้นกำลังกลายเป็น Concept ที่พูดถึงอย่างมากในยุคนี้ ด้วยการคิดเชิงดีไซน์ที่เอาตัวมนุษย์เป็นศูนย์กลางและออกแบบการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์นั้นสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น สะดวกขึ้นและมีความสุขมากขึ้นนั้น ซึ่งตอนนี้ Design Thinking นั้นมีหลักสูตรที่สอนกันเป็นจริงเป็นจังเลยที่ Standord กับหลักสูตร D School ซึ่งคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการ หรือ Start up หลาย ๆ คนก็ไปเรียน โดยผู้ก่อตั้ง D School คือ David M. Kelley ซึ่งยังเป็นเจ้าของบริษัท Ideo บริษัทที่เป็นผู้นำด้าน Design Thinking อีกด้วย

ผลงานหนึ่งที่กลายเป็น Case Study ของคนทำ Design Thinking และ Tim Brown เอาไปใช้ในการเขียนหนังสือ Change By Design ก็คือห้าง supermarket whole food โดยที่ห้างนี้ได้ใช้บริการการออกแบบของ Ideo เพื่อพัฒนาห้างตัวเองให้เป็นมิตรกับมนุษย์มากขึ้นไปอีก ซึ่งมีสาขาเดียวที่เริ่มทำแบบนี้คือสาขาที่ Austin Texas ที่สำนักงานใหญ่อยู่ 

ในวันนี้ได้มีโอกาสมาที่ Austin Texas และมีคนแนะนำให้มาดู ซึ่งแน่นอนคนบ้าเรื่อง Design Thinking อย่างผมนั้นไม่พลาดอยู่แล้ว ที่จะมาได้เห็นของจริงดังนี้

Whole Foods  ห้างนี้เพื่อความยั่งยืนของมนุษย์ 


ห้าง Whole Foods  เป็น super market หนึ่งของอเมริกา โดยที่นี้จะมีจุดเด่นตรงที่อาหารและสินค้าของ Whole Foods นั้นจะเป็น ออร์แกนนิคทั้งหมด ไม่มีสารกันบูด การปรุงแต่ง สี กลิ่น รสด้วยเคมี และสารให้ความหวาน และยังใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ Whole Foods นั้นได้เป็น  Certified Organic Grocer หรือได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตสินค้าออแกนิกรายแรกอีกด้วย

เริ่มสังเกตุกันเลย


สังเกตุและรู้สึกไหมว่า ทำไมมันทำให้เราอยากซื้อ ทำไมทำให้เราอยากกินมันจัง เพราะด้วยวิธีจัดเรียงผักที่ทำให้เอา Facing ที่ทำให้เห็นถึงความ อิ่ม สมบูรณ์ ของผักออกมา ทำให้เรารู้สึกว่าน่าหยิบ น่าจับ น่ารับประทานอย่างมาก นอกจากนี้ยังเหมือนมีความจงใจที่จะเล่นเรื่องการใช้สีสันของผัก ที่ทำให้ดูตัดกัน ทำให้ตานั้นสามารถโฟกัสได้อย่างดี

Stories with Product

สังเกตไหมว่า ป้ายนั้นไม่ได้บอกว่าขายอะไร แต่ขาย Story ของผักว่า ถ้าคุณซื้อผักนี้แล้วจะดีต่อสังคมอย่างไร หรือแม้แต่ว่าสินค้านั้นเหมาะเอาไปทำอะไร หรืออาหารอะไรต่อ ก็มีเรื่องเล่า ทำให้คนที่ซื้อนึกออกว่าจะเอาผักนี้ไปทำอะไรต่อดี สุดท้ายแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นกังวลของคน (คนไทยก็ตื่นตูมเรื่องนี้) เช่น Wax บนผิวผักและผลไม้ ก็มีบอกว่า Wax นี้คืออะไรอีกด้วย 

Facing Up 

จะเห็นว่ามีวิธีการวางที่เอาสินค้าที่ใส่กล่องนั้นมาใส่ มีการจัดวางสินค้าที่จงใจจะให้เห็นถึงฉลากหน้ากล่องและของในกล่องทั้งหมด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิด Transparent ว่าสินค้านี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ซึ่งนอกจากนี้การจัดวางแบบ Facing up นั้นทำให้ผู้บริโภคเลือกหยิบง่ายมากขึ้น แทนที่จะเป็นการวางซ้อน ๆ กัน ซึ่งถ้าเลือกแล้วไม่เอาก็คงจะโยนวางเกะกะ และดูไม่เป็นระเบียบ แต่นี้พอวางแบบนี้ทำให้คนที่ไม่เอาต้องเก็บจัดวางที่เดิม ซึ่งชั้นและกล่องนั้นจะมีการออกแบบที่พอดี ทำให้กล่องนั้นไม่สามารถวางซ้อนเหนือการจัดเรียงได้ด้วย

เนื้อก็เป็นนะ

พนักงานคอยดูแลการจัดเรียงให้ตรง 

ทั้งนี้ผมสังเกตุเห็น จะมีพนักงานที่คอยมาดูการจัดเรียงสินค้าและเปลี่ยนสินค้าอยู่เสมอ ๆ ซึ่งวิธีการเรียงสินค้าแบบชนิดเดียวกันให้เกิดการซ้ำ 2-3 ซำ้จนเปลี่ยนไปเป็นแบบใหม่


เห็นแล้ว จากรูปจะเห็นว่าจะมีซ้ำ 3 แบบและ 2 แบบตามมา ซึ่งคนซื้อถ้ามองนาน ๆ ก็คงต้องหยิบเลือกออกมาซักอันใช่ไหม

Unmatch but Match

สังเกตุอะไรไหม มันมีความไม่เข้ากันของสินค้าอยู่

ทำไมถ่านมาขายคู่เนื้อ
ทำไมวิปครีมขายคู่เบอร์รี่
ทำไมที่ปอกผลไม้ขายคู่ผลไม้
ทำไมที่ล้างผักขายคู่พืชหัว
ทำไมเบียร์ถึงมี เนื้อเบอร์เกอร์ ผักดอก ผักกาด อยู่ในตู้ 

แม้แต่เครื่องครัวยังจัดวางใกล้ ๆ การขายเนื้อ หรือ เบียร์ยังขายกับแก้วและที่เปิดขวด หรือมันฝรั่งทอดขายคู่โซดา

ทั้งหมดนี้ ทำมาเพื่อการอำนวยความสะดวกของคนที่มาซื้อของ และทำให้คนซื้อของได้เห็นอีกว่า สินค้าพวกนี้ต้องใช้คู่กับอะไร หรือทานคู่กับอะไร ที่ Whole Foods นั้นไม่ได้จัดเรียงสินค้าตามประเภทผลิตภัณฑ์แบบทั้งหมด แต่เป็นการจัดเรียงสินค้าตามประสบการณ์หรือของที่ควรจะใช้ร่วมกันกับสินค้านั้น ๆ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ชีสหรือ แชมเป ที่มีการขายไปกับสินค้าอื่น  และ Apple ที่มีชีสวางข้างบนแล้วบอกว่าว่ากินคู่ชีสแล้วอร่อย ถ้าเดิน ๆ จะเห็นมุมซุปนั้นกระจ่ายหลายที่มาก เพราะซุปนั้นทานคู่กับอาหารหลายอย่างได้

Paradox of Choice 

ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้บริโภค คือการที่มีสินค้าที่มีตัวเลือกเยอะเกิน จนทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ ซึ่งนี้เป็นเรื่องของจิตวิทยา สิ่งที่คนทำด้าน Behavioral Economic Science แนะนำนั้นคือการตัดตัวเลือกให้เลือก 3-5 ตัวเลือกต่อครั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคนั้นตัดสินใจได้ง่ายลง ทีนี้ลองมาดูที่ Whole Food กัน

อย่างที่ได้เล่าไปว่า ที่นี้มีการจัดเรียงสินค้าแบบซ้ำ แต่การซ้ำนั้นจะซ้ำไม่เกิน 3-5 ประเภทที่แตกต่างกันของสินค้า ดูตัวอย่างในรูปเราจะเห็น ว่าสินค้าจะมีเหมือนกัน 3-5 กล่องแล้วเริ่มสินค้าต่อไป แล้วก็เริ่มสินค้าต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาเรามองที่ชั้นวางของ เราจะจับสังเกตุการซ้ำและจำนวนประเภทสินค้าทันที ว่าเหลือ 3-5 ประเภท ทำให้เราเลือกได้ว่าเราอยากจะได้ประเภทไหนของสินค้าในจำนวน 3-5 ตัวเลือกนี้

Everythings Experience 

สิ่งสำคัญของการทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีคือการสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค และการสร้างประสบการณ์คือการให้ผู้บริโภค ได้เสพผ่านสัมผัสทั้ง 5 คือรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ที่นี่เรามาลองดูที่ Whole foods กัน 

จะเห็นว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์ นั้นมีการจัดสินค้า ที่ทำให้เรานั้นอยากมีส่วนร่วม เช่นราเมง ที่ให้เราทำได้เอง หรือสลัดบาร์ที่มีอาหารและสีสันมากมายที่น่ากินอย่างมาก รวมถึงตู้ขนมหวานที่มีการจัดแสงและหันสีสันออกมา เพื่อให้ดูน่ากินขึ้นมาอย่างมาก นอกจากนี้ด้านในยังมีโซนอาหาร หรือกลิ่นต่าง ๆ ที่จะอยู่กลางจุดต่าง ๆ เพื่อสร้างกลิ่นที่ทำให้คนที่เดินผ่านนั้นรู้สึกดี รวมทั้งการให้แสงภายในห้าง สีภายในห้างที่ดูอบอุ่น สบายใจ และเสียงเพลงที่เปิดไม่ได้ดังมาก ไม่มีโฆษณาแทรก หรือเสียงประกาศแทรกเลยในห้าง ทำให้เราสบายใจอย่างมาก

Feel it, Consume it 

เมื่อเสพทางอารมณ์และสัมผัส สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคนั้นอยากได้คือการได้บริโภคและอุปโภคสินค้าเลย นั้นทำให้ Whole Foods มีมุมอาหารกระจายเยอะมาก และคนที่มาสามารถบริโภคอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่มุมอาหารปรุงสดเอเซีย มุมอาหารบาร์บีคิว มุมอาหารที่ต้องดื่มเบียร์หรือไวน์ด้วย หรือมุมพิซซ่า ขนมปัง และกาแฟ ตามด้วยอื่น ๆ มากมาย ซึ่งจะมีจุดที่จัดให้เราได้นั่ง คุย ดื่ม และกินอาหารที่ซื้อได้ตามใจชอบเลย ผมสังเกตเลยว่าทุกจุดนั้นมีคนเต็มเสมอ

Detail Matter 


การใส่ใจในรายละเอียดนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะแม้ใครจะไม่เห็น แต่มีตัวเราที่รู้ ซึ่งที่ Whole Foods นี้ใส่ใจในรายละเอียดถึงขึ้นที่อาจจะเรียกได้ว่า ถึงขั้นคนที่เป็นโรคที่สังเกตในการไม่ถูกต้องของการวางมานี้อาจจะสบายใจขึ้นเยอะ เพราะที่นี้ชั้นวางสินค้านั้นจะทำให้พอดีกับการวางสินค้า สินค้าแทบจะไม่มีช่องโหว่ในชั้นว่างของเลย ทำให้เราเห็นการแบ่งได้อย่างดีมาก นอกจากนี้ในตัวอย่างเช่นน้ำผลไม้เอง ก็มีการวางน้ำผลไม้ที่แช่เอาไว้ แบบเอาฉลากขึ้น เพื่อให้เราอ่านง่าย ทุกขวดอยู่แยกกัน เพื่อให้สามารถทำความเย็นจากน้ำแข็งได้เต็มที่อีกด้วย หรือแม้แต่หน้าคนดูแลอาหาร ก็มีบอกว่าวันนี้เป็นใครดูแล

เว็บไซต์ Whole Food 

สุดท้ายเสียเงินไหม 



แน่นอนมีเหรอจะพลาด ได้อิ่มตา อิ่มใจ อิ่มกาย และท้อง

บทสรุป

จากตัวอย่างของ Whole Foods นั้นแสดงให้เห็นแล้วว่า Design Thinking หรือ Human Centric Design นั้นช่วยได้อย่างไรกับการออกแบบทุกอย่างที่มนุษย์นั้นใช้งานด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อเครื่องมือ Digital แต่กลายมาเป็นเครื่องมือใน Physical ที่มนุษย์ต้องปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวมนุษย์นั้น การตั้งคำถามและการมองปัญหาที่หลาย ๆ คนมองว่าไม่เป็นปัญหานั้นสำคัญอย่างมากใน Design Thinking เพื่อที่จะสามารถทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ถูกจุดต่อ

สุดท้ายนี้ผมยกคำพูดจาก FastCo มาให้ว่า Design Thinking นั้นส่วนสำคัญคือที่จะทำให้สำเร็จนั้นคือทุกคนที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เพราะทุกฟันเฟืองต้องเข้าใจและหมุนไปพร้อมกัน

The secret behind the unique feel of Whole Foods and Trader Joe’s is how employees are empowered to cocreate the customer experience. Each store establishes teams to figure out the best way to serve customers, from the products they offer to the way sections are organized. Each week, employees can see the results of their experiments in the aisles.

Jesse recently joined the cheese department at Whole Foods and one of his favorite jobs is to select the cheeses that customers sample. He feels it helps set the mood of the entire store, and when he nails the selection, the store usually sells the entire stock. Giving teams the tools to constantly improve the business creates an engaging and successful environment.

 
 
 
 
 
 

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Victoria Secret แบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิง

แบรนด์แฟชั่นในอดีตนั้นเราจะเห็นนางแบบหรือนายแบบเดินกันบนรันเวน์ที่ประกอบด้วยเพลง EDM หรือเพลงที่เป็นเสียงบรรเลงอย่างเดียว ไม่มีการแสดงแสง สี เสียงใด ๆ นางแบบและนายแบบนั้นจะเดินหน้านิ่ง ๆ ไร้ชีวิต ชีวา และไม่มีการเปิด Public ให้คนติดตามดูรายการสดได้ ซึงแฟชั่นโชว์ทั่วไปนั้นจะมีฤดูกาลในการเดินรันเวย์แฟชั่นจะมีฤดูกาลแต่เพียงช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคมและกันยายน-ตุลาคม ซึ่ง Event นี้จะมีใครสักกี่คนที่จะได้ติดตามชมแล้วกลายเป็น Talk of the town

Victoria Secret นั้นเป็นแบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิงที่คิดต่างออกไปตั้งแต่ที่แบรนด์ถูกซื้อต่อมา ด้วยการคิดเพื่อให้เกิดการสร้าง Consumer Experice ที่ดีทั้งหมด การทำ Fashion Show ของ Victoria Secret จึงได้ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ช่วงเวลาการจัดงาน : เป็นประจำทุกปีที่ Fashion Show ของ Victoria Secret นั้นจะจัดกันช่วงต้นเดือน-กลางเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีใครมาจัดแฟชั่นโชว์กัน แต่เดี๋ยวก่อนนี้เป็นช่วงเวลาก่อนคริสต์มาสที่ฝรั่งจะหาของขวัญคริสต์มาสไปให้คนที่เรารักหรือห่วงใย แน่นอนด้วยการมอง Event เป็น Marketing Tools นึงก็จัดก่อนคริสต์มาสที่คนกำลังจับจ่ายใช้สอย เพื่อที่คนจะได้ดูแฟชั่นโชว์นี้แล้วกระตุ้นให้เกิดความชอบ ประสบการณ์ที่อยากจะมาซื้อ

การสร้างกระแส :

กลยุทธ์อย่างหนึ่งของ Victoria Secret คือการสร้างกระแสล่วงหน้าของการที่จะมาถึงของการเดินแบบประจำปี ด้วยการสร้างความตื่นเต้นว่าคนที่จะได้มาเป็นนางฟ้าในการเดินแบบนั้นจะเป็นใครบ้าง สร้างให้คนอยากรู้ในตัวนางแบบแต่ละคนว่ามีใครบ้าง พร้อมทั้งสร้างการติดตามในชีวิตนางแบบแต่ละคนขึ้นมา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดกระแสมากขึ้นไปอีกด้วยการใช้ศิลปินในการทำให้คนติดตามว่าศิลปินที่จะขึ้นแสดงนั้นจะเป็นใครบ้าง และจะแสดงแบบไหนบนเวที ยังมีการทำคลิปเพื่อบอกว่าการเดินแบบนั้นจะเริ่มเมื่อไหร่ ติดตามได้ทางไหน ทำให้ผู้ชมนั้นไม่พลาดที่จะติดตาม พร้อมทำการสื่อสารกับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เดินแบบอีกด้วย

การถ่ายทอดสด :

แบรนด์แฟชั่นอื่น ๆ นั้น การเดินแบบนั้นคนที่จะได้ดูแบบจริง ๆ จัง ๆ หรือแบบสดนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่เฉพาะมาก เช่นคนในวงการแฟชั่น ดารา เซเลปและสื่อสารแฟชั่นต่าง ๆ และเป็นอีเว้นท์ที่ปิด ไม่มีทางเลยที่คนนอกจะได้ดู คนจะได้ดูอีกทีก็ในช่อง FashionTV หรือออกข่าว ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจไหม แต่ Victoria Secret นั้นคิดต่างด้วยการทำให้โชว์นั้นมี “อะไรที่น่าสนใจ” ที่คนจะมาดู และทำการถ่ายทอดสด 3 ชั่วโมงเต็มแบบไร้โฆษณา ทำให้ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับคนทั่วไปแบบทันทีไม่มีสะดุดอีกด้วย คนจะติดตามประนึง Superbowl ที่ลุ้นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทำให้เมื่อดูจบกระแสการพูดบอกต่อหรือส่งต่อจึงมีมากมาย ได้ Free media อีกเพียบ

การสร้าง Entertainment Show:

สิ่งที่แตกต่างจากการเดินแบบอื่น ๆ ของ Victoria Secret คือ การใช้ความบันเทิงคู่กับการเดินแบบ งานเดินแบบอื่น ๆ จะใช้เพลงประกอบแล้วมีนางแบบเดินบนรันเวย์ แต่ของ Victoria Secret นั้นใช้การแสดงสดของศิลปินที่กำลังเป็นกระแส และมีคนติดตามมากมายมาสร้างความบันเทิงบนรันเวย์ ควบคู่กับการการสร้าง interaction กับนางแบบที่เดิน ทำให้คนที่ดูและติดตามดูนั้นไม่ได้ดูแค่เพียงการเดินแบบเท่านั้น แต่เป็นการดูความบันเทิงอย่างคอนเสิร์ตย่อม ๆ ไปด้วย

โชว์การเดินแบบ :

แฟชั่นโชว์อื่น ๆ อาจจะมีการเดินแบบที่ประหลาด ๆ บ้าง มีชุดประหลาด ๆ ที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง นายแบบ นางแบบเดินหน้านิ่ง ๆ เสียงเพลงที่คนทั่วไปฟังแล้วจะหลับได้ ทำให้คนทั่วไปไม่อยากดู แต่ Victoria Secret ที่คิดต่างว่า ทำไมไม่ทำให้การเดินแบบต่างไป ทำไมต้องเหมือนคนอื่น ทำให้มีอะไรที่น่าสนใจ ที่คนจะอยากดู อยากติดตามและบอกต่อ นั้นจะเกิดส่วนผสมระหว่างการเดินแบบและโชว์การแสดงสด ที่นางแบบที่เดินดูมีความสุขระหว่างเดินและได้มีส่วนร่วมกับศิลปินที่แสดง ซึ่งด้วยศิลปิน การตกแต่งเวที ทำให้คนนั้นติดตามทั้งว่าใครจะมาร้องเพลงประกอบบนรันเวย์ และแฟชั่นปีนี้จะตกแต่งแบบนั้น นั้นทำให้เกิดความสนุกตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม ทุกคนส่งต่อภาพนางแบบที่ชอบ ส่งต่อเพลงศิลปินที่ชอบ ทุกอย่างกลายเป็น Consumer Experience ที่ดี ทำให้เกิด Free media ที่ Consumer บอกกัน

ด้วยการมอง Fashion show ตัวเองมากกว่าแค่ Launching Collection ใหม่  แต่มองไปถึงเป็น Postioning ใหม่และสร้างเป็น Marketing Tools ที่จะสร้างกระแสโดยตรงกับ Consumer ได้ทันที โดยไม่ต้องการ การ spinoff จากสื่อ ดารา หรือเซเลปในงานด้วยซ้ำ ทำให้ Victoria Secret Fashion กลายเป็นการเดินแฟชั่นที่หลาย ๆ คนติดตามอย่างมากในทุกวันนี้

ลงครั้งแรกที่ Linkedin 

 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 2 #AWnewyork

จากตอนแรก เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 มาวันนี้จะมาต่อในวันที่ 3 และ 4 กัน

ในวันที่ 3 นั้นเป็นวันที่ผมเริ่มเหนื่อย ๆ จากการวิ่งไปมาระหว่างสัมมนาแล้ว และประกอบกับการเดินเยอะมากในการใช้เวลาทั้งเช้าและเย็นที่เหลือในเมือง New York ทำให้เริ่มไม่อยากเดินไประหว่างสถานที่ไกล ๆ และเริ่ม Information overload แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไปฟังเพื่อให้คุ้มค่ากับที่มา ซึ่งในตอนเช้าสถานที่ต่าง ๆ ก็มีขนมนมเนยเตรียมต้อนรับใน Session เช้า และมีกิจกรรมให้เล่นได้ของแจกมากมายอีกเช่นเคย 

ซึ่งหัวข้อวันที่ 28 นี้มีดังนี้

ซึ่งหัวข้อในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทรนด์ที่กำลังจะมาไม่ว่า Programmatic, VR, Data และ Cognative Marketing ทั้งนี้โดยสรุปหัวข้อในวันนี้

  • The Next Era of Programmatic เป็นการเล่ามุมมองว่ายุคหน้าของ Programmatic นั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้เอาเข้าจริงแล้ว Programmatic ที่ใช้ ๆ กันมันแค่ระยะเริ่มต้นของยุคการซื้อสื่อแบบ Programmatic แต่ในยุคนี้คือจะควบรวมตั้งแต่สื่อนอกบ้าน ทีวี วิทยุ และสื่อในร้านต่าง ๆ ออกมาเป็น Programmatic ผนวกกับข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสร้างสื่อที่เข้าไปตรงความต้องการผู้บริโภคและดูแลผู้บริโภคได้ทันที
  • The Virtual Reality Audience Explained. เป็นการเล่าถึงกระแสของ VR นั้นกำลังมาแรง และตอนนี้ VR นั้นอยู่ในระยะเริ่มต้นของเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมภาพยนต์นั้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทยักษ์ร่วมลงเงินตั้งกองทุนไปลงทุน Startup ด้าน VR ต่าง ๆ หรือทำบริษัท Content ขึ้นมา โดยคาดการณ์ว่า VR จะกลายเป็นอุปกรณ์บันเทิงรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้เหมือนโทรศัพท์ในยุคนี้
  • Fox NFL Town Hall อันนี้มาเล่าเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing ของ Fox ว่าสามารถใช้ Sport Marketing มาช่วยทำการตลาดได้อย่างไร และมีผลอย่างไรต่อธุรกิจขึ้นมา โดยมีนักกีฬาและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างการแข่งขัน พร้อมผู้ชมนับล้านที่ดูรายการอยู่
  • A Dispatch from the Future of Search เป็นการมองอนาคตของ Search ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ Search อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถ Suggestion ความต้องการของเราโดยอิงจากพฤติกรรมที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคเข้าไป สามารถนำไปผนวกกับการ communication ระหว่างคนกับ Machine ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • Big Data, Great Creative เป็นการเอาข้อมูลของ Data ที่เก็บได้มาสร้างเป็น Insight เพื่อสร้างงาน Creative ที่ตรงใจผู้บริโภคออกมา เป้นการผนวกระหว่างศาสตร์ของ Data เข้ากับความต้องการของครีเอทีฟเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงานเจ๋ง ๆ มาได้
  • Adventures in Venturing การเล่าเรื่องของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ และทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ จากธุรกิจเดิม ๆ ได้ขึ้นมา
  • Digital Transformation in the Cognitive Era เป็น Session  ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่หุ่นยนต์นั้นสามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคนี้เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วมีสิทธิ์ที่จะตายลงอย่างรวดเร็ว
  • AB InBev: Experiential Marketing เป็น Session สุดท้ายของวันที่นักการตลาดต่างชื่นชอบ เพราะมีการแจกเบียร์สด Stella Artois ให้ดื่มในระหว่างฟังแถมแก้วกลับไปด้วย มีถึงขั้นพูดว่า “The session is fuckin awesome!!”  ซึ่งเป็น session ที่ head of marketing ของ  Stella Artois มาเล่าการทำการตลาดผ่าน Sesory marketing และ Experience marketing เชื่อมระหว่าง Digital, Data และ Creative  เข้าด้วยกัน

งานในวันสุดท้ายมี Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มสมาธิหลุดแล้ว เพราะรู้เหนื่อยกับการรับข้อมูลต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

  • The Business Reality behind Virtual Reality เป็นการมาเล่าถึงธุรกิจที่จะอยู่เบื้องหลัง VR ต่าง ๆ ว่าจะมีตั้งแต่ผู้ผลิต Platform, ผู้พัฒนาระบบที่จะเข้าไปใน VR, บริษัท Content และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่มากมายและกำลังมีความสนใจอย่างสูงมากอีกด้วย
  • Disrupt the Disruptors: How Companies Can Inoculate Themselves Against Disruption เป็นการเล่าถึงว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดในภาวะ Disruption นี้ได้อย่างไร มีความน่าสนใจในวิธีการทำงานที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปได้
  • Turning Gamers Into Shoppers เป็น Session ที่เล่าถึงพลังของการใช้เกม เพื่อดันการตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าของนักการตลาดขึ้นมา ซึ่งกลุ่มเกมนี้กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีความสนใจสูงต่อ Content ที่ออกมา
  • Where Content Meets Commerce เล่าเรื่องถึงการต้องทำ Content เพื่อสร้างให้เกิดการทำการขายสินค้าในออนไลน์ในยุคนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะ nurture คนให้ไปซื้อสินค้าได้
  • Ask the CMOs: Is the AOR DOA? เป็น Session สุดท้ายของวันที่คนน้อยมากที่จะเข้าฟังแล้ว แต่เป็น Session ที่ดีที่พูดถึงว่า agency กับลูกค้าในยุคหน้าจะทำงานกันอย่างไร โดยรวมคือ Agency จะกลายเป็นการร่วมมือของ Specialist agency มาแทน full service agency เพราะลูกค้าต้องการได้คนทำงาน expert มาร่วมทีมกัน และทำงานที่ดีที่สุดให้ลูกค้าขึ้น

ทั้งนี้  advertising week ที่ไปครั้งนี้ทำให้ผมได้รับไอเดียและเปิดภาพวิธีการทำงานของต่างประเทศและเทรนด์ที่โลกกำลังหมุนไป ซึ่งสามารถเอากลับมาใช้ในงานได้อย่างดี สำหรับปีนี้ผมมีแผนที่จะไป SXSW และ advertising week อีกเช่นกัน

 
 
 

© 2019 A MarketPress.com Theme