รีวิว Spectacles แว่นถ่าย Snapchat จาก Snap

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ของที่สั่งไว้มาส่งที่เมืองไทยแล้ว นั้นคือแว่น Spectacles จาก Snapchat นั้นเอง ซึ่งเป็น Gadgets สุดหายากอย่างมากในอเมริกา เพราะต้องหาเจ้า Snapbot ที่จะไปขายเจ้าแว่นตัวนี้ หรือร้าน Pop up shop ที่เปิดที่นิวยอร์ก แต่ตอนนี้แว่นนี้สามารถสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ได้แล้ว

รู้จัก Spectacles 

แว่น Spectacles เป็น Gadgets จาก Snapchat ในการที่จะช่วยให้คนที่ใส่แว่นนี้สามารถอัดวิดีโอและถ่ายภาพผ่านแว่นที่ใส่ในระยะเวลา 10 วินาที ส่งเข้าไปใน App Snapchat พร้อมตกแต่งผ่านแอพ ส่งเข้าไปใน Timeline หรือจะแชร์ให้เพื่อนและ Social ต่าง ๆ ก็ได้ ด้วยแว่น Spectacles นี้ทำให้การที่จะยกมือถือมาถ่ายนั้นหมดความจำเป็นไปเลย แถมทำให้ภาพและวิดีโอที่ถ่ายทำผ่าน Spectacles นั้นจะเป็นภาพจากมุมคนจริง ๆ ทำให้เกิดความน่าสนใจอย่างมากและสนุกอย่างมากอีกด้วย

โดยแว่น Spectacles จะมาด้วยกัน 3 สี คือดำ แดง และฟ้า เพื่อคนชอบแฟชั่นโดยเฉพาะ

แกะกล่อง Spectacles 

Spectacles จะบรรจุมาในกล่องทรงกระบอกที่ท้ายกระบอกเหมือนก้นขวดพลาสติกน้ำอัดลม ข้างกล่องจะมีข้อมูลของส้นค้าว่าสามารถเล่นกับอุปกรณ์อะไรได้บ้าง และข้อมูลของ FCC ต่าง ๆ ภายในบรรจุกล่องแว่นสีเหลืองสดใสภายในตัว

กล่องจะเป็นลักษณะ 3 เหลี่ยม สีเหลืองตามแบบของ Snapchat เปิดภายในจะเจอแว่น Spectacles อยู่ด้านในรออยู่พร้อมกล่องเล็ก ๆ ด้านในสอดไว้ใต้แว่น

ตัวแว่นจะมีพลาสติกปิดมาที่ด้านบนปุ่มที่ไว้ใช้กดอัด และจะมีขอบแว่นทั้งสองด้านที่หนากว่าปกติ เพราะด้านหนึ่งจะเป็นกล่อง (ด้านซ้ายของภาพ) และอีกด้านเป็นปุ่มกดคำสั่งต่าง ๆ (ด้านขาวของภาพ) ด้านในขาแว่นจะสกรีนคำว่า Spectacles และ Designed by Snap Inc. ไว้ที่ขาแว่น

ภายในกล่องเล็ก ๆ จะบรรจุสายชาร์ต และตัวคู่มือของแว่นเอาไว้ โดยสายชาร์ตจะสามารถทำการชาร์ตผ่านกล่อง ซึ่งกล่องจะทำหน้าที่เป็นตัวเหมือน Powerbank ชาร์ตแว่นได้ด้วยเมื่อไม่มีสาย หรือจะเอาสายชาร์ต ชาร์ตโดยตรงกับแว่นก็ได้เช่นกัน

 

ตัวกล่องนั้นจะมีตัวชาร์ตอยู่ภายในกล่อง ซึ่งจะเชื่อมกับขาแว่น และตัวกล่องเองจะมีช่องต่อสายชาร์ตอยู่ด้านหลัง เมื่อต่อสายชาร์ตแล้วจะขึ้นไฟด้านข้างกล่อง ซึ่งถ้าชาร์ตจนไฟเต็มจะมีไฟขึ้นครบ 5 ดวง

Setting Spectacles

เมื่อชาร์ตเสร็จคราวนี้ก็สามารถใช้ได้เลย ซึ่งจริง ๆ แล้วหลาย ๆ คนจะเจอปัญหาว่าใช้ไม่ได้ โดยผมก็เจอเช่นกัน เพราะตรงขาแว่นที่เป็นตัวต่อชาร์ตไฟนั้นมีแผ่นพลาสติกบาง ๆ ปิดอยู่ทำให้ไฟไม่เข้าตัวแว่น ต้องเอาพลาสติกนั้นออกมาก่อนแล้วและชาร์ตไฟ ซึ่งเวลาชาร์ตนั้นไฟครั้งแรกจะไม่มีไฟขึ้นต้องทิ้งไว้การชาร์ตไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง -1.30 ชั่วโมง พอแบตเต็มทีนี้ก็ลองมา Sync โดยการเปิด Bluetooth ที่มือถือตัวเอง เข้า App Snapchat แล้วส่อง Code ตัวเอง ถ้าเข้าไม่ได้ ให้ไปที่เครื่องหมายเฟืองเข้าไปที่ Setting และเข้าไปที่เมนู Spectacles แล้วกดเครื่องหมายบวก จะเข้าไปเมนูการ Pair แว่นกับ App

ขั้นตอนนี้หลาย ๆ คนจะทำไม่ผ่าน ผมก็ทำไม่ผ่าน ซึ่งด้วย Google ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการที่ต้อง Hard Reset ตัวแว่นก่อนด้วยขั้นตอนดั้งนี้

  1. กดปุ่มด้านซ้ายของแว่นค้างไว้ 55 วินาที แนะนำให้ใช้นาฬิกาจับเวลาเอาไว้ จนเห็นไฟ LED 1 ดวงด้านล่างที่หน้าแว่นกระพริบ
  2. ปล่อยมือออกจากปุ่ม ไฟ LED 3 ดวงทำมุมเป็น 3 เหลี่ยมหัวกลับจะเริ่มกระพริบ
  3. กดปุ่มอีกครั้งและปล่อย 3 เหลี่ยมจะหมุน และเริ่มมีไฟขึ้นทีละดวง รอไฟขึ้นจนครบทุกดวงเป็นวงกลม เป็นอันเรียบร้อย

ถ้าไม่สามารถ sync ได้อยู่ ก็ทำขั้นตอน 1 -3 ใหม่อีกรอบอีกครั้ง สำหรับใครที่ผ่านได้ ก็จะสสามารถ sync ได้ทันที พอเอาแว่นจ้องที่ Code ก็จะเริ่ม Pair แว่น spectacles กับ App แล้วให้เราตั้งชื่อแว่น พร้อมลองใช้แว่นออกมา ที่นี้ก็ได้เวลาลองใช้กัน

การใช้งาน  Spectacles 

แว่น Spectacles นั้นเป็นแว่นแฟชั่นนิดหน่อย วิธีการอัดก็คือการกดปุ่มที่อยู่บนขาแว่น แว่นจะเริ่มทำการอัดโดยจะขึ้นไฟเป็นวงกลมหมุนบนหน้าแว่น และไฟสีขาวกระพริบในขาแว่น

ตัวคลิปที่อัด จะถูก Sync เข้าไปใน App ซึ่งผ่านจะเป็นระบบ HD และเป็นสามารถ edit หรือเพิ่มลูกเล่นของ snapchat ต่าง ๆ เข้าไปได้อย่างมากมาย

พอ Edit ภาพเสร็จ ก็สามารถส่งออกไปยัง Snapchat ได้หรือแชร์ออกไปสู่ social ต่าง ๆ ออกมา ซึ่งจะเป็นมุมมองแบบวงกลมแทน

ที่นี้ก็จะมี Gesture อื่น ๆ เพิ่มเติมเช่น เช่นกดปุ่มตอนอัดเพิ่มครั้งหนึ่งจะเพิ่มความยาวอีก 10 วินาที ซึ่งสามารถเพิ่มได้ถึง 30 วินาที หรือการแตะด้านข้าง 2 ครั้งจะเป็นการ Check แบตได้ โดยไฟหน้าแว่นจะเป็นตัวบอกสถานะแบตได้ด้วย

ถ้าใครมีปัญหาการใช้งานต่าง ๆ ก็สามารถเข้าไปที่ app หรือเว็บเพื่อดูวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็ได้

ทั้งนี้ Spectacles เป็น Gadgets สำหรับคนที่ชอบสื่อสารผ่านวิดีโอ และสร้างความสนุกสนาน ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองผ่านมุมมองสายตาตัวเองเลย แถมยังแชร์ออกไปยังที่ต่าง ๆ ได้ด้วย นับว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจที่ทำออกมาจากบริษัท snap inc. ที่เป็นคู่แข่งที่  Facebook จับตาเลยทีเดียว

 

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสั่งได้ที่ https://www.spectacles.com

 

 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 #AWnewyork

เมื่อกันยายนที่ผ่านมานั้นผมได้มีโอกาสไปร่วมไปงาน Conference ที่ต่างประเทศมานั้นคืองาน  Advertising Week จัดขึ้นที่ New York City ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งงงานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเหมือนงานสัมมนาเรื่องการสื่อสารทางการตลาด อัพเดทเทรนด์การสื่อสารการตลาด โฆษณาและมาเจอเพื่อนฝูงกันของเหล่าคนทำโฆษณาและการสื่อสารการตลาดที่อเมริกา ส่วนแบบต่างชาติเหมือนผมที่ไปก็เหมือนเปิดหู เปิดตา ดูเทรนด์ล่าสุดของที่นั้นกับตาและฟังกับหูเพื่อเอามาอัพเดทในงานกัน

งาน Advertising Week ที่ New York นี้จัดมาเป็นปีที่ 13 แล้ว และเป็นที่แรกที่จัด Advertising Week ซึ่งตอนนี้นอกจาก New York แล้วก็มี Advertising Week London และ Advertising Week Tokyo ตามมา โดยในงานจะเป็นการอัพเดทเรื่องราวทางการตลาดและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาจากผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้า และดารากับ Startup ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งงานที่นิวยอร์คนี้จะจัดในละแวกแถว ๆ Times Square ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจของที่นั้นเลยทีเดียว โดยสถานที่จัดงานจะแบ่งเป็นสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่โรงละคร บาร์ ออฟฟิสของ NewYork Times ออฟฟิสไมโครซอฟท์ ออฟฟิสรอยเตอร์ ตลาดหุ้น Nasdaq หรือ Town Hall ของเมืองเองก็ตาม งานที่ผมไปนั้นเริ่มต้นในวันที่ 26 กันยายนไปจนถึงวันที่ 29 กันยายนในปีที่แล้ว ปีนี้จะจัดในวันที่ 25-28 กันยายน 2017

งานเริ่มเปิดตัวที่ออฟฟิสของ New York Times ซึ่งใช้หอประชุมเพื่อเปิดงาน งานนั้นเริ่มต้นตอน 8.30 am. โดยต้องไปปรินต์บัตรเข้างานที่โรงละครฝั่งตรงข้ามก่อน และมาต่อคิวเข้างานใน Session แรกที่จะเริ่มขึ้น โดยจะมี Staff สุดน่ารักคอยดูแล และมีกิจกรรมจาก  Publisher และ Startup ต่าง ๆ หน้างานเพื่อให้คนร่วมสนุกกันไม่ว่าจะเป็น iHeartmedia, Sizmek หรือ Waze ซึ่งเป็น Sponsor ของงาน

นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมมากมายในงานที่ให้ผู้ร่วมงานมาได้ร่วมสนุกหรือเก็บของที่ระลึกกลับกัน  และมีอาหารเลี้ยงมากมายไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ขนม ของว่าง และมื้อกลางวันที่เป็นรถ Pizza จาก Sizmek และไอศครีมจาก iHeartRadio  ที่มาบริการ ตามตึกต่าง ๆ ก็มีบริการอย่างดีเช่นตึก Microsoft ที่มีขนมปัง น้ำส้มและกาแฟ Starbucks Coldbrew กาแฟสด และ น้ำหมักผลไม้มาบริการ

งานในวันแรกนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • กระแสของ Live Video มาแรงมาก ๆ เราเห็นได้จาก Snapchat ที่ทุกคนนั้น Live เรื่องราวของตัวเองออกมา และ Communicate กันผ่านวิดีโอ ซึ่งรูปแบบวิดีโอนี้ที่นิยมมาได้นั้นเป็นเพราะความที่สามารถเห็นเหตุการณ์สด ไม่มีการ Fake ทำให้คนนั้นรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ Authentic มากขึ้นในสังคมที่ทุกคนนั้นพยายามสร้างภาพกัน
  • การสร้าง Storytelling ต่อไปจะไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องราว แต่เป็นการสามารถที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวของ Consumer เข้ากับบริบทต่าง ๆ ในชีวิต และเชื่อมไปยังเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเข้าถึง Consumer ได้
  • เรื่องราวการทำงานของ Startup ซึ่งมี PopSugar, Casper และ Mashable มาเล่าถึงการสร้าง Startup ของตัวเอง วิธีการแก้ปัญหาของธุรกิจตัวเอง และการสร้างรายได้ขึ้นมา ซึ่ง PopSugar กับ Mashable นั้นจะคล้าย ๆ กันคือโตมาจากคนทำงาน Content และ Focus ในสิ่งที่ทำ ส่วน Casper เป็น Startup ทำเตียงใช้วิธีการมีนวัตกรรมองตัวเอง แล้ว outsource การผลิตไปที่จีน
  • ในเรื่อง Programmatic นั้นจากงานบนเวที สรุปว่า Programmatic ที่ใช้กันทุกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์และเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าเป็น 3.0 ของ Programmatic ซึ่งคนทำ Programmatic มองอยนาคตของ Programmatic ที่จะไปไกลกว่านี้ในระดับ Personalised และเชื่อม Data ไปจนถึงหลักการ CRM ขึ้นมาได้
  • จากผู้เขียนหนังสือ Beyond Advertising มาเล่าถึง เรื่องที่ว่าสื่อที่เป็นหน้าจอต่อไปจะลดบทบาทลงแล้วกลายเป็นสื่อที่ผู้บริโภคจะเอาติดตัวไปตลอดเวลามีอำนาจควบคุมในการที่จะรับสือ นักการตลาดและโฆษณาต้องหวนกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสื่อสารในยุคที่ผู้บริโภคต้องการคนที่รับฟัง และเข้าใจความต้องการ มากกว่านักขาย
  • สุดท้ายของวัน เป็นเรื่องราวของการใช้ Automation System มาสร้างระบบที่เรียกได้ว่า Curate Content ขึ้นมา เพื่อช่วยในความสะดวกในการทำ Content และสามารถส่ง Content ไปยังกลุ่มเป้าหมายในระดับ  Personalised ที่จะได้เนื้อหาที่ตรงแต่ละคนเลย

งานในวันที่สองนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • การคิดครีเอทีฟในยุคนี้ไม่ควรแยกจากมีเดีย แต่ควรคิดที่เริ่มต้นด้วยว่า Consumer Journey เจอ Media แบบไหน และ Consumer ชอบที่จะได้ข้อมูลจาก Media แบบไหน แล้ว  ครีเอทีฟ ควรจะสื่อสารในแต่ละ Media อย่างไร เพื่อสร้างการสื่อสารทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพออกมา
  • Seth Godin กูรูการตลาดชื่อดัง มาเล่าถึงเรื่องการ Communication ที่ควรจะเป็นในยุคนี้ ซึ่งเล่าว่านักการตลาดชอบทำอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ได้เข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน ทำอะไรควรสร้างการสื่อสารที่สามารถชักนำและชักจูงความคิดคนได้ด้วยความเด่นกว่าในแบบต่าง ๆ
  • Sheryl Sandberg และ Mary Barra มาเล่าบทบทของผู้หญิงในการบริหาร และการเป็นผู้นำในยุคนี้ว่าทำงานอย่างไร
  • อันนี้เป็น Session ที่น่าสนใจ เพราะเป็นกระบวนการคิดของ Agency และ Brand ในการสร้างนวัตกรรมขึ้นมา และทำตัว Disruption โดยการเข้าใจวิธีคิดของ Startup และทำตัวเพื่อตอบสนองแบรนด์หรือ Startup ที่ต้องการการสื่อสารทางการตลาดได้
  • ยุคนี้ที่ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากแบรนด์ แบรนด์ไม่ใช่แค่ขายของอีกต่อไป แต่ต้องขายว่าแบรนด์นั้นเกิดมาเพื่ออะไรแล้วผู้บริโภคจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือได้อะไรจากการใช้แบรนด์นี้ขึ้นมา
  • สุดท้ายของวันที่ 2 ก็เป็นเหล่า Founder ธุรกิจ มาเล่าวิธีการทำธุรกิจและวิธีบริหารจัดการต่าง ๆ ว่าสามารถสร้างให้ธุรกิจตัวเองเติบโตมาถึงในปัจจุบันได้อย่างไร มีคนดัง ๆ อย่าง David Droga และ Ben Silbermann ผู้ก่อตั้ง Pinterest มาเล่าด้วย

จบ Session ทั้ง 2 วัน ที่เหลือมาต่อกันตอนที่ 2 กันนะครับ

 

Evan Spiegel กับ Snapchat ผู้ซึ่ง Mark Zuckerberg มองเป็นคู่แข่งและภัยของ Facebook 

ชายอายุ 23 ต้น ๆ ที่สร้าง Platform ที่เปลี่ยนโลกได้อีกคน และทำให้คนอเมริกันหลายสินล้านคนเปลี่ยนจากการใช้ Facebook มาใช้ Platform นี้แทน และปฏิเสธการเข้าซื้อของ Facebook และถูก Mark Zuckerberg ขู่มาแล้ว นี้คือ Evan Spiegel ผู้ทำ Snapchat ออกมา

Evan Spiegel นั้นมีประวัติที่คล้าย ๆ Mark Zuckerberg อย่างมาก เพราะครอบครัวเขาเกิดมาโดยมีแม่เป็นนักกฏหมายจาก Harvard และพ่อเป็นนักกฏหมายจาก Yale ซึ่ง Evan Spiegel เข้าเรียนก็ได้คอมพิวเตอร์นี้ละที่แก้เบื่อออกมา และสามารถสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกได้ตอนปอ 6 และเริ่มเรียนรู้การใช้ Photoshopพอขึ้นมอปลายก็เริ่มมีบุคลิกภาพแบบ Mark Zuckerberg เพราะพ่อกับแม่เขานั้นหย่ากัน ทำให้เขาเริ่มมี Tactics ในการเรียกร้องกับพ่อแม่ เช่นการไปเที่ยว หรือการขอรถ BMW 550i มาใช้ ซึ่งถ้าไม่ได้เขาจะไปอยู่กับผู้ปกครองอีกฝั่ทันที ซึ่งทำให้พ่อของเขาซื้อให้ทันที และเขาก็อาศัยกับพ่อจนถึงเรียนมหาวิทยาลัย Evan Spiegel เข้าเรียนที่ Stanford ในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่นี้เขาได้เจอ Murphy ที่เรียนสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะกลายเป็นคนที่ก่อตั้ง Snapchat ในอนาคตเช่นกัน ซึ่งในระหว่างการเรียนที่ Stanford Evan Spiegel ก็ฉายแว่วจนได้รับโอกาสทำงานที่ Intuit ในเรื่องการทำระบบ Txtweb และเรียนรู้เรื่อง Content และ Murphy ก็ทำระบบในการปรึกษาผู้ปกครองในการดูแลการศึกษาให้เด็ก

จุดเริ่มต้นของ Snapchat เริ่มขึ้นเมื่อ Reggie Brown มาปรึกษาว่าจะลบรูปที่ส่งไปให้คนบางคนได้อย่างไรดี ซึ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของ App พันล้านดอลลาร์ขึ้นมา และทั้ง 3 คนก่อร่วมกันตั้งบริษัทที่จะพัฒนาระบบที่ส่งข้อความแล้วหายไป ซึ่งทำให้ Evan เป็น CEO, Murphy เป็น CTO และ Brown เป็น CMO และเริ่มทำตัวต้นแบบพร้อมเรียกแอพนี้ว่า Picaboo โดยเอาไปเสนอนักลงทุน แต่นักลงทุนก็ไม่เข้าใจในระบบว่าคนเราจะลบรูปไปทำไม ในตอนนั้นเจ้าของไอเดียอย่าง Brown มอง Picaboo เป็นเครื่องมือส่งข้อความทางเพศหรือรูปล่อแหลมต่าง ๆ ที่หายไปได้ระหว่างหนุ่มสาว แอพ Picaboo เปิดตัวในปี 2011 มีคนใช้จริง ๆ แค่ 127 คน ซึ่งทำให้แต่ละคนนั้นต้องหาทางออกและทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทีมขึ้นมา

Brown นั้นเกิดความคิดว่าทั้ง Evan และ Murphy จะปลดตัวเองลง ทำให้เริ่มเรียกร้องหุ้นของบริษัท 30% ซึ่งทาง Evan และ Murphy เห็นว่า Brown นั้นไม่ควรได้อะไรแบบนั้น ซึ่งทำให้เกิดการทะเลาะหนักมาก จน Evan ยุติการสนทนาและเข้าไปเปลี่ยนรหัส Admin ของแอพ และตัดการติดต่อสื่อสารของ Brown ทิ้งทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับความขัดแย้งของ Facebook ระหว่าง Mark Zuckerberg และพี่น้อง Winklevoss กับ Eduardo Saverin อย่างมาก ซึ่งความน่าตลกก็คือ ทีม Snapchat ใช้ทีมกฏหมายเดียวกับทีมที่ Facebook ใช้ในการยุติคดีเหมือนกัน

เมื่อเหลือ 2 คนทำงาน Evan และ Murphy ก็เปลี่ยนชื่อ App เป็น Snapchat และเพิ่มฟีเจอร์เรื่องการถ่ายภาพกับการเพิ่ม caption ไปในภาพ แต่ตอนนี้แอพก็ยังไม่เป้นที่นิยมเช่นกัน ทำให้ Evan กลับไปเรียนต่อและ Murphy กลับไปทำงาน และปล่อยแอพให้ทำงานต่อไป แต่เมื่อ User โตมาถึงหลักพันคน Evan นั้นเจอ Pattern สำคัญของการใช้แอพ คือมีช่วงเวลาการใช้สูงสุดคือ 9 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็น นี้คือเวลาของนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เกิดคือโรงเรียนนั้นห้ามใช้ Facebook และทุกคนนั้นมี iPad ทำให้ Snapchat กลายเป็นเครื่องมือเดียวในการสื่อสารของนักเรียน แถมข้อความหายด้วยทำให้คุณครูจับไม่ได้ว่าส่งอะไร เพื่อเข้าช่วงสิ้นปี 2011 นักเรียนได้ iPhone ใหม่ ทำให้ตัวเลขผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 2,241 คนทันที และพอปีใหม่ 2012 ก็ 20,000 คน ช่วงเมษายนก็กลายเป็น 100,000 คน

เมื่อคนใช้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม ทั้งคู่ต้องหาเงินมาจ่ายค่า Server ทั้งคู่ใช้เงินที่ได้มามาจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนเมื่อ Jeremy Liew จาก Light Speed Ventures นั้นมาเจอว่าหลานของคนรู้จักใช้งานและบอกว่ากำลังฮิตในวัยรุ่น พอ ๆ กับ IG หรือ Angrybird ทำให้ Jeremy Liew สนใจมากจนตามหาคนผลิตแอพนี้ ซึ่งสืบไปเจอว่าเป็นทั้งคู่ และตกลงเงินในปีเมษายน 2012 เป็นจำนวนกว่า $485,000 ซึ่งพอ Evan Spiegel ได้เงินมาก็ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาโฟกัสการทำ Snapchat โดยเฉพาะ จากเงินที่ได้มาทำให้ Evan สามารถจ้างคนมาทำงานได้โดยมีพนักงานในช่วงแรกต้องทำงานที่บ้านของ Evan และกินนอนที่บ้านหรือใช้ห้องของน้องสาว Evan ในการพักผ่อน และทำงานทั้งวันทั้งคืนจนแอพนั้นสมบูรณ์ขึ้น ด้วยความฮิตในหมู่วัยรุ่นที่เบื่อ Facebook และการติดตามของผู้ปกครอง โรงเรียนและการโพสต่าง ๆ ใน Facebook ที่จะมีตลอดไป ทำให้ผู้ใช้ Snapchat นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เมื่อเริ่มแย่งผู้ใช้ Facebook ไปทำให้กลายเป็นเป้าสังเกตของ Mark Zuckerberg ทันที ในตอนแรก Mark จะให้ Even นั้นมาหาที่สำนักงาน Facebook แต่ Mark Zuckerberg ตัดสินใจบินไปหาที่บ้านของ Evan แทน ซึ่งที่นั้น Mark ได้เจอทั้ง Evan และ Murphy ซึ่งเมื่อเจอ Mark ก็โชว์ความต้องการของตัวเองทันทีว่าอยากจะทำอะไรกับ Snapchat และเล่า Feature ใหม่ที่ Facebook กำลังทำที่ชื่อ Poke โดยเป็นแอพแชร์รูปและหายไปเช่นกัน ซึ่งทำให้ Evan รับรู้ในความหมายว่า Mark อยากจะถล่ม Snapchat หากไม่ขายหรือร่วมมือกับ Facebook

เมื่อ Mark กลับไป ทั้ง Evan และ Murphy ต่างไปหาซื้อหนังสือ ตำราพิชัยสงครามซุนวู มาอ่านและให้พนักงานอ่านด้วย เพราะการกระทำของ Facebook เป็นการแสดงให้เห็นว่า Sbapchat จะยิ่งใหญ่ได้ และ Facebook ก็กลัว Snapchat นั้นเอง ในธันวาคม 2012 แอพ Poke ของ Mark Zuckerberg ก็ถูกปล่อยออกมา และ Mark ก็อีเมล์ไปหา Evan พร้อมบอกว่า “หวังว่าคุณจะสนุกกับแอพนี้” เมื่อทีม Evan รีวิวดูก็พบว่าเหมือนกับการก๊อปปี้ Snapchat ไปเลย แต่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมในปีเดียวกัน Snapchat ก็เปิดตัวแอพสมบูรณ์ของตัวเองออกมา และกลายเป็นแอพอันดับหนึ่งในวันคริสต์มาสนั้นทันที

หลังจากคริสต์มาส Mark Zuckerberg ติดต่อมาอีกครั้ง ในคราวนี้ Mark Zuckerberg ยื่นข้อเสนอในการเข้าซื้อกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าตอนนั้นแอพจะไม่มีรายได้ ไม่มีโมเดลธุรกิจ และเพิ่งเกิดมาได้ 2 ปี แต่ Evan นั้นปฏิเสธไป และทำให้ Snapchat กำลังเข้าสู่ IPO ในปี 2016-2017 และสร้างมูลค่ามากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 นี้เอง และคาดการณ์ว่าน่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์แน่นอน ด้วยตัวเลขผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม Even และ Murphy ก็ยังต้องจัดการปัญหาของผู้ก่อตั้งอีกคนต่อไปว่าจะจบลงอย่างไร

© 2019 A MarketPress.com Theme