David Karp แห่ง Tumblr Startup พันล้านดอลลาร์ ที่เกิดจากการไม่พอใจในสิ่งที่ทำ

ถ้าคุณทำสินค้าเปลี่ยนโลกได้ออกมาได้และทำเงินได้หลายพันล้าน คุณจะทำหรือไม่ทำ นี้คือความคิดของ David Karp เจ้าของ Tumblr เว็บระดับ Billinonaire ที่ไม่อยากให้เว็บตัวเองเป็นธุรกิจ 

David Karp นั้นเติบโตในยุคที่คอมพิวเตอร์นั้นเริ่มบูม ในแถวเขต Bronx New York โดยแม่ของ David Karp เป็นครูและมีพ่อเป้นนักดนตรี ตั้งแต่เด็กนั้นแม่ของ David Karp ก็เห็นแววในตัวว่ามีอะไรพิเศษ จึงเอาลูกนั้นไปหาผู้ปกครองของนักเรียนตัวเอง ซึ่งผู้ปกครองนั้นคือ Fred Seibert ซึ่งทำงานที่ MTV และ Harna-Barbara นอกจากนี้เค้ายังมีบริษัท Animation ตอนนั้นเลยทำให้มีคอมพิวเตอร์มากมาย แม่ของ David Karp รู้ว่า David นั้นสนใจคอมพิวเตอ์รมากเลยขอให้ Fred นั้นอนุญาตให้ David มาเที่ยวและลองเรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้ไหม ซึ่ง Fred ก็ยินดี แรก ๆ นั้น David Karp ทึ่งกับการที่วิศวกรคอมพิวเตอร์ทำงานในบริษัทอย่างมาก และจากนั้นเขาก็เริ่มมาเป้นประจำ จนวันหนึ่งได้พูดกับ Fred ว่าเขาจะมาที่นี้ทุกวันได้แล้ว เพราะแม่ให้เริ่มเรียน Home School แทน ซึ่งการเรียน Home School ของเขานั้นยอดเยี่ยมมากจนสามารถเข้า MIT ได้ ซึ่ง David Karp คิดว่านี้จะเป็นหนทางที่จะทำให้เค้าเป็นสุดยอดวิศวกรคอมพิวเตอร์ในอนาคต ในระหว่างนี้เขาก็เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรียนเลขกับติวเตอร์ที่เป็นคนเขียนซอฟท์แวร์ไพ่ Poker และ Blackjack

Fred Seibert และ David Karp ตอนเด็กๆ ภาพจาก http://www.imgrum.net/user/jeromie.the.homie/374257711

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียน MIT David Karp นั้นเริ่มทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตที่เว็บไซต์พ่อแม่ชื่อ UrbanParent ซึ่ง CNET ซื้อไปและทำให้ David Karp นั้นมีเงินที่จะมาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง DavidVille ซึ่งในระหว่างนี้เขาได้รับคำขอให้ช่วยพัฒนาระบบ Blog จากบริษัท Fred ความคิด Tumblr ของ David Karp เกิดขึ้นในตอนนี้ที่พัฒนาระบบ Blog นี้เอง เขาเดินไปหา Fred และบอกว่าระบบที่กำลังทำนี้มันไม่ยุ่งยากไปเหรอ มันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ ซึ่ง Fred นั้นรู้ว่าสิ่งที่ David Karp บอกนั้นมันต้องมีอะไรแน่ แต่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร Fred จึงโทรหาเพื่อนนักลงทุนซึ่งมี Bijan Sabet จาก Spark Capital ทันที Bijan Sabet ได้เห็นตัวต้นแบบระบบ Blog ของ David Karp ตัว Bijan นั้นรู้เลยว่านี้จะพลิกโลกได้แน่นอน และบอกว่านี้จะกลายเป็นธุรกิจพันล้านได้ และนี้เป็นการเริ่มต้นของ Tumblr ขึ้นมา

Bijan Sabet และ David Karp

แต่ David Karp นั้นไม่สนใจ เพราะเค้าไม่อยากให้ใครรู้จักในฐานะนักธุรกิจ และมองว่า tumblr เป็นแค่เครื่องมือที่เขาอยากทำขึ้นมาแก้ปัญหาและทำให้เขาทำงานได้สบายขึ้นเท่านั้น Bijan Sabet ใช้เวลากว่าช่วงฤดูร้อนปี 2007 ในการโน้มน้าวให้ David Karp นั้นทำธุรกิจจาก Tumblr และให้เขาได้ลงทุนในนั้น ซึ่ง Bijan ยื่นข้อเสนอว่า 3 ล้านเหรียญให้ แต่ David กลับบอกว่าเงินมันเยอะเกินไป และกลัวแรงกดดันที่จะได้กลับมา ซึ่งในที่สุดข้อตกลงในการร่วมทุนครั้งแรกนั้นอยู่ที่ $750,000 Tumblr ก็ตั้งขึ้นมาโดยมีพนักงานเพียงคนเดียว หลังจากผ่านไปปีแรกจึงมีพนักงานคนที่ 2 และปี 2008 ถึงมีพนักงานคนที่ 3 ซึ่งทำงานข้ามรัฐกัน (ใช้เวลากว่าปีกว่าจึงได้เห็นหน้าพนักงานคนที่ 3) ทั้งนี้ David Karp คิดว่าบริษัทเค้าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานมากมาย และเขาสามารถจัดการ tumblr ได้ด้วยพนักงาน 4 คนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว tumblr นั้นมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผู้ใช้ 6 หลักเป็น 7 หลัก และมีปัญหาเรื่องความเสถียร จึงต้องทำการเพิ่มพนักงานขึ้นมาโดยปริยาย David Karp นั้นไม่ชอบบริหารบริษัทแม้ว่าจะทำได้ก็ตาม เพราะชอบที่จะทำงานอยู่กับการพัฒนา Product และให้วิศัยทัศน์ทีม ซึ่งทำให้ investor นั้นต้องหาคนที่จะมาบิหารหรือช่วยงานบริหารเสมอ

Tumblr Team: David Karp, Jacob Bijani, Peter Vidani

David Karp นั้นเกลียดการหากินกับข้อมูล User อย่างมากและเกลียดการทำ Digital Advertising ในปัจจุบัน เขาเคยออกบทความโจมตีเรื่องการทำโฆษณาออนไลน์มา และบอกว่าวิธีหาเงินเข้า Tumblr ของเค้านั้นดีกว่า ซึ่งรายได้ของ Tumblr นั้นมีมาหลากหลายรุปแบบและผู้ใช้เองก็สร้างรายได้ตรงนี้ได้ ตั้งแต่การขาย theme tumblr ไปจนถึงขาย Content ไปทำรายการ TV เลยก็มี David Karp มองว่างบโฆษณากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ลง TV ไปนั้นถ้าสามารถเอามาทำ Digital Content ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้ก็จะดี David Karp มองว่าโฆษณาที่ Facebook, Google ทำนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของผู้บริโภค แต่ไปจับเอา Moment ของการที่จะอยากได้แล้ว ส่วนที่ David Karp มองคือการทำ Brand Advertising ที่จะสร้างอารมณ์และความคิดต่อผู้บริโภคในการต้องการแบรนด์นั้นขึ้นมา เหมือนดังที่ Series Madmen หรือโฆษณาใน Superbowl ทำ (เมื่อ Yahoo ซื้อไป David Karp ก็ไม่ได้หาประโยชน์จาก User เลย นักการตลาดจะเลือกซื้อได้เพียงเพศและอายุเท่านั้น)

ทั้งนี้ David Karp เลยเปิดตัวระบบโฆษณาของตัวเองโดยให้นักการตลาดนั้นสามารถมาสร้าง Content ของตัวเองใน tumblr และซื้อระบบการโปรโมท Content นั้นออกไปใน Spotlight ที่เป็นการแนะนำ blog หรือ Radar ที่เป็นระบบที่กองบรรณาธิการแนะนำ blog ขึ้นมา โดยสามารถเข้าถึงได้กว่า 120 ล้าน imp และขายที่ CPM ละ $4-$7 ทั้งนี้ทาง Droga5 ได้ลองใช้แล้วกับแบรนด์ Kraft และพบว่าได้ผลดีกว่า Facebook มาก นอกจากนี้ระบบ Ads นี้ ทาง Mark Cuban เจ้าพ่อธุรกิจและนักลงทุนยังได้กล่าวแนะนำระบบ Ads Tumblr มากกว่า Facebook ด้วย ซึ่ง Tumblr นั้นเติบโตจนถึงขั้น Yahoo ซื้อไปมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดย David Karp มีหุ้น 25% ในนั้นได้เงินไปกว่า 250 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้หลังจากซื้อ Yahoo ยังให้ David Karp บริหารต่อโดยให้เซนต์สัญญาต่อ 4 ปีแลกกับ หุ้นและเงินสด ซึ่งเป็นมูลค่ากว่า 81 ล้านดอลลาร์

Apartment ที่เรียบง่ายของ Karp

ทั้งนี้ David Karp ก็ยังใช้ชีวิตแบบสมถะมาก เค้ามีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก (ครึ่งนึงของตู้เสื้อผ้า) มีเตียงนอน ห้องนั่งเล่นที่มีเพียงโซหาและทีวี และมอเตอร์ไซต์อีก 3 คันที่ไว้ขับผ่อนคลาย (สมบัติหรูอย่างเดียวคือ ครัว ซึ่งเป็นของแฟนที่เป็นเชฟฝึกหัดอยู่) ซึ่งเค้าเกลียดการสะสมสมบัติต่าง ๆ มากและมักเดินทางไปไหนด้วยกระเป๋าเป๋เล็ก ๆ เพียงใบเดียว (David Karp บอกว่าเป็น Jason Bourne Styles) David Karp ยังบอกอีกว่า “เค้าไม่คิดว่า ตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้”

David Karp กับเป้ของเค้า
 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 2 #AWnewyork

จากตอนแรก เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 มาวันนี้จะมาต่อในวันที่ 3 และ 4 กัน

ในวันที่ 3 นั้นเป็นวันที่ผมเริ่มเหนื่อย ๆ จากการวิ่งไปมาระหว่างสัมมนาแล้ว และประกอบกับการเดินเยอะมากในการใช้เวลาทั้งเช้าและเย็นที่เหลือในเมือง New York ทำให้เริ่มไม่อยากเดินไประหว่างสถานที่ไกล ๆ และเริ่ม Information overload แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไปฟังเพื่อให้คุ้มค่ากับที่มา ซึ่งในตอนเช้าสถานที่ต่าง ๆ ก็มีขนมนมเนยเตรียมต้อนรับใน Session เช้า และมีกิจกรรมให้เล่นได้ของแจกมากมายอีกเช่นเคย 

ซึ่งหัวข้อวันที่ 28 นี้มีดังนี้

ซึ่งหัวข้อในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทรนด์ที่กำลังจะมาไม่ว่า Programmatic, VR, Data และ Cognative Marketing ทั้งนี้โดยสรุปหัวข้อในวันนี้

  • The Next Era of Programmatic เป็นการเล่ามุมมองว่ายุคหน้าของ Programmatic นั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้เอาเข้าจริงแล้ว Programmatic ที่ใช้ ๆ กันมันแค่ระยะเริ่มต้นของยุคการซื้อสื่อแบบ Programmatic แต่ในยุคนี้คือจะควบรวมตั้งแต่สื่อนอกบ้าน ทีวี วิทยุ และสื่อในร้านต่าง ๆ ออกมาเป็น Programmatic ผนวกกับข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสร้างสื่อที่เข้าไปตรงความต้องการผู้บริโภคและดูแลผู้บริโภคได้ทันที
  • The Virtual Reality Audience Explained. เป็นการเล่าถึงกระแสของ VR นั้นกำลังมาแรง และตอนนี้ VR นั้นอยู่ในระยะเริ่มต้นของเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมภาพยนต์นั้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทยักษ์ร่วมลงเงินตั้งกองทุนไปลงทุน Startup ด้าน VR ต่าง ๆ หรือทำบริษัท Content ขึ้นมา โดยคาดการณ์ว่า VR จะกลายเป็นอุปกรณ์บันเทิงรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้เหมือนโทรศัพท์ในยุคนี้
  • Fox NFL Town Hall อันนี้มาเล่าเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing ของ Fox ว่าสามารถใช้ Sport Marketing มาช่วยทำการตลาดได้อย่างไร และมีผลอย่างไรต่อธุรกิจขึ้นมา โดยมีนักกีฬาและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างการแข่งขัน พร้อมผู้ชมนับล้านที่ดูรายการอยู่
  • A Dispatch from the Future of Search เป็นการมองอนาคตของ Search ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ Search อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถ Suggestion ความต้องการของเราโดยอิงจากพฤติกรรมที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคเข้าไป สามารถนำไปผนวกกับการ communication ระหว่างคนกับ Machine ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • Big Data, Great Creative เป็นการเอาข้อมูลของ Data ที่เก็บได้มาสร้างเป็น Insight เพื่อสร้างงาน Creative ที่ตรงใจผู้บริโภคออกมา เป้นการผนวกระหว่างศาสตร์ของ Data เข้ากับความต้องการของครีเอทีฟเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงานเจ๋ง ๆ มาได้
  • Adventures in Venturing การเล่าเรื่องของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ และทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ จากธุรกิจเดิม ๆ ได้ขึ้นมา
  • Digital Transformation in the Cognitive Era เป็น Session  ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่หุ่นยนต์นั้นสามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคนี้เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วมีสิทธิ์ที่จะตายลงอย่างรวดเร็ว
  • AB InBev: Experiential Marketing เป็น Session สุดท้ายของวันที่นักการตลาดต่างชื่นชอบ เพราะมีการแจกเบียร์สด Stella Artois ให้ดื่มในระหว่างฟังแถมแก้วกลับไปด้วย มีถึงขั้นพูดว่า “The session is fuckin awesome!!”  ซึ่งเป็น session ที่ head of marketing ของ  Stella Artois มาเล่าการทำการตลาดผ่าน Sesory marketing และ Experience marketing เชื่อมระหว่าง Digital, Data และ Creative  เข้าด้วยกัน

งานในวันสุดท้ายมี Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มสมาธิหลุดแล้ว เพราะรู้เหนื่อยกับการรับข้อมูลต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

  • The Business Reality behind Virtual Reality เป็นการมาเล่าถึงธุรกิจที่จะอยู่เบื้องหลัง VR ต่าง ๆ ว่าจะมีตั้งแต่ผู้ผลิต Platform, ผู้พัฒนาระบบที่จะเข้าไปใน VR, บริษัท Content และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่มากมายและกำลังมีความสนใจอย่างสูงมากอีกด้วย
  • Disrupt the Disruptors: How Companies Can Inoculate Themselves Against Disruption เป็นการเล่าถึงว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดในภาวะ Disruption นี้ได้อย่างไร มีความน่าสนใจในวิธีการทำงานที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปได้
  • Turning Gamers Into Shoppers เป็น Session ที่เล่าถึงพลังของการใช้เกม เพื่อดันการตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าของนักการตลาดขึ้นมา ซึ่งกลุ่มเกมนี้กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีความสนใจสูงต่อ Content ที่ออกมา
  • Where Content Meets Commerce เล่าเรื่องถึงการต้องทำ Content เพื่อสร้างให้เกิดการทำการขายสินค้าในออนไลน์ในยุคนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะ nurture คนให้ไปซื้อสินค้าได้
  • Ask the CMOs: Is the AOR DOA? เป็น Session สุดท้ายของวันที่คนน้อยมากที่จะเข้าฟังแล้ว แต่เป็น Session ที่ดีที่พูดถึงว่า agency กับลูกค้าในยุคหน้าจะทำงานกันอย่างไร โดยรวมคือ Agency จะกลายเป็นการร่วมมือของ Specialist agency มาแทน full service agency เพราะลูกค้าต้องการได้คนทำงาน expert มาร่วมทีมกัน และทำงานที่ดีที่สุดให้ลูกค้าขึ้น

ทั้งนี้  advertising week ที่ไปครั้งนี้ทำให้ผมได้รับไอเดียและเปิดภาพวิธีการทำงานของต่างประเทศและเทรนด์ที่โลกกำลังหมุนไป ซึ่งสามารถเอากลับมาใช้ในงานได้อย่างดี สำหรับปีนี้ผมมีแผนที่จะไป SXSW และ advertising week อีกเช่นกัน

 
 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 #AWnewyork

เมื่อกันยายนที่ผ่านมานั้นผมได้มีโอกาสไปร่วมไปงาน Conference ที่ต่างประเทศมานั้นคืองาน  Advertising Week จัดขึ้นที่ New York City ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งงงานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเหมือนงานสัมมนาเรื่องการสื่อสารทางการตลาด อัพเดทเทรนด์การสื่อสารการตลาด โฆษณาและมาเจอเพื่อนฝูงกันของเหล่าคนทำโฆษณาและการสื่อสารการตลาดที่อเมริกา ส่วนแบบต่างชาติเหมือนผมที่ไปก็เหมือนเปิดหู เปิดตา ดูเทรนด์ล่าสุดของที่นั้นกับตาและฟังกับหูเพื่อเอามาอัพเดทในงานกัน

งาน Advertising Week ที่ New York นี้จัดมาเป็นปีที่ 13 แล้ว และเป็นที่แรกที่จัด Advertising Week ซึ่งตอนนี้นอกจาก New York แล้วก็มี Advertising Week London และ Advertising Week Tokyo ตามมา โดยในงานจะเป็นการอัพเดทเรื่องราวทางการตลาดและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาจากผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้า และดารากับ Startup ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งงานที่นิวยอร์คนี้จะจัดในละแวกแถว ๆ Times Square ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจของที่นั้นเลยทีเดียว โดยสถานที่จัดงานจะแบ่งเป็นสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่โรงละคร บาร์ ออฟฟิสของ NewYork Times ออฟฟิสไมโครซอฟท์ ออฟฟิสรอยเตอร์ ตลาดหุ้น Nasdaq หรือ Town Hall ของเมืองเองก็ตาม งานที่ผมไปนั้นเริ่มต้นในวันที่ 26 กันยายนไปจนถึงวันที่ 29 กันยายนในปีที่แล้ว ปีนี้จะจัดในวันที่ 25-28 กันยายน 2017

งานเริ่มเปิดตัวที่ออฟฟิสของ New York Times ซึ่งใช้หอประชุมเพื่อเปิดงาน งานนั้นเริ่มต้นตอน 8.30 am. โดยต้องไปปรินต์บัตรเข้างานที่โรงละครฝั่งตรงข้ามก่อน และมาต่อคิวเข้างานใน Session แรกที่จะเริ่มขึ้น โดยจะมี Staff สุดน่ารักคอยดูแล และมีกิจกรรมจาก  Publisher และ Startup ต่าง ๆ หน้างานเพื่อให้คนร่วมสนุกกันไม่ว่าจะเป็น iHeartmedia, Sizmek หรือ Waze ซึ่งเป็น Sponsor ของงาน

นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมมากมายในงานที่ให้ผู้ร่วมงานมาได้ร่วมสนุกหรือเก็บของที่ระลึกกลับกัน  และมีอาหารเลี้ยงมากมายไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ขนม ของว่าง และมื้อกลางวันที่เป็นรถ Pizza จาก Sizmek และไอศครีมจาก iHeartRadio  ที่มาบริการ ตามตึกต่าง ๆ ก็มีบริการอย่างดีเช่นตึก Microsoft ที่มีขนมปัง น้ำส้มและกาแฟ Starbucks Coldbrew กาแฟสด และ น้ำหมักผลไม้มาบริการ

งานในวันแรกนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • กระแสของ Live Video มาแรงมาก ๆ เราเห็นได้จาก Snapchat ที่ทุกคนนั้น Live เรื่องราวของตัวเองออกมา และ Communicate กันผ่านวิดีโอ ซึ่งรูปแบบวิดีโอนี้ที่นิยมมาได้นั้นเป็นเพราะความที่สามารถเห็นเหตุการณ์สด ไม่มีการ Fake ทำให้คนนั้นรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ Authentic มากขึ้นในสังคมที่ทุกคนนั้นพยายามสร้างภาพกัน
  • การสร้าง Storytelling ต่อไปจะไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องราว แต่เป็นการสามารถที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวของ Consumer เข้ากับบริบทต่าง ๆ ในชีวิต และเชื่อมไปยังเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเข้าถึง Consumer ได้
  • เรื่องราวการทำงานของ Startup ซึ่งมี PopSugar, Casper และ Mashable มาเล่าถึงการสร้าง Startup ของตัวเอง วิธีการแก้ปัญหาของธุรกิจตัวเอง และการสร้างรายได้ขึ้นมา ซึ่ง PopSugar กับ Mashable นั้นจะคล้าย ๆ กันคือโตมาจากคนทำงาน Content และ Focus ในสิ่งที่ทำ ส่วน Casper เป็น Startup ทำเตียงใช้วิธีการมีนวัตกรรมองตัวเอง แล้ว outsource การผลิตไปที่จีน
  • ในเรื่อง Programmatic นั้นจากงานบนเวที สรุปว่า Programmatic ที่ใช้กันทุกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์และเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าเป็น 3.0 ของ Programmatic ซึ่งคนทำ Programmatic มองอยนาคตของ Programmatic ที่จะไปไกลกว่านี้ในระดับ Personalised และเชื่อม Data ไปจนถึงหลักการ CRM ขึ้นมาได้
  • จากผู้เขียนหนังสือ Beyond Advertising มาเล่าถึง เรื่องที่ว่าสื่อที่เป็นหน้าจอต่อไปจะลดบทบาทลงแล้วกลายเป็นสื่อที่ผู้บริโภคจะเอาติดตัวไปตลอดเวลามีอำนาจควบคุมในการที่จะรับสือ นักการตลาดและโฆษณาต้องหวนกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสื่อสารในยุคที่ผู้บริโภคต้องการคนที่รับฟัง และเข้าใจความต้องการ มากกว่านักขาย
  • สุดท้ายของวัน เป็นเรื่องราวของการใช้ Automation System มาสร้างระบบที่เรียกได้ว่า Curate Content ขึ้นมา เพื่อช่วยในความสะดวกในการทำ Content และสามารถส่ง Content ไปยังกลุ่มเป้าหมายในระดับ  Personalised ที่จะได้เนื้อหาที่ตรงแต่ละคนเลย

งานในวันที่สองนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • การคิดครีเอทีฟในยุคนี้ไม่ควรแยกจากมีเดีย แต่ควรคิดที่เริ่มต้นด้วยว่า Consumer Journey เจอ Media แบบไหน และ Consumer ชอบที่จะได้ข้อมูลจาก Media แบบไหน แล้ว  ครีเอทีฟ ควรจะสื่อสารในแต่ละ Media อย่างไร เพื่อสร้างการสื่อสารทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพออกมา
  • Seth Godin กูรูการตลาดชื่อดัง มาเล่าถึงเรื่องการ Communication ที่ควรจะเป็นในยุคนี้ ซึ่งเล่าว่านักการตลาดชอบทำอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ได้เข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน ทำอะไรควรสร้างการสื่อสารที่สามารถชักนำและชักจูงความคิดคนได้ด้วยความเด่นกว่าในแบบต่าง ๆ
  • Sheryl Sandberg และ Mary Barra มาเล่าบทบทของผู้หญิงในการบริหาร และการเป็นผู้นำในยุคนี้ว่าทำงานอย่างไร
  • อันนี้เป็น Session ที่น่าสนใจ เพราะเป็นกระบวนการคิดของ Agency และ Brand ในการสร้างนวัตกรรมขึ้นมา และทำตัว Disruption โดยการเข้าใจวิธีคิดของ Startup และทำตัวเพื่อตอบสนองแบรนด์หรือ Startup ที่ต้องการการสื่อสารทางการตลาดได้
  • ยุคนี้ที่ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากแบรนด์ แบรนด์ไม่ใช่แค่ขายของอีกต่อไป แต่ต้องขายว่าแบรนด์นั้นเกิดมาเพื่ออะไรแล้วผู้บริโภคจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือได้อะไรจากการใช้แบรนด์นี้ขึ้นมา
  • สุดท้ายของวันที่ 2 ก็เป็นเหล่า Founder ธุรกิจ มาเล่าวิธีการทำธุรกิจและวิธีบริหารจัดการต่าง ๆ ว่าสามารถสร้างให้ธุรกิจตัวเองเติบโตมาถึงในปัจจุบันได้อย่างไร มีคนดัง ๆ อย่าง David Droga และ Ben Silbermann ผู้ก่อตั้ง Pinterest มาเล่าด้วย

จบ Session ทั้ง 2 วัน ที่เหลือมาต่อกันตอนที่ 2 กันนะครับ

 

ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 3 : The Insight (Youtube fundamental Insight)

บทความต่อไปนี้จะเป็นซีรีย์ของการทำงานในเชิงกลยุทธ์ในการวางแผนงานของการทำ Marketing Communication จากประสบการณ์และการเรียนรู้จากที่ได้อ่านมา ซึ่งจะมีเป็นตอน ๆ ต่อเนื่องไป

จากตอนที่แล้วที่พูดถึงเรื่องการหา Insight ผ่าน Google Trend (ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 2 : The Insight (Google fundamental Insight)ไป มาตอนนี้เราจะมาพูดถึงการหา Insight อีกแบบเพื่อดูว่าผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายนั้นมีพฤติกรรมความชอบอะไร และการทำการสื่อสารทางการตลาดแบบไหนจึงจะเหมาะสมกัน กับ Youtube Trend Dashboard 

จากการที่เราสามารถรูปแบบและ Pattern ของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน Google Trend กันแล้ว เรายังสามารถรู้ความชอบของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ในเรื่องวิดีโอได้ด้วย ซึ่งทาง Google และ Youtube ได้สร้างเครื่องมือตัวหนึ่งเพื่อให้นักการตลาดหรือคนทั่วไปได้ใช้กันนั้นคือ  Youtube Trend Dashboard  จากการเปิดเผยของ Google และ Youtube เองนั้นประเทศไทยเองเป็นประเทศในกลุ่ม Top 10 ที่มีอัตราการดู Youtube สูงมาก สูงจนที่ Google นั้นต้องมาเปิดตัว Youtube ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันตลาด Youtube ของคนไทย

Screen Shot 2558-07-26 at 11.41.16 AM

Screen Shot 2558-07-26 at 11.41.08 AM

คนไทยนั้นนั้นมีอัตราการชม Youtube สูงมาก และมีอัตราการดู Youtube ที่มีอัตราการดูนั้นสอดคล้องไปกับสื่อโทรทัศน์อย่างมาก ทำให้การทำการตลาดหรือการทำสื่อผ่านโลกออนไลน์นั้น Youtube จะเป็นช่องทางแรก ๆ ที่นักการตลาดคิดถึง แต่หลาย ๆ คนมักพลาดกับการใช้ Youtube ไปโดยไม่ได้ศึกษากลุ่มผู้บริโภคใน Youtube ว่าชอบอะไร หรือ ไม่ชอบอะไร หรือค้นหาการดูอะไรบน Youtube อยู่ วันนี้จะมารู้จักเครื่องมือนี้กัน

Screen Shot 2558-07-26 at 9.40.38 AM

Youtube Trend นั้นสามารถเข้าผ่านได้ที่ https://www.youtube.com/trendsdashboard  ซึ่งที่ Dashboard นี้จะแสดงผลเป็นหน้ารวมของประเทศที่เป็น Default ของ Youtube ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ จากหน้า Dashboard นี่จะมีเมนูที่น่าสนใจอยู่คือ Browse และ Compare ซึ่งสามารถดูแบบภาพรวม และการดูแบบเปรียบเทียบกัน ก็ได้

Screen Shot 2558-07-26 at 10.13.24 AM

นอกจากนี้ยังมีเมนูให้เปรียบเทียบกันระหว่าง ๆ Most Viewed กับ Most Share อีกเช่นกัน และจะเห็นได้ว่าคลิปที่มีความสนใจระหว่างการดูและการส่งต่อนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของคน ว่าคนเราชอบดูคลิปแบบนึง และการส่งต่อจะเป็นคลิปอีกแบบหนึ่ง

Screen Shot 2558-07-26 at 10.14.01 AM

จาก Dashboard ตัวอย่างนี้ผมได้ลองใช้ประเทศไทยในกลุ่มทุกช่วงอายุ มาเปรียบเทียบกันระหว่าง Most Viewed กับ Most Shared คลิปที่มีการดูนั้นจะเป็นพวกคลิป Entertainment ในประเทศไทย แต่คลิปที่จะแชร์กันนั้นจะเป็นคลิปไวรัลต่าง ๆ แทน

จาก Dashboard ดังกล่าวเราสามารถ Compare ช่วงอายุ ว่าผู้บริโภคแต่ละช่วงกลุ่มอายุนั้นมีความสนใจอะไร แตกต่างกันที่ไหนบ้างได้ด้วย

Screen Shot 2558-07-26 at 10.27.36 AM

ซึ่งจะเห็นได้ว่าอันดับ 1 นั้นในแต่ละช่วงอายุคือวิดีโอที่กำลังเป็นกระแสอยู่ แต่วิดีโออันดับถัดมานั้นแตกต่างกันตามความสนใจในแต่ละช่วงอายุ จะได้อย่างรายการ “เป็นต่อ” ที่ไม่มีความสนใจในช่วงอายุ 13-17 ปีแต่พออายุ 18-24 ปีกลับมีความนใจขึ้นมา และตกลงในอายุ 25-34 ปี หรือพวกวิดีโอ How to จะมีความสนใจในอายุที่เพิ่มขึ้น ในขณะ 13-17 ปีจะเป็นวิดีโอความสนุกสนานต่าง ๆ

เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มชายและหญิง แม้ว่าจะมีความชอบคล้าย ๆ ผู้ชายแต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เช่นรายการเป็นต่อที่ผู้ชายนิยมดู ปรากฏว่าผู้หญิงนิยมดูเป็นต่อที่อายุ 18-24 ปี และเรื่องราวที่ผู้หญิงสนใจส่วนใหญ่คือเรื่องราวดาราและบันเทิง ต่าจากผู้ชายที่จะมี How-to หรือวิธีการแก้ปัญหาติดมาบ้าง

Screen Shot 2558-07-26 at 10.36.53 AM

เมื่อเปลี่ยนมาเป็นคลิปที่แชร์กันว่าผู้ชายและผู้หญิง จะแชร์อะไรกันบ้าง จะเริ่มเห็นความแตกต่างมากขึ้นระหว่างคลิปที่แชร์ กับคลิปที่ดู และมีคลิปที่ทั้งดูและแชร์จำนวนมาก ในระหว่างชายและหญิง จะพบว่าเป็นคลิปที่กำลังเป็นกระแส หรือเป็นเรื่อง How-To หรือ Knowledge เยอะมากกว่า คลิปที่เป็น entertainment อีก

Screen Shot 2558-07-26 at 11.01.52 AM

ถ้าอยากดูความต่างมาก ๆ ลองเปรียบเทียบช่วงอายุที่เกิน 40 ขึ้นไป จะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างคนหนุ่มสาวและคนมีอายุแล้วที่จะมีความสนใจต่าง ๆ ในการดูและการส่งต่อที่เปลี่ยนไป นั้นทำให้ใครที่คิดจะทำการตลาดหรือการสื่อสารใด ๆ ที่จะทำเป็นคลิปออกมา ควรจะรู้ความชอบ หรือความไม่ชอบ ของคนกลุ่มเป้าหมายก่อน ว่าชอบดูอะไร หรือ ชอบแชร์อะไร

Screen Shot 2558-07-26 at 11.26.27 AM

ทั้งนี้เครื่องมือ Youtube Trend Dashboard นี้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้นักการตลาดทราบความชอบของผู้บริโภคในการตามดูและการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ว่าเป็นเรื่องอะไรได้บ้าง ทำให้สามารถเข้าใจถึงความคิดของผู้บริโภคในเบื้องต้นได้ส่วนหนึ่ง แต่เครื่องมือนี้ไม่ได้สามารถบอกรายละเอียดได้เยอะกว่า Google Trend Dashboard หรือแยกระหว่างความสนใจของคนกรุงเทพ หรือต่างจังหวัด หรือบอกเป็นช่วงเวลาได้ นอกจากนี้เครื่องมือนี้ยังต้องการคนที่มาวิเคราะห์เครื่องมือนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ว่าคนแต่ละช่วงอายุนั้นมีความสนใจอะไรบ้าง

ในตอนหน้าเราจะลงลึกถึงวิธีการหา insight ที่ทำกันมานานอย่าง Survey และ Interview ที่สามารถทำได้ผ่านทั้งออนไลน์และแบบออฟไลน์ได้ในสมัยนี้

 

 

ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 2 : The Insight (Google fundamental Insight)

บทความต่อไปนี้จะเป็นซีรีย์ของการทำงานในเชิงกลยุทธ์ในการวางแผนงานของการทำ Marketing Communication จากประสบการณ์และการเรียนรู้จากที่ได้อ่านมา ซึ่งจะมีเป็นตอน ๆ ต่อเนื่องไป

จากตอนที่แล้วที่พูดถึงเรื่อง Brief (ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 1 : The Brief )ไป มาตอนนี้เราจะมาพูดถึงการหา Insight เพื่อเป็นข้อมูลในการตอบคำถามของโจทย์ที่ได้มา และวิธีการที่ควรจะไป การหา Insight นั้นสามารถทำได้หลาย ๆ ทาง แต่การใช้วิธีการทางด้าน Digital ในการหาข้อมูล ซึ่งวันนี้เราจะมาสอนในเครื่องมือแรก อย่าง Google Trend กัน

พฤติกรรมของคนเรานั้น เมื่อนึกจะทำอะไร จะคิดอะไรก็จะทำการค้นหาก่อนเป็นสิ่งแรก หรือที่เรารู้จักว่า Micromoment ต่าง ๆ ออกมา การมีตัวตนใน Micromoment นั้นสำคัญมาก และการที่รู้ว่าคนนั้นค้นหาอะไร หรืออยากรู้อะไร และตัวตนของแบรนด์เรานั้นเป็นยังไงในการค้นหาผู้บริโภค และทุก ๆ การค้นหานั้น Google ก็ทำเป็นสถิติไว้ เพื่อให้เราได้เห็นถึงเทรนด์ความสนใจของคนในโลกออนไลน์ และนี้เองก็กลายเป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการทำ insight อย่างง่ายออกมา

(more…)

 

ยุทธการชิงคนดู ตลาด Video platfrom ที่ดุเดือด

คงไม่มีใครปฏิเสธในยุคที่คนเสพ Content มากมายในตอนนี้ว่า Video Content  นั้นคือรูปแบบที่คนนั้นสนใจ และติดตามมากที่สุด Youtube นั้นคือ Platform Video แรกของโลกที่เกิดขึ้นมาแล้วครองความเป็นเจ้าตลาดวิดีโอมาเป็นเวลานาน ทุก ๆ คนนั้นทำ content ต่าง ๆ ใส่เข้าไป และ youtube เองก็มีระบบแบ่งรายได้ให้คนทำ Content ดี ๆ ใส่เข้าไปเพื่อให้เกิดเนื้อหาดี ๆ เพิ่มเติมเข้าไปอีก (รายได้ของ youtube ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6 พันล้านดอลลาร์)

(more…)

 

สงความ Advertising Data Platform เพื่อครองพื้นที่โฆษณา

ไม่ว่ายุคไหน ๆ ข้อมูลข่าวสาร และข่าวกรองนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากในธุรกิจ จนกระทั้งซุนวูยังมีคำพูดในเชิงกลยุทธ์เลยว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” หรือแม้กระทั่ง NSA ยังมีโครงการ Prism ที่อยากจะเข้าไปเจาะทุก ๆ ข้อมูลข่าวสารเพื่อรวบรวมมาทำประโยชน์ให้กับตนเอง ในวงการ​ Digital Marketing ข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การมีข้อมูลอยู่กับตัวเองเป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์และสามารถนำไปสร้างมูลค่าได้มากมายจนเป็นรายได้ให้บริษัทต่าง ๆ

(more…)

 

Mobilegeddon วันสิ้นโลกเว็บที่ไม่รองรับมือถือ

เมื่อไม่นานมานี้  Google ได้ทำการประกาศว่า ต่อไปนี้ผล Google Search นั้นจะทำการปรับเปลี่ยน algorithm ในการทำ Index โดยจะให้นำ้หนักกับเว็บไซต์ที่มีความเป็นมิตรหรือรองรับมือถือ ในการติดอันดับผลการค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่พฤติกรรมการเข้าโลกออนไลน์นั้นเปลี่ยนไป จากที่ Traffic นั้นมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเป็นส่วนใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเป็นมือถือ  ทำให้หลาย ๆ เว็บและ Publisher เองก็หันมาทำกลยุทธ์ที่เรียกว่า Mobile First กัน ทาง Google เองก็เล็งเห็นแล้วว่า ถ้าปล่อยการค้นหาที่คนมาค้นผ่านมือถือ แล้วผลกลับไปที่เว็บที่มี UI/UX ที่ไม่ได้รองรับเรื่องมือถือ แล้วละก็จะทำให้ประสบการณ์คนใช้นั้นแย่ลง ซึ่งนี้เองเป็นที่มาว่าทำไม Google นั้นต้องสนใจและปรับเปลี่ยนผลการค้นหาเป็นการโชว์เว็บที่มีการรองรับมือถือก่อน

(more…)

 

I Want to Go Moments: จากการค้นหาสู่ร้านค้า

โลกของ Mobile นั้นขยายตัวขึ้นทุกวัน เราสามารถค้นหาอะไรก็ตามที่เราสนใจรอบ ๆ ตัวเราได้ทันที เช่นการหาว่าจะทานอะไรมื้อเย็นแถว ๆ ที่ทำงาน ซึ่งหลาย ๆ คนก็คงใช้วิธีการค้นหาผ่านมือถือเพื่อหาร้านอาหารที่แนะนำในละแวกนั้น ซึ่งการ Search เพื่อหา moment แบบนี้นั้นมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นมากตามที่ Google รายงาน และแบรนด์นั้นต้องเรียนรู้ว่าจะเข้าไปอยู่ใน Moment หรือตอบสนอง moment เหล่านี้ได้อย่างไร

(more…)

ประชุมอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพ

Illustration: Oscar Ramos Orozco
Illustration: Oscar Ramos Orozco

เคยไหมที่ประชุมตั้งนานแล้วออกมาไม่มีการสรุป ไม่รู้ว่าประชุมไปทำไม

เคยรู้สึกแบบนี้ไหมครับ “ประชุมอีกแล้ว” หรือ “ทำไมต้องประชุม” แล้วบางทีเข้าไปประชุม หัวข้อข้างในไม่เกี่ยวกับเรา จนบางทีรู้สึกว่าเอากูเข้ามาประชุมทำไม หรือบางทีประชุมไม่จบสักที ชั่วโมงนึงก็แล้ว สองชั่วโมงก็แล้ว พูดวนเวียนไปมาไม่จบสักที จนเรารู้สึกว่า อยากจะกลับบ้าน จะประชุมไปถึงเมื่อไหร่กัน สุดท้ายออกมาจากห้องประชุมนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือแย่ยิ่งกว่าคือประชุมไม่ได้อะไร แต่งานที่ต้องทำทุกวันหรือทำส่งลูกค้าก็ต้องส่ง จนต้องทำงานดึกหรือเอางานกลับไปทำที่บ้านแทน เวลาส่วนตัวหรือเวลาพัฒนาตัวเองก็ไม่มี ชีวิตมีแต่ประชุมแล้วเอาเวลาที่ต้องใช้ทีเหลือมาปั่นงานประจำกัน

(more…)

© 2019 A MarketPress.com Theme