รีวิว Spectacles แว่นถ่าย Snapchat จาก Snap

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ของที่สั่งไว้มาส่งที่เมืองไทยแล้ว นั้นคือแว่น Spectacles จาก Snapchat นั้นเอง ซึ่งเป็น Gadgets สุดหายากอย่างมากในอเมริกา เพราะต้องหาเจ้า Snapbot ที่จะไปขายเจ้าแว่นตัวนี้ หรือร้าน Pop up shop ที่เปิดที่นิวยอร์ก แต่ตอนนี้แว่นนี้สามารถสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ได้แล้ว

รู้จัก Spectacles 

แว่น Spectacles เป็น Gadgets จาก Snapchat ในการที่จะช่วยให้คนที่ใส่แว่นนี้สามารถอัดวิดีโอและถ่ายภาพผ่านแว่นที่ใส่ในระยะเวลา 10 วินาที ส่งเข้าไปใน App Snapchat พร้อมตกแต่งผ่านแอพ ส่งเข้าไปใน Timeline หรือจะแชร์ให้เพื่อนและ Social ต่าง ๆ ก็ได้ ด้วยแว่น Spectacles นี้ทำให้การที่จะยกมือถือมาถ่ายนั้นหมดความจำเป็นไปเลย แถมทำให้ภาพและวิดีโอที่ถ่ายทำผ่าน Spectacles นั้นจะเป็นภาพจากมุมคนจริง ๆ ทำให้เกิดความน่าสนใจอย่างมากและสนุกอย่างมากอีกด้วย

โดยแว่น Spectacles จะมาด้วยกัน 3 สี คือดำ แดง และฟ้า เพื่อคนชอบแฟชั่นโดยเฉพาะ

แกะกล่อง Spectacles 

Spectacles จะบรรจุมาในกล่องทรงกระบอกที่ท้ายกระบอกเหมือนก้นขวดพลาสติกน้ำอัดลม ข้างกล่องจะมีข้อมูลของส้นค้าว่าสามารถเล่นกับอุปกรณ์อะไรได้บ้าง และข้อมูลของ FCC ต่าง ๆ ภายในบรรจุกล่องแว่นสีเหลืองสดใสภายในตัว

กล่องจะเป็นลักษณะ 3 เหลี่ยม สีเหลืองตามแบบของ Snapchat เปิดภายในจะเจอแว่น Spectacles อยู่ด้านในรออยู่พร้อมกล่องเล็ก ๆ ด้านในสอดไว้ใต้แว่น

ตัวแว่นจะมีพลาสติกปิดมาที่ด้านบนปุ่มที่ไว้ใช้กดอัด และจะมีขอบแว่นทั้งสองด้านที่หนากว่าปกติ เพราะด้านหนึ่งจะเป็นกล่อง (ด้านซ้ายของภาพ) และอีกด้านเป็นปุ่มกดคำสั่งต่าง ๆ (ด้านขาวของภาพ) ด้านในขาแว่นจะสกรีนคำว่า Spectacles และ Designed by Snap Inc. ไว้ที่ขาแว่น

ภายในกล่องเล็ก ๆ จะบรรจุสายชาร์ต และตัวคู่มือของแว่นเอาไว้ โดยสายชาร์ตจะสามารถทำการชาร์ตผ่านกล่อง ซึ่งกล่องจะทำหน้าที่เป็นตัวเหมือน Powerbank ชาร์ตแว่นได้ด้วยเมื่อไม่มีสาย หรือจะเอาสายชาร์ต ชาร์ตโดยตรงกับแว่นก็ได้เช่นกัน

 

ตัวกล่องนั้นจะมีตัวชาร์ตอยู่ภายในกล่อง ซึ่งจะเชื่อมกับขาแว่น และตัวกล่องเองจะมีช่องต่อสายชาร์ตอยู่ด้านหลัง เมื่อต่อสายชาร์ตแล้วจะขึ้นไฟด้านข้างกล่อง ซึ่งถ้าชาร์ตจนไฟเต็มจะมีไฟขึ้นครบ 5 ดวง

Setting Spectacles

เมื่อชาร์ตเสร็จคราวนี้ก็สามารถใช้ได้เลย ซึ่งจริง ๆ แล้วหลาย ๆ คนจะเจอปัญหาว่าใช้ไม่ได้ โดยผมก็เจอเช่นกัน เพราะตรงขาแว่นที่เป็นตัวต่อชาร์ตไฟนั้นมีแผ่นพลาสติกบาง ๆ ปิดอยู่ทำให้ไฟไม่เข้าตัวแว่น ต้องเอาพลาสติกนั้นออกมาก่อนแล้วและชาร์ตไฟ ซึ่งเวลาชาร์ตนั้นไฟครั้งแรกจะไม่มีไฟขึ้นต้องทิ้งไว้การชาร์ตไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง -1.30 ชั่วโมง พอแบตเต็มทีนี้ก็ลองมา Sync โดยการเปิด Bluetooth ที่มือถือตัวเอง เข้า App Snapchat แล้วส่อง Code ตัวเอง ถ้าเข้าไม่ได้ ให้ไปที่เครื่องหมายเฟืองเข้าไปที่ Setting และเข้าไปที่เมนู Spectacles แล้วกดเครื่องหมายบวก จะเข้าไปเมนูการ Pair แว่นกับ App

ขั้นตอนนี้หลาย ๆ คนจะทำไม่ผ่าน ผมก็ทำไม่ผ่าน ซึ่งด้วย Google ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการที่ต้อง Hard Reset ตัวแว่นก่อนด้วยขั้นตอนดั้งนี้

  1. กดปุ่มด้านซ้ายของแว่นค้างไว้ 55 วินาที แนะนำให้ใช้นาฬิกาจับเวลาเอาไว้ จนเห็นไฟ LED 1 ดวงด้านล่างที่หน้าแว่นกระพริบ
  2. ปล่อยมือออกจากปุ่ม ไฟ LED 3 ดวงทำมุมเป็น 3 เหลี่ยมหัวกลับจะเริ่มกระพริบ
  3. กดปุ่มอีกครั้งและปล่อย 3 เหลี่ยมจะหมุน และเริ่มมีไฟขึ้นทีละดวง รอไฟขึ้นจนครบทุกดวงเป็นวงกลม เป็นอันเรียบร้อย

ถ้าไม่สามารถ sync ได้อยู่ ก็ทำขั้นตอน 1 -3 ใหม่อีกรอบอีกครั้ง สำหรับใครที่ผ่านได้ ก็จะสสามารถ sync ได้ทันที พอเอาแว่นจ้องที่ Code ก็จะเริ่ม Pair แว่น spectacles กับ App แล้วให้เราตั้งชื่อแว่น พร้อมลองใช้แว่นออกมา ที่นี้ก็ได้เวลาลองใช้กัน

การใช้งาน  Spectacles 

แว่น Spectacles นั้นเป็นแว่นแฟชั่นนิดหน่อย วิธีการอัดก็คือการกดปุ่มที่อยู่บนขาแว่น แว่นจะเริ่มทำการอัดโดยจะขึ้นไฟเป็นวงกลมหมุนบนหน้าแว่น และไฟสีขาวกระพริบในขาแว่น

ตัวคลิปที่อัด จะถูก Sync เข้าไปใน App ซึ่งผ่านจะเป็นระบบ HD และเป็นสามารถ edit หรือเพิ่มลูกเล่นของ snapchat ต่าง ๆ เข้าไปได้อย่างมากมาย

พอ Edit ภาพเสร็จ ก็สามารถส่งออกไปยัง Snapchat ได้หรือแชร์ออกไปสู่ social ต่าง ๆ ออกมา ซึ่งจะเป็นมุมมองแบบวงกลมแทน

ที่นี้ก็จะมี Gesture อื่น ๆ เพิ่มเติมเช่น เช่นกดปุ่มตอนอัดเพิ่มครั้งหนึ่งจะเพิ่มความยาวอีก 10 วินาที ซึ่งสามารถเพิ่มได้ถึง 30 วินาที หรือการแตะด้านข้าง 2 ครั้งจะเป็นการ Check แบตได้ โดยไฟหน้าแว่นจะเป็นตัวบอกสถานะแบตได้ด้วย

ถ้าใครมีปัญหาการใช้งานต่าง ๆ ก็สามารถเข้าไปที่ app หรือเว็บเพื่อดูวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็ได้

ทั้งนี้ Spectacles เป็น Gadgets สำหรับคนที่ชอบสื่อสารผ่านวิดีโอ และสร้างความสนุกสนาน ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองผ่านมุมมองสายตาตัวเองเลย แถมยังแชร์ออกไปยังที่ต่าง ๆ ได้ด้วย นับว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจที่ทำออกมาจากบริษัท snap inc. ที่เป็นคู่แข่งที่  Facebook จับตาเลยทีเดียว

 

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสั่งได้ที่ https://www.spectacles.com

 

 

เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง วิธีการเตรียมตัวไปงาน Conference ระดับโลก

ใครกำลังเตรียมตัวไปงาน Conference ระดับโลกบ้าง หรือเคยไปมาแล้วและพลาดอะไรในชีวิตสำคัญ ๆ ไป เพราะไม่มีประสบการณ์ วันนี้ผมจะเอาข้อแนะนำในการไป Conference ระดับโลกมาแนะนำเพื่อให้ใครก็ตามที่กำลังเตรียมตัวไป สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และสามารถเก็บเกี่ยวจากงานกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนให้มากที่สุด

จากการที่ไป Conference ใหญ่มา 2  ที่อย่าง Advertising Week ที่ New York และ SXSW ที่ Austin ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งคู่ ทำให้ผมสามารถสร้างเคล็ดลับจากการที่ต้องเตรียมไปงานสัมมนาใหญ่ ๆ ที่ใช้ทั้งเมืองจัดงาน มีเวทีและกิจกรรมมากมายให้ร่วมงาน และถ้าไปคนเดียวคุณจะทำการติดตามหรือถ้าไปครั้งแรก คุณจะงง กับงานสัมมนาอย่างมากอีกด้วย เพื่อไปแล้วไม่ให้พลาดสิ่งดี ๆ แบบผมที่เกิดประสบการณ์แบบนี้ในครั้งแรกที่ไป ลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ที่ผมตกผลึกมาไปลองใช้ดูกัน

  1. ทำการบ้านกับงานที่จะไป : ถ้าต้องไป Conference ระดับโลก สิ่งที่ควรทำคือศึกษางาน Conference ที่จะไปว่าคืองานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถตั้งความคาดหวังกับงานที่จะไปให้ถูก เพื่อที่จะสามารถเลือกจับประเด็นที่ต้องการได้ถูกต้อง และไม่ทำให้เสียเวลาหรือรู้สึกว่ามาผิดที่ผิดทาง เกิดความผิดหวังจากความคาดหวังต่าง ๆ ที่มี การศึกษางานนั้นจะทำให้ทราบประวัติงานด้วยว่าเป็นงานที่มีความเป็นมาอย่างไร แถมสามารถรับรู้จากปีก่อน ๆ ได้ด้วยว่างานมีการพัฒนาอย่างไร และมีกิจกรรมอะไรบ้างด้วย ทำให้สามารถเริ่มทำการตัดสินใจที่จะไปว่าเราไปแล้วจะได้อะไรกลับมา นอกจากนี้เตรียมตัวโหลด App ที่เกี่ยวข้องให้พร้อมเช่น App แผนที่ รถไฟฟ้า พวก Sharing Car หรือตารางงานอีเว้นท์ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อจะได้เดินทางในเมืองได้ถูกต้อง 
  2. จองที่พัก : สิ่งสำคัญต่อมาอย่างมาก คือเมื่อตัดสินใจที่จะไปงานได้แล้วคือการรีบจองที่พักอย่างทันที เพราะยิ่งงานยิ่งใหญ่มาก ที่พักนั้นจะมีอัตราการจองหมดอย่างรวดเร็ว และราคาจะพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ (แต่ถ้าออฟฟิศคุณออกให้ และสามารถจ่ายในราคาเท่าไหร่ก็ได้ ให้อ่านข้ามไปยังบรรทัดท้าย ๆ) อย่างในกรณี SXSW นั้นราคาจากไม่กี่พันกลายเป็นราคาหลายหมื่นทันที เพราะฉะนั้นการรู้ล่วงหน้านานมาก ๆ สามารถทำให้เราสามารถได้ที่พักในราคาที่ไม่แพงได้ด้วย นอกจากรีบจองที่พักแล้ว สิ่งที่ควรเลือกจากที่พักคือ การหาที่พักใกล้ ๆ งาน เพื่อทำให้เราสามารถไปกลับงานได้อย่างสบาย ไม่เหนื่อยมาก แล้วมีเวลาไปทำอย่างอื่นหรือร่วมกิจกรรมที่มีตอนกลางคืนได้ด้วย ควรเลือกที่พักที่ใกล้ร้านขายของเพื่อที่จะสามารถหาซื้อเครื่องดื่ม ของกินได้สะดวกด้วย
  3. จองตั๋วเครื่องบินและตั๋วเข้างาน : การรู้ว่าจะไปแน่ ๆ แถมมีที่ซุกหัวนอนแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการเอาตัวไปให้ถึงสถานที่จัดงาน
    การรีบจองตั๋วเครื่องบินถัดมาจากที่พักเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการจองเครื่องบินช้านั้นอาจจะทำให้คุณไม่สามารถไปงานนั้นได้เลย เพราะอาจจะไม่มีไฟลท์ไปแล้ว หรือถ้ามีก็คงต้องจ่ายราคาแพงมากแบบอัพเกรดไปนั่งสบาย ๆ ระดับ Business Class หรือ First Class เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการรู้ว่าได้ไปแน่ ๆ ละ ก็รีบจองเครื่องบินเลย เปิดตรวจสอบไฟลท์ดูว่ามีไฟลท์บินไหม และ Transit รึเปล่า เลือกที่สามารถพักผ่อนได้ มีที่อาบน้ำจะดีมาก เมื่อมีเครื่องบินก็จองตั๋วเข้างานถัดมา ปกติตั๋วเข้างานถ้ารีบจองจะได้ราคา Early Bird และราคาจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ  จนสุดที่ราคาซื้อหน้างาน เพราะฉะนั้นถ้ารีบซื้อตั้งแต่ประกาศว่าเริ่มขายก็ยิ่งดี
  4. วางแผนตารางงาน หาหัวข้อสำรองที่จะฟังจากหัวข้อหลักไว้  : เมื่อพร้อมที่จะไป ก็ควรมาศึกษาตารางงานอีเว้นท์ทั้งหมด ว่าอะไรมีวันไหนบ้าง และอะไรจัดที่ไหน มีใครเป็น Speaker เพื่อที่จะวางแผนได้ว่า แต่ละวันเราจะเข้าฟังใคร หัวข้ออะไรแล้วจะคาดหวังอะไรจากการฟังนั้น พร้อมวางแผนการเดินทางระหว่างห้องที่มีการสัมมนาได้ถูก เพราะหลาย ๆ ครั้งสัมมนาใหญ่ ๆ นั้นจะมีการพูดพร้อมกันในหลาย ๆ สถานที่ของเมือง และตารางการพูดจะชนต่อกันทันที ทำให้เราต้องวางแผนออกจากห้องให้ถูก หาที่กินข้าวให้ได้ ส่วนใหญ่ถ้าอยากให้ฟังให้คุ้มคือการติดอาหารกลางวันติดตัวไปกินในห้องที่ฟังเลย หรือถ้ากลัวว่าตารางจะแน่นและเข้าห้องไม่ทันก็ทำตารางหลวม ๆ ให้มีเวลาเดินทางได้ไปแต่ละที่ได้ นอกจากนี้การฟังสัมมนาที่ต่างประเทศบางหัวข้อคนจะแน่นมากจนเราไม่สามารถไปฟัง ให้เตรียมหาหัวข้อสำรองที่จะไปฟังหากพลาดขจากหัวข้อแรกเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการไป 
  5. Travel Light : เวลาไปงานเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการไปฟังแบบเบาตัวที่สุด อย่าขนอะไรไปเยอะ เพราะคุณต้องเดินทางระหว่างที่สัมมนาเยอะมาก เพราะฉะนั้นการทำตัวให้เบาที่สุดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก หลาย ๆ ครั้งฝรั่งที่ไปสัมมนาจะแนะนำว่าไม่ต้องเอาคอมพิวเตอร์ไปเพื่อให้ไม่ต้องแบกอะไรเยอะ แต่ควรจะเอาแผนที่งาน ตารางงาน และเตรียมช่องว่างเผื่อเอาของจากงานกลับมาไม่ว่าจะเอกสาร หนังสือ หรือเครื่องที่ระลึกต่าง ๆ จากงงานกลับมา นอกจากนี้รองเท้าต้องดีงาม เหมาะสมที่จะเดินนาน ๆ ยืนนาน ๆ หรือทนต่อการวิ่งไปไหนมาไหน ช่วยให้เราสบายเท้ามาก ๆ อีกด้วย อย่างผมนี้ได้ Allbirds ช่วยไว้ในงาน SXSW ทำให้ชีวิตนั้นสบายเท้าและเดินได้กว่าวันละ 20 กิโลเมตรเลยทีเดียว 
  6. สำรวจก่อนงาน : การสำรวจก่อนงาน ทำให้รู้ว่าสถานที่จัดงานหรือห้องสัมมนาแต่ละอันนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้สามารถเลือกเส้นทางหรือไปงานในวันจริงแล้วไม่หลงอย่างมาก พร้อมทั้งสามารถเจอพวกบูธของแบรนด์ต่าง ๆ หรือที่เตรียมตัวซื้อน้ำและอาหารว่าอยู่ตรงไหนได้ด้วย ทั้งนี้การสำรวจงานจะทำให้ตารางที่ทำเตรียมมานั้นสามารถรู้ได้ว่าควรจะปรับตรงไหน เพื่อให้ได้ตารางงานที่มีประสิทธิภาพที่สามารถเข้างานได้สูงสุดอีกด้วย 
  7. หาอะไรจดหรืออัดกลับมา : เมื่อถึงงานสัมมนาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ บางเวลทีจะเป็นเวทีที่ถกกันและคุยกันหลายคน ทำให้การฟังของเรานั้นอาจจะตามไม่ทัน หรือเข้าไปในห้องในคนท้าย ๆ แล้วนั่งหลังห้อง ห่างจากเวที สิ่งที่ควรทำคืออัด Session นั้นกลับมาฟังเพื่อติดตามสิ่งที่ฟังต่อ สิ่งสำคัญคืออย่าฟังย่างเดียวเพราะการฟังอย่างเดียวอาจจะทำให้ความจำเราหายได้ถ้าเราไม่ได้สนใจ การจดหรือฟังทำให้เราสามารถบันทึกสิ่งที่ฟังมาได้อย่างดี และทำให้ไม่ลืมว่าฟังอะไรไปหรือลืมแล้วก็สามารถกลับมาดูได้ด้วยว่าฟังอะไรไป ทำให้ฟื้นความสนใจได้ง่ายขึ้น
  8. รีบไปต่อแถวและถ้าไม่ชอบ รีบออกมาไปหาอย่างอื่นทำ : สิ่งสำคัญในการไปฟังสัมมนาระดับโลกเหล่านี้คือ หัวข้อที่คนพูดนั้นดังมาก ๆ หรือหัวข้อดีมาก ๆ  จะมีคนไปรอต่อคิวล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ทำให้เมื่อคุณรอเลิกจากห้องหนึ่งเพื่อไปต่อคิว คุณอาจจะได้คิวท้าย ๆ ซึ่งสัมมนาในต่างประเทศนั้นจะต่างจากประเทศไทย เพราะห้องสัมมนาเค้าจะจุคนตามความปลอดภัยที่ระบุ ไม่ได้เอาเข้าไปจนเต็ม เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปต่อช้ามากคุณอาจจะหมดสิทธิ์เข้าห้องเลยทันที และถ้าหัวข้อที่คุณเลือกรู้สึกว่าดีมากก็ควรต้องสละเวลาก่อนหน้าเพื่อไปต่อคิว หรือดูว่ามี Encore Session ไหม นอกจากนี้ถ้าบางหัวข้อเข้าไปแล้วไม่ดี อย่าขี้เกรงใจเหมือนคนไทย ให้ออกจากห้องมาเลย เพราะเสียเวลาเราที่จะไปหัวข้อสำรองได้ หรือไปทำกิจกรรมอืน ๆ ได้ 
  9. ออกสำรวจวันงาน เปิดหู เปิดตา เผื่อเจอของดี : ในวันงานในสัมมนาใหญ่ ๆ จะมีการ Hijack event จากบริษัทต่าง ๆ ที่ไม่ได้สปอนเซอร์หรือซื้อพื้นที่งาน และไม่ได้อยู่ในตารางงาน แต่เปิดตามตึกต่าง ๆ การออกสำรวจนอกจากคุณจะได้เจอบูธกิจกรรมเพื่อเจอเทคโนโลยี หรือเจอนวัตกรรมใหม่ ๆ จากแบรนด์ต่าง ๆ ที่มาร่วมงานและแอบเปิดตามตึกต่าง ๆ ด้วย ไม่แน่การเดินที่เหล่านี้คุณอาจจะเจอนวัตกรรมอะไรดี ๆ หรือเจอสิ่งที่เอามาต่อยอดความคิดของคุณได้ด้วย
  10. กิน ดื่ม และพักผ่อนให้มาก : การไปงานเหล่านี้คุณจะใช้พลังงานเยอะมาก เพราะการเดินสำรวจจะเยอะ การฟังต้องใช้สมาธิมาก แถมในต่างประเทศบางทีอากาศนั้นเปลี่ยนแปลงบ่อย และอากาศจะแห้งมากจนคุณหิวน้ำตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการกินให้อิ่มหรือมีของกินง่าย ๆ ตลอดเวลาเพื่อที่จะลุยงานได้ตลอดทั้งวัน และมีน้ำดื่มเพื่อเวลาคอแห้งมาก ๆ หรือเหนื่อยมาก ๆ สำคัญคือการนอนให้เต็มอิ่ม พักผ่อนมาก ๆ เพื่อที่จะไม่ป่วยในระหว่างงานได้

ทั้งนี้นี่คือเคล็ดลับของผมคร่าว ๆ ในการไปร่วมงานสัมมนาที่ต่างประเทศ ที่เป็นงานใหญ่ระดับโลก และสามารถเก็บประเด็นหรือสิ่งที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างกลับมาเพื่อต่อยอดในงานและความคิดได้ด้วย

 

พาชม Wholefoods Austin TX ห้าง Supermarket ที่คิดเพื่อมนุษย์

หลักการ Design Thinking หรืออีกชื่อนึงว่า Human-centered design นั้นกำลังกลายเป็น Concept ที่พูดถึงอย่างมากในยุคนี้ ด้วยการคิดเชิงดีไซน์ที่เอาตัวมนุษย์เป็นศูนย์กลางและออกแบบการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์นั้นสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น สะดวกขึ้นและมีความสุขมากขึ้นนั้น ซึ่งตอนนี้ Design Thinking นั้นมีหลักสูตรที่สอนกันเป็นจริงเป็นจังเลยที่ Standord กับหลักสูตร D School ซึ่งคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการ หรือ Start up หลาย ๆ คนก็ไปเรียน โดยผู้ก่อตั้ง D School คือ David M. Kelley ซึ่งยังเป็นเจ้าของบริษัท Ideo บริษัทที่เป็นผู้นำด้าน Design Thinking อีกด้วย

ผลงานหนึ่งที่กลายเป็น Case Study ของคนทำ Design Thinking และ Tim Brown เอาไปใช้ในการเขียนหนังสือ Change By Design ก็คือห้าง supermarket whole food โดยที่ห้างนี้ได้ใช้บริการการออกแบบของ Ideo เพื่อพัฒนาห้างตัวเองให้เป็นมิตรกับมนุษย์มากขึ้นไปอีก ซึ่งมีสาขาเดียวที่เริ่มทำแบบนี้คือสาขาที่ Austin Texas ที่สำนักงานใหญ่อยู่ 

ในวันนี้ได้มีโอกาสมาที่ Austin Texas และมีคนแนะนำให้มาดู ซึ่งแน่นอนคนบ้าเรื่อง Design Thinking อย่างผมนั้นไม่พลาดอยู่แล้ว ที่จะมาได้เห็นของจริงดังนี้

Whole Foods  ห้างนี้เพื่อความยั่งยืนของมนุษย์ 


ห้าง Whole Foods  เป็น super market หนึ่งของอเมริกา โดยที่นี้จะมีจุดเด่นตรงที่อาหารและสินค้าของ Whole Foods นั้นจะเป็น ออร์แกนนิคทั้งหมด ไม่มีสารกันบูด การปรุงแต่ง สี กลิ่น รสด้วยเคมี และสารให้ความหวาน และยังใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ Whole Foods นั้นได้เป็น  Certified Organic Grocer หรือได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตสินค้าออแกนิกรายแรกอีกด้วย

เริ่มสังเกตุกันเลย


สังเกตุและรู้สึกไหมว่า ทำไมมันทำให้เราอยากซื้อ ทำไมทำให้เราอยากกินมันจัง เพราะด้วยวิธีจัดเรียงผักที่ทำให้เอา Facing ที่ทำให้เห็นถึงความ อิ่ม สมบูรณ์ ของผักออกมา ทำให้เรารู้สึกว่าน่าหยิบ น่าจับ น่ารับประทานอย่างมาก นอกจากนี้ยังเหมือนมีความจงใจที่จะเล่นเรื่องการใช้สีสันของผัก ที่ทำให้ดูตัดกัน ทำให้ตานั้นสามารถโฟกัสได้อย่างดี

Stories with Product

สังเกตไหมว่า ป้ายนั้นไม่ได้บอกว่าขายอะไร แต่ขาย Story ของผักว่า ถ้าคุณซื้อผักนี้แล้วจะดีต่อสังคมอย่างไร หรือแม้แต่ว่าสินค้านั้นเหมาะเอาไปทำอะไร หรืออาหารอะไรต่อ ก็มีเรื่องเล่า ทำให้คนที่ซื้อนึกออกว่าจะเอาผักนี้ไปทำอะไรต่อดี สุดท้ายแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นกังวลของคน (คนไทยก็ตื่นตูมเรื่องนี้) เช่น Wax บนผิวผักและผลไม้ ก็มีบอกว่า Wax นี้คืออะไรอีกด้วย 

Facing Up 

จะเห็นว่ามีวิธีการวางที่เอาสินค้าที่ใส่กล่องนั้นมาใส่ มีการจัดวางสินค้าที่จงใจจะให้เห็นถึงฉลากหน้ากล่องและของในกล่องทั้งหมด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิด Transparent ว่าสินค้านี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ซึ่งนอกจากนี้การจัดวางแบบ Facing up นั้นทำให้ผู้บริโภคเลือกหยิบง่ายมากขึ้น แทนที่จะเป็นการวางซ้อน ๆ กัน ซึ่งถ้าเลือกแล้วไม่เอาก็คงจะโยนวางเกะกะ และดูไม่เป็นระเบียบ แต่นี้พอวางแบบนี้ทำให้คนที่ไม่เอาต้องเก็บจัดวางที่เดิม ซึ่งชั้นและกล่องนั้นจะมีการออกแบบที่พอดี ทำให้กล่องนั้นไม่สามารถวางซ้อนเหนือการจัดเรียงได้ด้วย

เนื้อก็เป็นนะ

พนักงานคอยดูแลการจัดเรียงให้ตรง 

ทั้งนี้ผมสังเกตุเห็น จะมีพนักงานที่คอยมาดูการจัดเรียงสินค้าและเปลี่ยนสินค้าอยู่เสมอ ๆ ซึ่งวิธีการเรียงสินค้าแบบชนิดเดียวกันให้เกิดการซ้ำ 2-3 ซำ้จนเปลี่ยนไปเป็นแบบใหม่


เห็นแล้ว จากรูปจะเห็นว่าจะมีซ้ำ 3 แบบและ 2 แบบตามมา ซึ่งคนซื้อถ้ามองนาน ๆ ก็คงต้องหยิบเลือกออกมาซักอันใช่ไหม

Unmatch but Match

สังเกตุอะไรไหม มันมีความไม่เข้ากันของสินค้าอยู่

ทำไมถ่านมาขายคู่เนื้อ
ทำไมวิปครีมขายคู่เบอร์รี่
ทำไมที่ปอกผลไม้ขายคู่ผลไม้
ทำไมที่ล้างผักขายคู่พืชหัว
ทำไมเบียร์ถึงมี เนื้อเบอร์เกอร์ ผักดอก ผักกาด อยู่ในตู้ 

แม้แต่เครื่องครัวยังจัดวางใกล้ ๆ การขายเนื้อ หรือ เบียร์ยังขายกับแก้วและที่เปิดขวด หรือมันฝรั่งทอดขายคู่โซดา

ทั้งหมดนี้ ทำมาเพื่อการอำนวยความสะดวกของคนที่มาซื้อของ และทำให้คนซื้อของได้เห็นอีกว่า สินค้าพวกนี้ต้องใช้คู่กับอะไร หรือทานคู่กับอะไร ที่ Whole Foods นั้นไม่ได้จัดเรียงสินค้าตามประเภทผลิตภัณฑ์แบบทั้งหมด แต่เป็นการจัดเรียงสินค้าตามประสบการณ์หรือของที่ควรจะใช้ร่วมกันกับสินค้านั้น ๆ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ชีสหรือ แชมเป ที่มีการขายไปกับสินค้าอื่น  และ Apple ที่มีชีสวางข้างบนแล้วบอกว่าว่ากินคู่ชีสแล้วอร่อย ถ้าเดิน ๆ จะเห็นมุมซุปนั้นกระจ่ายหลายที่มาก เพราะซุปนั้นทานคู่กับอาหารหลายอย่างได้

Paradox of Choice 

ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้บริโภค คือการที่มีสินค้าที่มีตัวเลือกเยอะเกิน จนทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ ซึ่งนี้เป็นเรื่องของจิตวิทยา สิ่งที่คนทำด้าน Behavioral Economic Science แนะนำนั้นคือการตัดตัวเลือกให้เลือก 3-5 ตัวเลือกต่อครั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคนั้นตัดสินใจได้ง่ายลง ทีนี้ลองมาดูที่ Whole Food กัน

อย่างที่ได้เล่าไปว่า ที่นี้มีการจัดเรียงสินค้าแบบซ้ำ แต่การซ้ำนั้นจะซ้ำไม่เกิน 3-5 ประเภทที่แตกต่างกันของสินค้า ดูตัวอย่างในรูปเราจะเห็น ว่าสินค้าจะมีเหมือนกัน 3-5 กล่องแล้วเริ่มสินค้าต่อไป แล้วก็เริ่มสินค้าต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาเรามองที่ชั้นวางของ เราจะจับสังเกตุการซ้ำและจำนวนประเภทสินค้าทันที ว่าเหลือ 3-5 ประเภท ทำให้เราเลือกได้ว่าเราอยากจะได้ประเภทไหนของสินค้าในจำนวน 3-5 ตัวเลือกนี้

Everythings Experience 

สิ่งสำคัญของการทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีคือการสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค และการสร้างประสบการณ์คือการให้ผู้บริโภค ได้เสพผ่านสัมผัสทั้ง 5 คือรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ที่นี่เรามาลองดูที่ Whole foods กัน 

จะเห็นว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์ นั้นมีการจัดสินค้า ที่ทำให้เรานั้นอยากมีส่วนร่วม เช่นราเมง ที่ให้เราทำได้เอง หรือสลัดบาร์ที่มีอาหารและสีสันมากมายที่น่ากินอย่างมาก รวมถึงตู้ขนมหวานที่มีการจัดแสงและหันสีสันออกมา เพื่อให้ดูน่ากินขึ้นมาอย่างมาก นอกจากนี้ด้านในยังมีโซนอาหาร หรือกลิ่นต่าง ๆ ที่จะอยู่กลางจุดต่าง ๆ เพื่อสร้างกลิ่นที่ทำให้คนที่เดินผ่านนั้นรู้สึกดี รวมทั้งการให้แสงภายในห้าง สีภายในห้างที่ดูอบอุ่น สบายใจ และเสียงเพลงที่เปิดไม่ได้ดังมาก ไม่มีโฆษณาแทรก หรือเสียงประกาศแทรกเลยในห้าง ทำให้เราสบายใจอย่างมาก

Feel it, Consume it 

เมื่อเสพทางอารมณ์และสัมผัส สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคนั้นอยากได้คือการได้บริโภคและอุปโภคสินค้าเลย นั้นทำให้ Whole Foods มีมุมอาหารกระจายเยอะมาก และคนที่มาสามารถบริโภคอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่มุมอาหารปรุงสดเอเซีย มุมอาหารบาร์บีคิว มุมอาหารที่ต้องดื่มเบียร์หรือไวน์ด้วย หรือมุมพิซซ่า ขนมปัง และกาแฟ ตามด้วยอื่น ๆ มากมาย ซึ่งจะมีจุดที่จัดให้เราได้นั่ง คุย ดื่ม และกินอาหารที่ซื้อได้ตามใจชอบเลย ผมสังเกตเลยว่าทุกจุดนั้นมีคนเต็มเสมอ

Detail Matter 


การใส่ใจในรายละเอียดนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะแม้ใครจะไม่เห็น แต่มีตัวเราที่รู้ ซึ่งที่ Whole Foods นี้ใส่ใจในรายละเอียดถึงขึ้นที่อาจจะเรียกได้ว่า ถึงขั้นคนที่เป็นโรคที่สังเกตในการไม่ถูกต้องของการวางมานี้อาจจะสบายใจขึ้นเยอะ เพราะที่นี้ชั้นวางสินค้านั้นจะทำให้พอดีกับการวางสินค้า สินค้าแทบจะไม่มีช่องโหว่ในชั้นว่างของเลย ทำให้เราเห็นการแบ่งได้อย่างดีมาก นอกจากนี้ในตัวอย่างเช่นน้ำผลไม้เอง ก็มีการวางน้ำผลไม้ที่แช่เอาไว้ แบบเอาฉลากขึ้น เพื่อให้เราอ่านง่าย ทุกขวดอยู่แยกกัน เพื่อให้สามารถทำความเย็นจากน้ำแข็งได้เต็มที่อีกด้วย หรือแม้แต่หน้าคนดูแลอาหาร ก็มีบอกว่าวันนี้เป็นใครดูแล

เว็บไซต์ Whole Food 

สุดท้ายเสียเงินไหม 



แน่นอนมีเหรอจะพลาด ได้อิ่มตา อิ่มใจ อิ่มกาย และท้อง

บทสรุป

จากตัวอย่างของ Whole Foods นั้นแสดงให้เห็นแล้วว่า Design Thinking หรือ Human Centric Design นั้นช่วยได้อย่างไรกับการออกแบบทุกอย่างที่มนุษย์นั้นใช้งานด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อเครื่องมือ Digital แต่กลายมาเป็นเครื่องมือใน Physical ที่มนุษย์ต้องปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวมนุษย์นั้น การตั้งคำถามและการมองปัญหาที่หลาย ๆ คนมองว่าไม่เป็นปัญหานั้นสำคัญอย่างมากใน Design Thinking เพื่อที่จะสามารถทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ถูกจุดต่อ

สุดท้ายนี้ผมยกคำพูดจาก FastCo มาให้ว่า Design Thinking นั้นส่วนสำคัญคือที่จะทำให้สำเร็จนั้นคือทุกคนที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เพราะทุกฟันเฟืองต้องเข้าใจและหมุนไปพร้อมกัน

The secret behind the unique feel of Whole Foods and Trader Joe’s is how employees are empowered to cocreate the customer experience. Each store establishes teams to figure out the best way to serve customers, from the products they offer to the way sections are organized. Each week, employees can see the results of their experiments in the aisles.

Jesse recently joined the cheese department at Whole Foods and one of his favorite jobs is to select the cheeses that customers sample. He feels it helps set the mood of the entire store, and when he nails the selection, the store usually sells the entire stock. Giving teams the tools to constantly improve the business creates an engaging and successful environment.

รีวิว กล่อง Cnema by CAT กล่องรวมความบันเทิงในยุคนี้ กับ Content Primetime

จากคราวที่แล้วได้มารีวิวตัวกล่อง  Cnema by CAT ที่ทำร่วมกับ Primetime ไปวันนี้เราจะมาดูเรื่อง Content ต่าง ๆ ที่มาในกล่องกันกันนะครับ

screen-shot-2559-12-05-at-5-18-28-pm

จริง ๆ แล้วตัวกล่องนี้ไม่ต่างอะไรกับกับกล่องทีวีของ TrueVision ที่เป็นแบบ Cable แทนที่จะใช้ดาวเทียมในการยิงสัญญาณ ก็เปลี่ยนมาเป็นการ Streaming รายการทีวีผ่าน Internet แทน ซึ่งข้อดีคือทำให้กล่องนี้แทนที่จะรับสัญญาณโทรทัศน์และดิจิทัลทีวีได้อย่างเดียว ก็สามารถมีแอพพลิเคชั่นได้เพราะเป็นการเขียนให้กล่องสามารถใส่แอพพลิเคชั่นลงไป ซึ่งในนี้คือ Primetime นั้นเอง โดยเราสามารถเชื่อมกับ App Primetime  หรือเว็บ Primetime ได้เลย

screen-shot-2559-12-05-at-5-18-55-pm

เมื่อเข้าไปที่กล่องเราสามารถเข้าไปดูการตั้งค่าต่าง ๆ โดยการกดปุ่มเมนูบนรีโมท ที่จะนำเข้าไปสู่หน้าเมนูของกล่อง Cnema by CAT ซึ่งสามารถทำให้เราตั้งค่าต่าง ๆ ได้ หรืออัพเดทระบบกล่องก็ผ่านที่หน้าการตั้งค่านี้ ในนี้ก็สามารถสร้าง Log in หรือลบ User เดิมได้เช่นกัน และถ้ามีรหัสโปรโมชั่นก็สามารถเลือกเมนูโปรโมชั่นกรอกเข้าไปได้ ซึ่งเมื่อกรอกแล้วก็จะไปปรากฏในเมนู Package  ของเราว่าเรามี Package  อะไร หรือถ้าอยากได้ Package เพิ่มเติมก็สามารถซื้อผ่านกล่องได้เลยในเมนูซื้อ Package

screen-shot-2559-12-05-at-5-19-59-pm

screen-shot-2559-12-05-at-5-19-52-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-20-07-pm

ผมจะไม่พูดถึงเรื่องเนื้อหา TV  และ Digital TV เพราะว่าคงไม่มีอะไรต่างจากที่ดูกันในทุกวันนี้ แต่เราจะมาโฟกัสกันคือการดูเนื้อหาหนังและซีรีย์ใน  Primetime กัน เพื่อที่จะดู Content เหล่านี้ก็กดเมนู VOD (Video On Demand) บนรีโมทได้เลย ซึ่งจะมาหน้าเมนูของ Primetime ทันที โดยจะแบ่งเป็นเมนูภาพยนต์ โขว์ แนะนำให้ลอง แนะนำให่ดู แบ่งตามหมวดหมู่ แบ่งตาม Package เริ่มต้น แบ่งเป็นหมวดหมูภาพยนต์ แบ่งตามหมวดหมู่ซีรีย์ ซึ่งจะแบ่งเป็นตะวันตกและตะวันออก (สาวกเกาหลีไม่ควรพลาด) และก็เป็นเมนูส่วนตัว

screen-shot-2559-12-05-at-5-21-59-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-21-53-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-21-46-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-22-43-pm

ตามเมนูเหล่านี้ก็จะมีภาพยนต์และซีรีย์มากมายให้เลือก ในที่นี้จะมีทั้งให้เลือกแบบซื้อขาด กับเช่า และก็ที่ตาม Package ที่เรามี สำหรับ Package ที่ผมได้มานั้นเป็นแบบบุฟเฟ่ภาพยนต์และซีรีย์ ทำให้ไม่สามารถดูภาพยนต์ใหม่ที่เพิ่งออกมาขายตามร้านต่าง ๆ ได้ แต่ก็สามารถดูภาพยนต์ดี ๆ ที่มีได้มากมายเช่นกัน ซึ่งสามารถเลือกเมนูของตัวเองให้เป็นแบบ บุฟเฟ่ได้ออกมา ในที่นี้ผมเลือกภาพยนต์เรื่อง The Gangster of New York มาลอง ซึ่งผลที่ได้นั้นดีมาก เพราะภาพยนต์ที่ออกมามีความชัดเจนอย่างมาก และสามารถเลือกที่จะเลปี่ยนเสียงเป็นเสียงพากย์ไทยได้ ซึ่งเรื่องที่ผมเอามาดูนี้ไม่มี Subtitle ไทย

screen-shot-2559-12-03-at-2-45-49-pm

ที่นี้ก็ลอง เรื่องอืน ๆในที่ก็ลองเรื่อง Munich ก็จะมีทั้งแบบพากย์อังกฤษ พากย์ไทยและแบบ Subtitle ให้ด้วย สำหรับคนที่ชอบดูเสียงอังกฤษ Subtitle ไทยก็สามารถทำได้เลย หรือในพวกโชว์ซีรีย์ต่าง ๆ อย่างเช่นที่เลือกมาดูคือ Masterchef ก็มี Subtitle ไทยให้สามารถดูได้อย่างสนุกเลย สำหรับคนที่ชอบเสียงจากรายการจริง ๆ แต่อยากดูให้รู้เรื่องมากขึ้น ทั้งนี้จะมีภาพยนต์หรือซีรีย์บางอย่างที่ไม่สามารถดูได้ทันที เพราะต้องกดยืนยันอายุว่าได้ตามเกณฑ์ของเรตติ้งที่กำหนดนั้น ๆ

screen-shot-2559-12-03-at-2-47-53-pm

ทั้งนี้การดูผ่านกล่องนี้ก็สามารถ เอาไปดูที่ไหน หรือเมื่อไหร่ก็ได้ผ่าน Application และเว็บไซต์อีกด้วย ซึ่งถ้าใช้เว็บไซต์ แนะนำให้ใช้ Browser Chrome  ในการดูเนื้อหาต่าง ๆ ของ Primetime ได้เช่นกัน ทำให้ความบันเทิงและประสบการณ์ในการใช้งานนั้นไม่ติดขัดอีกด้วย สำหรับใครที่อยากได้การดู Content ที่เหมาะกับคนไทยโดยเฉพาะ มี Subtitle ไทยหรือพากย์ไทย ขึ้นไปบนโทรทัศน์ที่มีได้นั้น นั้นกล่อง Cnema by CAT  นั้นเป็นคำตอบนึงเลย เพราะเจ้าอื่น ๆ เช่น Hooq, iFlix ก็ยังไม่สามารถแสดงผลบนทีวีได้ และ Netflix เอง Content ที่เป็นสำหรับคนไทยโดยเฉพาะพากย์ไทยนั้นก็ยังน้อยอยู่

screen-shot-2559-12-03-at-2-48-53-pm

สำหรับใครที่สนใจก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/cnemabycat หรือ CAT Contact Center 1322

 

รีวิว กล่อง Cnema จาก Primetime และ CAT กล่องรวมความบันเทิงในยุคนี้

หลาย ๆ คน ที่เป็นวัยที่โตมาพร้อมกับการมาถึง Digital แบบผมนั้นมักจะชอบไม่รออะไรนาน ๆ และมีเวลาว่างที่ไม่เป็นเวลา อยากดูอะไร On Demand ซึ่งทำให้การดู Content ผ่านช่องทาง Digital นั้นเป็นตัวเลือกหนึ่ง ในประเทศไทยเองก็มี Content ที่เป็นรูปแบบ Streaming หลาย ๆ อัน วันนี้ผมจะมาแนะนำให้รู้จักกับ Streaming Content แบบหนึ่งที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Startup ทำ Streaming TV ชื่อดังในไทยกับบริษัทการสื่อสารของประเทศ อย่าง Primetime กับ Cnema

cnema-logo

Primetime นั้นเป็น Startup ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ Streaming Content อย่างมาก มีประสบการณ์ในการทำ Contetn Streaming มาแล้ว มีการส่งภาพในระดับ HD จนถึง  4K ได้สบาย ๆ ผ่านออนไลน์เลย แถมมี Content หนังและซีรีย์มากมายให้ดูในตอนนี้ และล่าสุดเมื่อไม่น่ามานี้ Primetime กับจับมือกับ CAT ทำกล่อง  Streaming TV ชื่อ Cnema ออกมา ซึ่งวันนี้ผมได้กล่องนี้มารีวิวให้ดูครับ

screen-shot-2559-12-02-at-1-25-58-pm

กล่อง Cnema มาในรูปเหมือนกล่องพวก Cable TV มีการบรรจุข้างในอย่างดี เปิดขึ้นมาในกล่องจะเห็นอุปกรณ์คือตัวกล่องสัญญาณ บัตรรหัสในการกรอกเพื่อรับเป็นสมาชิก Primetime  มีคู่มือการใช้งานเป็นแผ่นพับ มีรีโมท ตัวปลั๊ก และสาย HDMI มาให้พร้อม

screen-shot-2559-12-02-at-1-26-49-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-27-51-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-28-49-pm

การต่อนั้นง่ายมาก เพียงแค่เสียบปลั๊กเข้ากับตัวเครื่อง เสียบเอาไฟเข้า ต่อสาย HDMI เข้ากับเครื่องกับทีวี แล้วเปิดไปช่องสัญญาณ HDMI ตามที่เสียบสายไว้ แค่นี้ก็เริ่มต้นการเข้าติดตั้งและ setting ตัวเครื่องแล้ว ซึ่งจะเปิดหน้าติดตั้งให้เราได้ทันที

วิธีการติดตั้ง Cnema Primetime

screen-shot-2559-12-02-at-1-29-28-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-30-16-pm

หน้าการติดตั้ง Cnema Primetime จะมีคำแนะนำ ให้เราใช้รีโมทนั้นในการควบคุมและป้อนค่าเข้าไป จากหน้าแรกจะให้เราเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตที่บ้าน ซึ่งมี 2  วิธีคือต่อสายแลน กับเชื่อมกับ Wifi ในบ้านเข้าไป ผมเลือกแบบต่อ Wifi โดยการต่อ Wifi นั้นใช้รีโมทปุ่มตัวเลขพิมพ์เข้าไปได้เลย สามารถเปลี่ยนภาษาโดยการกดตรงปุ่มลูกโลกในรีโมท แค่นี้ก็เชื่อม Wifi ได้แล้ว เมื่อเสร็จแล้วจะมาเข้าระบบการ setting หน้าจอ โดยให้ใช้รีโมทขยายหน้าจอทีละครั้ง เมื่อจอดำด้านหนึ่งก็กด ตกลงบนรีโมท จะย้ายไปเซตอีกด้านหนึ่ง ทำครบ 4 ด้านก็จะแสดงผลเต็มจอ

screen-shot-2559-12-02-at-1-30-47-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-30-55-pm

จากการนั้นระบบจะให้ตั้งชื่อกล่อง ใครขี้เกียจก็เลือก ๆ จากในนั้นไปเลยก็ได้ แล้วจะเข้าหน้าใส่สมาชิก ซึ่งใครสมัครมาแบบไหนก็สามารถเลือกได้เลย ทั้งผ่านการใช้ Log in Facebook หรือจะ Log in ปกติ ถ้าใครมีรหัสการใช้งานก็กรอกได้ตรง (ของผมกรอกไม่สำเร็จ ติดว่าเปลี่ยนอักษรไม่ได้) หรือสุดท้ายจะสมัครใหม่เลยก็ได้ เผอิญผมมี Log in Primetime อยู่ก็เลยใช้ของตัวเองเข้าไป เมื่อกรอก Log in เสร็จ ระบบจะพามาหน้าทีวีเลยทันที ซึ่งการแสดงผลทีวีนั้นชัดเจนมาก ไม่มีปัญหาอาการกระตุกหรือภาพไม่ชัด เล่นทีวีปกติ และ ทีวีดิจิทัลได้เลย ทีนี้ถ้าใครอยากจะเปลี่ยนไปดู Primetime ก็ไม่ยาก หยิบรีโมทมากดไปที่ VOD (Video On Demand) ก็จะเข้าไปหน้า Primetime ได้เลย ในหน้านี้ก็สามารถดู Content ของ Primetime ที่มีได้เลย โดยใช้รีโมทในการเลื่อนเปลี่ยนเมนูด้านบน หรือจะเลือกภาพยนต์และซีรีย์ด้านล่างได้เลย ไม่ต่างจากการใช้ Netflix บนทีวี ซึ่งสะดวกดี

screen-shot-2559-12-02-at-1-31-59-pm

 

ทั้งนี้ Primetime Cnema นี้ก็สามารถใช้ร่วมกับ app Primetime ได้ปกติ สามารถดูผ่าน App บนมือถือหรือบนคอมพิวเตอร์ได้เลย ตอนนี้ผมขอไปนอนดูสักเรื่องก่อน เดี๋ยวจะมารีวิวเนื้อ Content ต่าง ๆ บน GoPrimetime Cnema ให้นะครับscreen-shot-2559-12-02-at-1-32-16-pm screen-shot-2559-12-02-at-1-32-21-pm screen-shot-2559-12-02-at-1-32-32-pm

ตอนนี้ใครสนใจก็ลองเข้าไปสำหรับใครที่สนใจก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/cnemabycat หรือ CAT Contact Center 1322

ตอนหน้า เราจะมารีวิวในเรื่อง Content และการใช้งานอื่น ๆ กันครับ

 

หมายเหตุ : บทความนี้เป็น Advertorial และเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนบทความเพียงคนเดียว

© 2019 A MarketPress.com Theme