สรุปงาน SXSW 2017 แบบเจาะลึกสำหรับคนไม่ชอบความสำเร็จรูป

ในช่วงวันที่ 7 มีนาคม – 20 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน SXSW ปี 2017 ซึ่งทื่บริษัท Phoinikas ส่งไปร่วมงาน โดยจัดที่เมือง Austin รัฐ Texas ซึ่งปีนี้แนวงานนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อน ๆ ค่อนข้างมาก เพราะเป็นปีที่บัตรเข้างานที่แตกต่างกัน สามารถเข้าไปร่วมงานในหมวดบัตรอื่นได้ด้วย ทำให้ Theme ปีนี้ค่อนข้างจะออกไปแนวเป็น Convergence ของของทุกเรื่องเข้าด้วยกัน โดยสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดมันจะเชื่อมกันด้านใดด้านหนึ่งเช่นการตลาดต้องเข้าใจ storytelling ของผั่ง Film หรือต้องเข้าใจการใช้เสียงเพลงของฟัง music และกลับกันด้านฝั่ง Film กับฝั่ง Music ก็ต้องเข้าใจเรื่องราวเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการตลาดในยุคใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองอีกด้วย ทำให้ปีนี้ใครที่ไปร่วมงานจะสามารถเจออะไรที่สามารถสร้างความเข้าใจต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ด้วย

ทั้งนี้ข้อเสียของปีนี้ก็คือ การที่แบรนด์และเอเจนซี่ต่าง ๆ ถอนตัวจากการที่ขึ้นไปพูดบนเวที หรือการจัดบูธกิจกรรมต่าง ๆ ออกมา และมีบูธจากแบรนด์ที่โชว์นวัตกรรมนั้นลดลงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของงานนั้นก็กลับมาอยู่ที่เรื่องราวของเทคโนโลยีเต็ม ๆ และสตาร์ทอัพต่าง ๆ ก็มากันเพียบ

งาน SXSW จะแบ่งงานเป็น 4 ช่วงใหญ่ ๆ คือเริ่มตั้งแต่ Interactive ที่จะเป็นสายการตลาดและเทคโนดลยีที่เข้ามาฟังกันเป็นส่วนมาก จะเป็นสายที่ไฮโซสุด แบบกินดี อยู่ดีกัน ต่อมาคือฝั่ง Film ที่จะเป็นการเปิดตัวทั้งภาพยนต์และสารคดีต่าง ๆ ซึ่งปีนี้มีดาราดัง ๆ อย่าง Ryan Gosling และ Michael Fassbender มาโปรโมทหนังของตัวเอง มี Ridley Scott มาเปิดตัวภาพยนต์ Alien หรือสารคดีของ Bill Nye the Science Guy ที่มาเปิดตัวสารคดีตัวเอง รวมทั้งหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) ที่มาเปิดตัวสารคดีเช่นกัน จากนั้นก็จะเป็นฝั่ง Music ที่มีคอนเสิร์ตมากมาย มีค่ายเพลงจากประเทศต่าง ๆ มาเปิดตัว อย่างเช่น SM Entertainment เอา Red velvet มาเปิดตัว สุดท้ายคือเรื่อง Convergence ที่จะเป็นหัวข้อที่ทุกเรื่องรวมกัน และสาามารถต่อยอดไปในหลาย ๆ เรื่องได้

ทั้งนี้จากสัมมนาและเปิดตัวภาพยนต์ วงดนตรีต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น Exhibition ที่เป็นงานโชว์เทคโนโลยี ขายของ รวมทั้งเกมและ Festival ที่เป็นงานปาร์ตี้ต่าง ๆ ทั้งเวทีการแสดงตลก รวมทั้งการเปิดบ้านของแบรนด์และเอเจนซี่ที่มาร่วมงานมากมายทำให้คนเข้าไปเห็นนวัตกรรม หรือได้สอบถามนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ด้วย

ผมบินไปถึง Austin วันที่ 8 มีนาคม 2017 ซึ่งที่ Austin นี้ไม่มีบริการ Uber และ Lyft เพราะผู้ให้บริการ 2 เจ้านี้ไม่ยอมให้ผู้ขับขี่รถยนต์ของบริการตัวเองต้องทำประวัติกับทางเมืองไว้ ทำให้ไม่สามารถให้บริการที่เมือง Austin ได้ คนที่ไปต้องเลือกบริการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใน Austin แทนเช่น RideAustin, Fasten, Wingz, Chariot และอื่น ๆ มากมาย ซึ่งผมเลือกบริการของ RideAustin ในการเข้าเมือง ในวันที่  9 มีนาคม 2017 เป็นวันที่ทาง SXSW แนะนำให้มารับ Badge ที่ Austin Convention Center  ซึ่งเป็นสถานที่หลักในการจัดงาน เพราะจะเป็นวันที่คนมารับน้อยมาก ๆ โดยใน Badge จะฝัง RFID ไว้ตอนแสกนเข้าห้องสัมมนา และมีบัตรอาหารกับ กระเป๋า Tote ที่ใส่เอกสารงานต่าง ๆ เอาไว้ให้ ทั้งนี้ในเมือง Austin เพื่อการคมนาคมในระหว่างงานที่สะดวก ผู้ร่วมงานสามารถเช่าจักรยานของ Bcycle หรือใช้บริการ 3 ล้อของเมืองก็ได้

งานสัมมนาที่แบบจริงจังนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 10-17 มีนาคม 2017 ซึ่ง จะเริ่มมีบูธต่าง ๆ ที่ชวนคนมาร่วมสนุกและแจกรางวัลต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mazda, Esurance หรือ Budweiser ใน Austin Convention Center และบริเวณรอบ ๆ ที่มีกิจกรรมจากแบรนด์และประเทศต่าง ๆ ที่มาเช่าสถานที่ในเมืองเพือ่เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและรู้จักกับบริษัทในประเทศตัวเอง อีกด้วย ในส่วนวันท้าย ๆ จะกลายเป็นงานเรื่องดนตรีหมดแล้ว

ทั้งนี้ในงานนั้นผมได้เข้าฟัง Keynote ของ

  • Gary Vaynerchuk ที่ขึ้นเวทีมาตอบคำถามสด ๆ ของคนที่มาฟังว่าอยากได้คำแนะนำในธุรกิจอย่างไร ซึ่งประเด็นที่ตอบนั้นมีมากมาย เช่น การทำ Marketing ตอนนี้ควรสนใจในสื่อที่กลุ่มเป้าหมายนั้นอยู่ หรือการทำธุรกิจนั้นอย่าไปฟังคนที่มาทำลายกำลังใจ เพราะเป็นเกมที่มองกันในระยะยาว

  • Adam Grant ที่ขึ้นเวทีมาเล่าเรื่องว่าความ Originals มาจากไหน และคนที่สร้างบริษัทส่วนใหญ่มาจากการทำงานที่เป็นนอกเวลามากกว่าลาออกไปทำเต็มเวลา รวมทั้งว่าคนที่เป็น Giver นั้นจะไปได้ไกลกว่า Taker อีกด้วย

จากหัวข้อเหล่านี้จะเป็นหัวข้อสัมมนาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ คือ

  • Netflix ที่มาเล่าเรื่องแนวคิดในการสร้าง Max  และทำไมถึงฆ่า Max ทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องของ Cost of investment ล้วน ๆ แต่บทเรียนของ Max ทำให้สามารถสร้างบริการที่เข้าใจผู้บริโภคเพิ่มได้มากขึ้น ซึ่งด้วยผลของ Max นี้เองที่ส่งผลมาเรื่อง A/B Testing อีกด้วย ที่ Netflix นั้นจะทำการเทส A/B Testing ทุกอย่างเพื่อสร้างหน้าตาที่ทำให้ผู้บริโภคใช้งานได้ดีที่สุด ซึ่งจะมีการดีไซน์ตั้งแต่ออกไปให้สุดและแบบเซฟตัวเอง แล้วหาจุดกึ่งกลางพอดีที่ออกมาแล้วทำให้ผู้บริโภคนั้นใช้งานดีที่สุดออกมา ซึ่งทีมทำ A/B Testing นี้มีกว่า 100 คนอีกด้วยและใช้ระบบ Automation ในการทำงาน
  • CTO ของ IBM มาเล่าเรื่อง AI watson ของ IBM ที่สร้างมาเพื่อเรียนรู้อารมณ์ของมนุษย์ว่าจะเข้าใจและปฏิสัมพันธ์กับอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างไร ตั้งแต่ในระดับการคุยด้วยเสียง จนถึงระดับการพิมพ์ออกมา พร้อมสามารถปฏิสัมพันธ์กลับเพื่อให้กำลังใจมนุษย์ หรือแนะนำมนุษย์ที่ใช้งานให้สามารถโต้ตอบกับคนปลายทางให้เหมาะสมขึ้น และยังสามารถนำมาใช้วิเคราะห์คนต่าง ๆ ออกมาเป็นข้อมูลเพื่อใช้งานด้านอื่น ๆ ต่อไปอีกมากมาย
  • Fjord ที่มาเล่าเรื่อง Trend ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่มองว่าการสร้างแบรนด์ที่ต้อง Doing มากกว่า Talking โดยยกตัวอย่างของ Beyonce ที่โชว์ให้เห็นแบรนด์ตัวเองว่าเป็นอย่างไร ผ่านการกระทำในการให้ข่าวและการแสดงในอัลบั้มใหม่ออกมา นอกจากนี้คือการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า Nudge ออกมา หรือการใช้สิ่งที่เรียกว่า Behavioral Economic เหมือนที่ Dan Ariely ใช้เพื่อสร้างการตลาดที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนจริง ๆ
  •  MIT & The Moth, OgilvyPR และ T1Agency ที่มาพูดถึงเรื่องการทำ Storytelling ที่มีผลต่อสมองว่าต้องทำอย่างไร และยุคนี้ใช้เครื่องมือมากมายเพื่อสร้าง Storytelling และ Content Marketing ที่มีความหมายและได้ผลต่อผู้บริโภคที่ทำให้เกิด Action จริง ๆ ไม่ใช่แค่ Viral หรือเกิดการรับรู้ก็จบ แต่ต้องเกิดการประทับในความทรงจำและทำให้เกิดกระตุ้นความอยากหรือสร้างความต้องการกับแบรนด์ขึ้นมาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้หลักการทางจิตวิทยาและ neuroscience มาเกี่ยวข้องอย่างมาก หรือกระบวนการใช้วิธีการ ASMR มาสร้างวิดีโอที่มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก
  • CI&T ที่มาเล่าถึงการทำ Design Sprint และการทำ Design Thinking ในออฟฟิศ ว่าควรจะเริ่มการทำได้อย่างไร และมีผลต่อการทำงานให้ดีขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสามารถเริ่มโดย Pilot Project เพื่อวัดว่าได้ผลไหม จนขยายมาทำทั้งบริษัทที่สามารถทำให้ได้งานที่ดีและรวดเร็วขึ้นมาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ก็ยังมีหัวข้อปลีกย่อยอย่างมากมาย เช่นการทำ Offline first หรือ Brand Doing good จนถึง UX/UI ที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตจากการที่มนุษย์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอนในการปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีในตัวเอง

นอกจากหัวข้อสัมมนา ก็มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายจากการเปิดบ้านในช่วง 10-14 มีนาคม 2017 เป็นส่วนใหญ่ บางส่วนมาเปิดจนถึง 18 มีนาคม 2017  (หลาย ๆ ส่วนพลาดไป ไปไม่ทันในช่วงเวลา) เช่น

  • Google Fiber เปิดออฟฟิศให้คนไปเยื่ยมชม ลอง Google Daydream และใช้งาน Google Fiber
  • Youtube เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและลองอัดวิดีโอในงาน
  • IBM ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้คนได้เข้าไปเยี่ยมชม
  • Fjord ที่เปิดออฟฟิศ โชว์ส่วนการผลิตนวัตกรรมต่าง ๆ ออกมา 
  • Gatorade และ Addidas ที่โชว์นวัตกรรมด้านนักกีฬา
  • Dell ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม
  • HBO ที่มาโชว์เกม และภาพยนต์ The Mummies ที่มาโชว์ VR
  • Levi’s และ Google ที่มาโชว์ Jacquard 

จากงานโชว์เปิดบ้านต่าง ๆ ก็มีการออกบูธต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

  • เวที Startup ที่มี Startup มาโชว์นวัตกรรมตัวเองอย่างมากมาย เช่น VR/AR/MR หรือการทำ Voice Snap หรือตุ๊กตาและของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
  • มีเวที Tradeshow ที่ให้บริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเปิดบูธมากมาย เพื่อหา VC, ลูกค้า และคนที่สนใจได้เข้ามาพูดคุย
  • การเปิดบ้านของประเทศต่าง ๆ ที่รวมบริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในประเทศตัวเองต่าง ๆ มาโชว์สินค้าและพูดคุย
  • มีการ Hijack ของ Startup ที่ไม่ได้ Sponsor งานแต่สามารถไปร่วมได้เช่น Casper, Shopgate และอื่น ๆ มากมาย

จากเวทีโชว์สินค้า ก็มีมีเวทีเกม ที่ให้คนนั้นมาเปิดตัวเกมต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่ง hilight ปีนี้คือ Nintendo Switch และเกม VR ในแบบต่าง ๆ มากมาย ที่น่าสนใจคือการส่งเสริมให้เด็กเล่นเกมจนเป็นอาชีพในแบบที่เล่นอาชีพจนถึงมาเป็นนักพัฒนาเกมหรือกราฟฟิคอีกด้วย

งานยังมีฝั่งเพลงที่เปิดตัวตามย่านผับและบาร์ของเมือง ที่จะมีศิลปินที่มาแสดง SXSW มาร่วมแสดงอีกด้วย ซึ่งงานดนตรีนั้นจะจัดรอบบ่ายไปจนถึงเช้าอีกวันก็มี ทำให้ใครอยู่นี้ต้องเป้นสายกลางคืนหรือมีพลังจากงานสัมมนามาเลย

ทั้งนี้งานยังมีส่วนที่เอา foodtruck มาร่วมให้คนได้สนุกกัน รวมทั้งการปาร์ตี้จากแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Mashabel หรือ YSL หรือ Verb ที่จัดในย่านดนตรีหรือใกล้ ๆ  Austin Convention Center ซึ่งใครจะเข้าต้องพกหลักฐานยืนยันว่าเกิน 18 ปีแล้ว

จากงานทั้งหมดนี้ถ้าให้เล่าแบบละเอียดคงต้องเล่าเยอะมาก เพราะงานนั้นใหญ่มากแบบจัดทั้งเมือง และมีรายละเอียดต่าง ๆ มากมายใน 10 วันที่เกิดขึ้น ซึ่งผมแนะนำเลยว่าถ้าใครมีโอกาส ควรไปร่วมงานเพื่อเห็นว่า Tech ในอนาคตจะไปทางไหน และสามารถมองเห็นอะไรที่เชื่อมโยงกันได้อย่างมากเลย ซึ่งก่อนจะไป ผมแนะนำให้อ่าน การเตรียมตัวที่ผมให้ไว้และหมั่นอัพเดทตารางงานในงาน หาบทความจากเอเจนซี่และแบรนด์ต่าง ๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในงานด้วยก็ดี 

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พาเดินเที่ยวงาน SXSW 2017 เทศกาลรวมคนสาย Interactive ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

5 เรื่องที่พูดถึงกันมากสุดจากประสบการณ์ตรงงาน SXSW 2017

 
 

ดูทีไรก็ต้องหิวทุกที วิศัยทัศน์การทำ tastemade ออกมา

คงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook และ Video Clip ทำอาหารอย่าง Tastemade ในตอนนี้ ที่วิดีโอทุกอันที่ออกมา ทำเอาคนที่ดูน้ำลายไหลตลอดเวลาได้ ซึ่ง Tastemade นั้นเกิดขึ้นมาได้ในจังหวะที่พอดีกับยุคที่คนนั้นนิยมการดูวิดีโอและเข้าใจภาษาสื่อกลางของทั้งโลกที่เป้นในเรื่องอาหารออกมา

เรื่องราวของ Tastemade นั้นเริ่มขึ้นจาก Founder ทั้ง 3 คนที่มีประสบการณืชำนาญในแต่ละเรื่องและได้มาทำงานที่เดียวกันใน Demand Media ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นได้แก่ Larry Fitzgibbon ตอนนี้เป็น CEO ของ Tastemade แต่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ Demand Media ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บอย่าง eHow.com และ livestrong.com ซึ่ง Larry นั้นรับผิดชอบในส่วนการดูแลเรื่องสื่อของบริษัทและเป็นคนที่ทำให้ Demand Media เข้าตลาดหุ้นได้ในปี 2011 และที่ Demand Media Larry ได้เจอ Joe Perez  ซึ่งปัจจุบันเค้าจะเป็นคนดูแลด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดของ Tastemade และ Steven Kydd ซึ่งเคยเป็นผู้ก่อตั้ง Demand Media เช่นกันและปัจจุบันดูแลเรื่องการดำเนินงานของ Tastemade ในต่างประเทศ  ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มก่อตั้ง Tastemade หลังจาก Demand media เข้าตลาดหุ้นในปี 2011 ซึ่งด้วยความรู้ความสามารถที่สะสมจากความสำเร็จของ Demand media นั้นทำให้สามารถนำมาปรับใช้กับ Tastemade ได้อย่างดี

Tastemade นั้นเริ่มขึ้นด้วยการที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนนั้นได้มาคุยกันหลังการนัดทานข้าวมื้อเย็น ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นมีความชอบในเรื่องอาหารและได้คุยกันเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งจากจุดเริ่มต้นไอเดียอาหารนี้เองทำให้ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มลองคิดว่าจะสร้างรายการอาหารออนไลน์ที่จะเข้าไปจับกลุ่มคนยุค Millenials ที่มีช่วงอายุ 18-34 ปี ซึ่งมีความสนใจในการที่อยากจะสร้างสรรค์ ทดลองหรือหาอะไรทำใหม่ ๆ และกระจายความสามารถตัวเองออกไป ซึ่งด้วยความคิดที่จะทำอาหารและการมองว่าอาหารเป็นภาษาสากลที่สามารถสื่อได้กับคนทั่วโลก และสามารถกระตุ้นให้คนนั้นอยากลองทำได้ด้วย

Tastemade เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ใน Youtube เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการทำอาหารต่าง ๆ ออกไป ซึ่งด้วยพลังของ Social Network ทำให้คลิปของ Tastemade นั้นถูกกระจายอย่างรวดเร็วอย่างทันที Tastemade วางตัวเองเป็นสื่อแนวใหม่ แทนที่จะเป็น MCN (Multi Channel Network) เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการสร้างสื่อที่สร้างมาสำหรับ Digital โดยเฉพาะ ให้คนในยุคดิจิทัลนั้นสามารถเสพได้โดยง่ายดาย ต่างจากรายการอาหารอื่น ๆ ที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองคนดูทีวีแล้วค่อยมาปรับเป็นออนไลน์ ซึ่งทำให้ไม่ได้รับความนิยม ซึ่งเมื่อเทียบกับ Foodnetwork ที่มีคนดู 500,000 คนบนทีวีต่อวัน แต่วิดีโอ Tastemade นั้นมีคนดูนับล้านคนได้เลยทีเดียว

วิธีการสร้างตัวเองของ Tastemade นั้นคือ Content Strategy ล้วน ๆ ตั้งแต่การเลือกทีมงานที่มาทำวิดีโอนั้น ล้วนแต่เป็นทีมทำวิดีโอมืออาชีพ ทั้งหมดมาจากสตูดิโอทีวีซึ่งตอนนี้มีทีมวิดีโอกว่า 70 ทีมในอเมริกา ซึ่งมีสตูโอถ่ายทำหลักที่ L.A. โดยใช้สตูดิโอเก่าของ MTV มาสร้างเป็นห้องถ่ายทำ 4 รายการและมีสตูดิโอทดลองชื่อว่า BUFFY’S STUDIO ซึ่งเป็นห้องถ่ายทำซี่รีย์ Buffy, the Vampire Slayer ที่จะลองทำ Content อาหารหลาย ๆ แบบโดย Producers จะเอาสูตรอาหารมาลองทำเป็นวิดีโอ และ editors ที่ทำงานอยู่อีกห้องจะเอาวิดีโอนั้นมาผลิตเป็นเวอร์ขั่นต่าง ๆ เช่นเวอร์ชั่นสำหรับ Youtube, Facebook, IG, Snapchat หรือ Apple TV เพื่อให้ได้ Content ที่สามารถเข้าไปอยู่ในสื่อแบบต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จของ Tastemade นั้นไม่ได้มาด้วยความบังเอิญเพราะทุกขั้นตอนนั้นมีการคิดมาอย่างเรียบร้อยว่าจะทำอะไรบ้าง ในทุกสัปดาห์ทีมงานจะต้องเอาสูตรอาหารมา Pitch เพื่อลงความเห้นว่าแต่ละวันจะมีสูตรอาหารอะไรที่จะถูกทำเป็นรายการออกไปบ้างซึ่งไม่แตกต่างกับรายการทีวีเท่าไหร่ สิ่งที่แตกต่างกันคือ Tastemade จะมีตำแหน่ง Recipe developers ซึ่งจะเป็นคนที่ดูข้อมูลวิดีโออาหารที่ออกไปว่ามีผลอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการดูทั้งบน youtube บน Facebook หรือการเลื่อนใน snapchat ว่าบ่อยแค่ไหน ซึ่งด้วยข้อมูลจะทำให้รู้ว่าวิดีโอสูตรแบบไหนที่คนนั้นดูน้อยและดูมาก จะมีการมาปรับปรุงส่วนผสมอาหารที่คนดูน้อยเข้ากับสูตรอาหารที่คนดูเยอะ ร่วมกับ “food stylists” ที่จะคอยบอกว่าอาหารแบบไหนควรจะออกมาหน้าตาอย่างไร และเมื่อถ่ายทำเสร็จวิดีโอทั้งหมดจะถูกเข้าไปทำ Post Production ต่าง ๆ ออกมาและถูกปรับแต่งให้เข้ากับ Platform ต่าง ๆ ก่อนปล่อยออกไป นอกจากนี้ Tastemade ยังได้ทดลองจนพบว่าวิดีโอความยาว 1 นาทีนี้คือความยาวที่เหมาะสมที่สุดที่จะเล่าเรื่องและให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด

นอกจากความรู้เรื่องการทำ Content Marketing ยังต้องนับการใช้พลังของ Data และพลังของ Social Network อย่าง Facebook ที่สามารถช่วยแชร์วิดีโอต่าง ๆ ได้ ทีมงานนั้นจะดูข้อมูลของคนดูต่าง ๆ ไม่ว่าจะวิว   Engagement การแชร์ในทุก ๆ Platform แล้วนำมาปรับปรุงในการสร้างประสบการณ์ของ App ให้ได้ดีที่สุด ซึ่งด้วยพลังของ Facebook จากการที่แค่มีคนติดตามเพียงแสนกว่าคนและยอดคนดูประมาณ 500,000 คนต่อเดือน ก็มีเพิ่มกว่า 2.5 ล้านแฟนและคนดูกว่า 165 ล้านอย่างมาก สิ่งที่ Tastemade นั้นเข้าใจคนดูคือการสามารถหยุดนิ้วคนดูให้อยู่ที่เนื้อหาตัวเองได้ ด้วยการถ่ายทำที่มีความสวยงาม Craft โดยเฉพาะภาพอาหารที่สำเร็จแล้ว หรือการใช้สถานที่สวย ๆ ในการถ่ายทำ

ความสำเร็จที่มาจากองค์ความรู้และทีมงานทำให้ภายในหนึ่งปีของ Tastemade มีสมาชิกที่ติดตามดูกว่า 12 ล้านคนต่อเดือนจาก 200 ประเทศและสามารถระดมทุนได้ 5  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2013 ระดมทุน Series B  ได้ 10 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกัน Series C ได้อีก 25 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 และ Series D  อีก 40 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 ซึ่งมาจาก Goldman Sachs ปัจจุบัน Tastemade มียอดคนดูกว่า 1.5 พันล้านวิวต่อเดือน มียอด active view กว่า 100 ล้านคนต่อเดือน ทั้งนี้เป้าหมายและหน้าที่ของทุกคนที่มาทำ Tastemade นั้นคือ การผลิต Content ที่ดีออกมาเพื่อตอบสนองคนดูในดิจิทัล

 

David Karp แห่ง Tumblr Startup พันล้านดอลลาร์ ที่เกิดจากการไม่พอใจในสิ่งที่ทำ

ถ้าคุณทำสินค้าเปลี่ยนโลกได้ออกมาได้และทำเงินได้หลายพันล้าน คุณจะทำหรือไม่ทำ นี้คือความคิดของ David Karp เจ้าของ Tumblr เว็บระดับ Billinonaire ที่ไม่อยากให้เว็บตัวเองเป็นธุรกิจ 

David Karp นั้นเติบโตในยุคที่คอมพิวเตอร์นั้นเริ่มบูม ในแถวเขต Bronx New York โดยแม่ของ David Karp เป็นครูและมีพ่อเป้นนักดนตรี ตั้งแต่เด็กนั้นแม่ของ David Karp ก็เห็นแววในตัวว่ามีอะไรพิเศษ จึงเอาลูกนั้นไปหาผู้ปกครองของนักเรียนตัวเอง ซึ่งผู้ปกครองนั้นคือ Fred Seibert ซึ่งทำงานที่ MTV และ Harna-Barbara นอกจากนี้เค้ายังมีบริษัท Animation ตอนนั้นเลยทำให้มีคอมพิวเตอร์มากมาย แม่ของ David Karp รู้ว่า David นั้นสนใจคอมพิวเตอ์รมากเลยขอให้ Fred นั้นอนุญาตให้ David มาเที่ยวและลองเรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้ไหม ซึ่ง Fred ก็ยินดี แรก ๆ นั้น David Karp ทึ่งกับการที่วิศวกรคอมพิวเตอร์ทำงานในบริษัทอย่างมาก และจากนั้นเขาก็เริ่มมาเป้นประจำ จนวันหนึ่งได้พูดกับ Fred ว่าเขาจะมาที่นี้ทุกวันได้แล้ว เพราะแม่ให้เริ่มเรียน Home School แทน ซึ่งการเรียน Home School ของเขานั้นยอดเยี่ยมมากจนสามารถเข้า MIT ได้ ซึ่ง David Karp คิดว่านี้จะเป็นหนทางที่จะทำให้เค้าเป็นสุดยอดวิศวกรคอมพิวเตอร์ในอนาคต ในระหว่างนี้เขาก็เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรียนเลขกับติวเตอร์ที่เป็นคนเขียนซอฟท์แวร์ไพ่ Poker และ Blackjack

Fred Seibert และ David Karp ตอนเด็กๆ ภาพจาก http://www.imgrum.net/user/jeromie.the.homie/374257711

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียน MIT David Karp นั้นเริ่มทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตที่เว็บไซต์พ่อแม่ชื่อ UrbanParent ซึ่ง CNET ซื้อไปและทำให้ David Karp นั้นมีเงินที่จะมาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง DavidVille ซึ่งในระหว่างนี้เขาได้รับคำขอให้ช่วยพัฒนาระบบ Blog จากบริษัท Fred ความคิด Tumblr ของ David Karp เกิดขึ้นในตอนนี้ที่พัฒนาระบบ Blog นี้เอง เขาเดินไปหา Fred และบอกว่าระบบที่กำลังทำนี้มันไม่ยุ่งยากไปเหรอ มันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ ซึ่ง Fred นั้นรู้ว่าสิ่งที่ David Karp บอกนั้นมันต้องมีอะไรแน่ แต่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร Fred จึงโทรหาเพื่อนนักลงทุนซึ่งมี Bijan Sabet จาก Spark Capital ทันที Bijan Sabet ได้เห็นตัวต้นแบบระบบ Blog ของ David Karp ตัว Bijan นั้นรู้เลยว่านี้จะพลิกโลกได้แน่นอน และบอกว่านี้จะกลายเป็นธุรกิจพันล้านได้ และนี้เป็นการเริ่มต้นของ Tumblr ขึ้นมา

Bijan Sabet และ David Karp

แต่ David Karp นั้นไม่สนใจ เพราะเค้าไม่อยากให้ใครรู้จักในฐานะนักธุรกิจ และมองว่า tumblr เป็นแค่เครื่องมือที่เขาอยากทำขึ้นมาแก้ปัญหาและทำให้เขาทำงานได้สบายขึ้นเท่านั้น Bijan Sabet ใช้เวลากว่าช่วงฤดูร้อนปี 2007 ในการโน้มน้าวให้ David Karp นั้นทำธุรกิจจาก Tumblr และให้เขาได้ลงทุนในนั้น ซึ่ง Bijan ยื่นข้อเสนอว่า 3 ล้านเหรียญให้ แต่ David กลับบอกว่าเงินมันเยอะเกินไป และกลัวแรงกดดันที่จะได้กลับมา ซึ่งในที่สุดข้อตกลงในการร่วมทุนครั้งแรกนั้นอยู่ที่ $750,000 Tumblr ก็ตั้งขึ้นมาโดยมีพนักงานเพียงคนเดียว หลังจากผ่านไปปีแรกจึงมีพนักงานคนที่ 2 และปี 2008 ถึงมีพนักงานคนที่ 3 ซึ่งทำงานข้ามรัฐกัน (ใช้เวลากว่าปีกว่าจึงได้เห็นหน้าพนักงานคนที่ 3) ทั้งนี้ David Karp คิดว่าบริษัทเค้าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานมากมาย และเขาสามารถจัดการ tumblr ได้ด้วยพนักงาน 4 คนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว tumblr นั้นมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผู้ใช้ 6 หลักเป็น 7 หลัก และมีปัญหาเรื่องความเสถียร จึงต้องทำการเพิ่มพนักงานขึ้นมาโดยปริยาย David Karp นั้นไม่ชอบบริหารบริษัทแม้ว่าจะทำได้ก็ตาม เพราะชอบที่จะทำงานอยู่กับการพัฒนา Product และให้วิศัยทัศน์ทีม ซึ่งทำให้ investor นั้นต้องหาคนที่จะมาบิหารหรือช่วยงานบริหารเสมอ

Tumblr Team: David Karp, Jacob Bijani, Peter Vidani

David Karp นั้นเกลียดการหากินกับข้อมูล User อย่างมากและเกลียดการทำ Digital Advertising ในปัจจุบัน เขาเคยออกบทความโจมตีเรื่องการทำโฆษณาออนไลน์มา และบอกว่าวิธีหาเงินเข้า Tumblr ของเค้านั้นดีกว่า ซึ่งรายได้ของ Tumblr นั้นมีมาหลากหลายรุปแบบและผู้ใช้เองก็สร้างรายได้ตรงนี้ได้ ตั้งแต่การขาย theme tumblr ไปจนถึงขาย Content ไปทำรายการ TV เลยก็มี David Karp มองว่างบโฆษณากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ลง TV ไปนั้นถ้าสามารถเอามาทำ Digital Content ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้ก็จะดี David Karp มองว่าโฆษณาที่ Facebook, Google ทำนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของผู้บริโภค แต่ไปจับเอา Moment ของการที่จะอยากได้แล้ว ส่วนที่ David Karp มองคือการทำ Brand Advertising ที่จะสร้างอารมณ์และความคิดต่อผู้บริโภคในการต้องการแบรนด์นั้นขึ้นมา เหมือนดังที่ Series Madmen หรือโฆษณาใน Superbowl ทำ (เมื่อ Yahoo ซื้อไป David Karp ก็ไม่ได้หาประโยชน์จาก User เลย นักการตลาดจะเลือกซื้อได้เพียงเพศและอายุเท่านั้น)

ทั้งนี้ David Karp เลยเปิดตัวระบบโฆษณาของตัวเองโดยให้นักการตลาดนั้นสามารถมาสร้าง Content ของตัวเองใน tumblr และซื้อระบบการโปรโมท Content นั้นออกไปใน Spotlight ที่เป็นการแนะนำ blog หรือ Radar ที่เป็นระบบที่กองบรรณาธิการแนะนำ blog ขึ้นมา โดยสามารถเข้าถึงได้กว่า 120 ล้าน imp และขายที่ CPM ละ $4-$7 ทั้งนี้ทาง Droga5 ได้ลองใช้แล้วกับแบรนด์ Kraft และพบว่าได้ผลดีกว่า Facebook มาก นอกจากนี้ระบบ Ads นี้ ทาง Mark Cuban เจ้าพ่อธุรกิจและนักลงทุนยังได้กล่าวแนะนำระบบ Ads Tumblr มากกว่า Facebook ด้วย ซึ่ง Tumblr นั้นเติบโตจนถึงขั้น Yahoo ซื้อไปมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดย David Karp มีหุ้น 25% ในนั้นได้เงินไปกว่า 250 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้หลังจากซื้อ Yahoo ยังให้ David Karp บริหารต่อโดยให้เซนต์สัญญาต่อ 4 ปีแลกกับ หุ้นและเงินสด ซึ่งเป็นมูลค่ากว่า 81 ล้านดอลลาร์

Apartment ที่เรียบง่ายของ Karp

ทั้งนี้ David Karp ก็ยังใช้ชีวิตแบบสมถะมาก เค้ามีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก (ครึ่งนึงของตู้เสื้อผ้า) มีเตียงนอน ห้องนั่งเล่นที่มีเพียงโซหาและทีวี และมอเตอร์ไซต์อีก 3 คันที่ไว้ขับผ่อนคลาย (สมบัติหรูอย่างเดียวคือ ครัว ซึ่งเป็นของแฟนที่เป็นเชฟฝึกหัดอยู่) ซึ่งเค้าเกลียดการสะสมสมบัติต่าง ๆ มากและมักเดินทางไปไหนด้วยกระเป๋าเป๋เล็ก ๆ เพียงใบเดียว (David Karp บอกว่าเป็น Jason Bourne Styles) David Karp ยังบอกอีกว่า “เค้าไม่คิดว่า ตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้”

David Karp กับเป้ของเค้า
 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 2 #AWnewyork

จากตอนแรก เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 มาวันนี้จะมาต่อในวันที่ 3 และ 4 กัน

ในวันที่ 3 นั้นเป็นวันที่ผมเริ่มเหนื่อย ๆ จากการวิ่งไปมาระหว่างสัมมนาแล้ว และประกอบกับการเดินเยอะมากในการใช้เวลาทั้งเช้าและเย็นที่เหลือในเมือง New York ทำให้เริ่มไม่อยากเดินไประหว่างสถานที่ไกล ๆ และเริ่ม Information overload แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไปฟังเพื่อให้คุ้มค่ากับที่มา ซึ่งในตอนเช้าสถานที่ต่าง ๆ ก็มีขนมนมเนยเตรียมต้อนรับใน Session เช้า และมีกิจกรรมให้เล่นได้ของแจกมากมายอีกเช่นเคย 

ซึ่งหัวข้อวันที่ 28 นี้มีดังนี้

ซึ่งหัวข้อในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทรนด์ที่กำลังจะมาไม่ว่า Programmatic, VR, Data และ Cognative Marketing ทั้งนี้โดยสรุปหัวข้อในวันนี้

  • The Next Era of Programmatic เป็นการเล่ามุมมองว่ายุคหน้าของ Programmatic นั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้เอาเข้าจริงแล้ว Programmatic ที่ใช้ ๆ กันมันแค่ระยะเริ่มต้นของยุคการซื้อสื่อแบบ Programmatic แต่ในยุคนี้คือจะควบรวมตั้งแต่สื่อนอกบ้าน ทีวี วิทยุ และสื่อในร้านต่าง ๆ ออกมาเป็น Programmatic ผนวกกับข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสร้างสื่อที่เข้าไปตรงความต้องการผู้บริโภคและดูแลผู้บริโภคได้ทันที
  • The Virtual Reality Audience Explained. เป็นการเล่าถึงกระแสของ VR นั้นกำลังมาแรง และตอนนี้ VR นั้นอยู่ในระยะเริ่มต้นของเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมภาพยนต์นั้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทยักษ์ร่วมลงเงินตั้งกองทุนไปลงทุน Startup ด้าน VR ต่าง ๆ หรือทำบริษัท Content ขึ้นมา โดยคาดการณ์ว่า VR จะกลายเป็นอุปกรณ์บันเทิงรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้เหมือนโทรศัพท์ในยุคนี้
  • Fox NFL Town Hall อันนี้มาเล่าเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing ของ Fox ว่าสามารถใช้ Sport Marketing มาช่วยทำการตลาดได้อย่างไร และมีผลอย่างไรต่อธุรกิจขึ้นมา โดยมีนักกีฬาและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างการแข่งขัน พร้อมผู้ชมนับล้านที่ดูรายการอยู่
  • A Dispatch from the Future of Search เป็นการมองอนาคตของ Search ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ Search อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถ Suggestion ความต้องการของเราโดยอิงจากพฤติกรรมที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคเข้าไป สามารถนำไปผนวกกับการ communication ระหว่างคนกับ Machine ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • Big Data, Great Creative เป็นการเอาข้อมูลของ Data ที่เก็บได้มาสร้างเป็น Insight เพื่อสร้างงาน Creative ที่ตรงใจผู้บริโภคออกมา เป้นการผนวกระหว่างศาสตร์ของ Data เข้ากับความต้องการของครีเอทีฟเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงานเจ๋ง ๆ มาได้
  • Adventures in Venturing การเล่าเรื่องของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ และทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ จากธุรกิจเดิม ๆ ได้ขึ้นมา
  • Digital Transformation in the Cognitive Era เป็น Session  ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่หุ่นยนต์นั้นสามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคนี้เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วมีสิทธิ์ที่จะตายลงอย่างรวดเร็ว
  • AB InBev: Experiential Marketing เป็น Session สุดท้ายของวันที่นักการตลาดต่างชื่นชอบ เพราะมีการแจกเบียร์สด Stella Artois ให้ดื่มในระหว่างฟังแถมแก้วกลับไปด้วย มีถึงขั้นพูดว่า “The session is fuckin awesome!!”  ซึ่งเป็น session ที่ head of marketing ของ  Stella Artois มาเล่าการทำการตลาดผ่าน Sesory marketing และ Experience marketing เชื่อมระหว่าง Digital, Data และ Creative  เข้าด้วยกัน

งานในวันสุดท้ายมี Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มสมาธิหลุดแล้ว เพราะรู้เหนื่อยกับการรับข้อมูลต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

  • The Business Reality behind Virtual Reality เป็นการมาเล่าถึงธุรกิจที่จะอยู่เบื้องหลัง VR ต่าง ๆ ว่าจะมีตั้งแต่ผู้ผลิต Platform, ผู้พัฒนาระบบที่จะเข้าไปใน VR, บริษัท Content และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่มากมายและกำลังมีความสนใจอย่างสูงมากอีกด้วย
  • Disrupt the Disruptors: How Companies Can Inoculate Themselves Against Disruption เป็นการเล่าถึงว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดในภาวะ Disruption นี้ได้อย่างไร มีความน่าสนใจในวิธีการทำงานที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปได้
  • Turning Gamers Into Shoppers เป็น Session ที่เล่าถึงพลังของการใช้เกม เพื่อดันการตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าของนักการตลาดขึ้นมา ซึ่งกลุ่มเกมนี้กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีความสนใจสูงต่อ Content ที่ออกมา
  • Where Content Meets Commerce เล่าเรื่องถึงการต้องทำ Content เพื่อสร้างให้เกิดการทำการขายสินค้าในออนไลน์ในยุคนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะ nurture คนให้ไปซื้อสินค้าได้
  • Ask the CMOs: Is the AOR DOA? เป็น Session สุดท้ายของวันที่คนน้อยมากที่จะเข้าฟังแล้ว แต่เป็น Session ที่ดีที่พูดถึงว่า agency กับลูกค้าในยุคหน้าจะทำงานกันอย่างไร โดยรวมคือ Agency จะกลายเป็นการร่วมมือของ Specialist agency มาแทน full service agency เพราะลูกค้าต้องการได้คนทำงาน expert มาร่วมทีมกัน และทำงานที่ดีที่สุดให้ลูกค้าขึ้น

ทั้งนี้  advertising week ที่ไปครั้งนี้ทำให้ผมได้รับไอเดียและเปิดภาพวิธีการทำงานของต่างประเทศและเทรนด์ที่โลกกำลังหมุนไป ซึ่งสามารถเอากลับมาใช้ในงานได้อย่างดี สำหรับปีนี้ผมมีแผนที่จะไป SXSW และ advertising week อีกเช่นกัน

 
 

Pejman Nozad จากคนหนีวีซ่า ไม่มีเงิน ไม่มีปริญญา ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ มาขายพรม จนเป็น VC ชื่อดังของ Silicon Valley 

American Dream นั้นคงเป็นเรื่องจริงในที่นี้กับชายวัยกลางคนที่ชื่อ Pejman Nozad ที่มาตั้งรกรากที่อเมริกา รัฐซานฟรานซิสโก จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรติดตัวมา แต่ตอนนี้เค้ามีเป็นเศรษฐีพันล้าน จากการลงทุนใน Startup และเป็น Match Maker ชื่อดังของ Silicon Valley

Pejman Nozad เกิดที่อิหร่าน และเติบโตในช่วงยุคปฏิวัติระบอบกษัตริย์ ซึ่งในปี 1980 ครอบครัวได้ลี้ภัยไปที่เยอรมันนี และตัวเขาเองนั้นหวังว่าจะตามไปหลังจากออกจากการเกณฑ์ทหารแล้ว และหวังว่าจะออกมาเป็นนักฟุตบอลตามความฝันของตัวเอง เมื่อหลุดจากการเป็นทหาร เขาก็ได้ตามเครอบครัวมาอยู่เยอรมันนี พี่ชาย Pejman Nozad อยากไปอเมริกามากและไปขอวีซ่าทุกวัน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธทุกวัน เมื่อ Pejman Nozad มาอยู่เยอรมันนี พี่ชายเขาก็ชวนไปขอวีซ่าด้วยกัน โดย Pejman Nozad ได้ถูกถามเรื่องเล่นฟุตบอล แล้วก็ได้วีซ่านักข่าวมา หลังจากนั้น 2 เดือนเขาก็บินมุ่งตรงไปที่ San Francisco โดยมีแค่เงิน 700$ ในตอนนั้น พูดอังกฤษได้ไม่กี่คำ และรู้จักลุงที่อยู่ที่นั้นคนเดียว

เมื่อมาถึงเขาก็เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นเด็กล้างรถ ที่ร้านล้างรถของคนอิหร่าน จากนั้นก็มาทำงานที่ร้านกาแฟ ร้านโยเกิร์ต แล้วก็ย้ายงานมาทำร้านอาหารเม็กซิกัน จากนั้นก็เป็นยาม เขาใช้เวลาในกลางคืนเพื่อเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และอาศัยที่ห้องเล็ก ๆ ที่เป็นห้องเก็บกระดาษเช็ดปาก เมล็ดกาแฟและถ้วยกาแฟ โอกาสในชีวิตของเขาเริ่มต้นเมื่อเห็นโฆษณาร้านขายพรม ต้องการรับสมัครพนักงานขาย เขาจึงติดต่อไปขอเป็นพนักงานขาย ทางร้านถามว่าเคยขายอะไรมาไหม ทาง Pejman Nozad บอกว่า “ไม่เคย แต่ขอโอกาสให้เขาได้ลอง คุณจะปฏิเสธคนคนนึงที่คุณยังไม่เคยได้เจอเลยเหรอ” นั้นทำให้เขาได้รับงานที่ร้านขายพรมในที่สุด และเรียนรู้ว่า “คุณไม่สามารถจะได้อะไร ถ้าคุณไม่เรียกร้องมัน”

หลังจากที่ 15 ปีที่อยู่อเมริกา Pejman Nozad กลายเป็นสุดยอดนักขายพรมของร้าน สร้างรายได้ให้ร้านมากกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งสำคัญไปกว่านั้นเขามีพรสวรรค์ในการหาโอกาสอย่างมาก วิธีการขายพรมของเขานั้นจะไม่ขายที่ร้านตั้งแต่แรก แต่เขาจะขอไปพบลูกค้าที่บ้านด้วยการเอาพรมไปด้วย 20 ผืน ซึ่งก่อนที่เขาจะไปเขาจะศึกษาลูกค้าอย่างดีว่าเป็นคนแบบไหน หรือชอบอะไร ผ่าน Google และสามารถสร้างการขายพรมด้วยการเจรจาในเรื่องชีวิตของผูซื้อเช่นอาชีพ การทำงาน ซึ่งด้วยวิธีนี้เองทำให้เขาเข้าไปถึงออฟฟิสของ VC และผู้ประกอบการชั้นนำได้ จนรู้จักไปทั่ว เมื่อมี Connection มากมาย เขาจะใช้ร้านขายพรมที่เขาทำงานจัดปาร์ตี้สังสรรค์กันระหว่าง VC และผู้ประกอบการ แต่ตอนนี้เขาเองนั้นก็ไร้ทรัพย์สินที่จะสามารถชวนให้คนลงทุนผ่านเขาได้ คนที่มาช่วยเขาในครั้งนี้คือเจ้าของร้านขายพรมที่เห็นเหตุการณ์ในปาร์ตี้ทั้งหมด และอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนักลงทุน ซึ่งทำให้เจ้าของร้านลงทุนทำ Investment fundในปี 1999 ด้วยเงิน 2 ล้านดอลลาร์และ Pejman Nozad ลงเงินไป 2 แสนดอลลาร์ โดยกองทุนนี้ชื่อว่า Amidzad และลงทุนแบบหุ้นเล็ก ๆ ที่ VC ใหญ่ๆ ไม่สนใจ

สายตาอันเฉียบแหลมของ Pejman Nozad นั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาไปลงทุนใน Startup ชื่อ Danger ซึ่งมีบิดาของ Android อย่าง Andy Rubin เป็น Cofounder การลงทุนนี้เกิดขึ้นเพราะ Pejman Nozad ขายพรมในราคา 5000$ ให้ Andy และเมื่อคุยกันไปมา แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่า Danger ทำอะไร แต่ก็เซ็นต์เช็คไป 400,000$ ซึ่งสุดท้ายบริษัท Microsoft ซื้อไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยการที่ Pejman Nozad มีหุ้นเล็กน้อยในนั้น ทำให้เขาไม่ได้ผลประโยชน์อะไรมากนัก ซึ่งบทเรียนนี้ทำให้เขาจะไม่เจรจาอะไร ถ้าไม่มีคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาและเขาชอบไปเจรจาหรือลงทุนด้วย ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ Babak “Bobby” Yazdani คนที่ลงทุนใน Google และ Salesforce.com ซึ่งเขาก็รู้จัก Bobby ผ่านทางการขายพรม และแนะนำให้ไปรู้จักคนดีไซน์ Chip คอมพิวเตอร์ และกำลังมีไอเดียทำ Startup ทาง Bobby ก็ไม่ปฏิเสธ และหลังจากนั้นเขาก็ลงทุนร่วมกับ Pejman Nozad อีก 8 บริษัท ด้วยวิธีนี้ทำให้เขามี VC มากมายที่มาร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน

วิธีการที่เขาสามารถทำให้ผู้ประกอบการนั้นยอมให้ Pejman Nozad ไปลงทุนได้นั้นเป็นวิธีที่ไม่ธรรมดาที่ต่างจากที่อื่นทำ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้รถ Mitsubishi Mirage กับภรรยา Founder Startup ที่เพิ่งย้ายมาจากอิสราเอลและถังแตก ซึ่งเมื่อเขาช่วยแล้วปรากฏว่าเขาก็ได้หุ้นบริษัทมา อีกครั้งหนึ่งเขาเคยจากเงินค่าขนย้ายบ้านให้กับ Founder Startup อีกรายที่จะย้ายจาก Texas มาอยู่ที่ Palo Alto

Pejman Nozad นั้นใช้วิธีนี้ในการลงทุนของตัวเองชื่อ PejmanMar Ventures และ Match Making ให้เกิดขึ้นปัจจุบันเขามีหุ้นในการลงทุนกับ Dropbox, Palantir, Addepar, Backplane และปัจจุบันเขาก็ยังก็ตั้ง VC ของตัวเองเพื่อลงทุนเอง พร้อมยังเปิดร้านขายพรม และ Gallery พรมเพื่อเป้นที่ใช้ทำ Business Matching เหมือนเดิม และยังมี Party ที่เขายังจัดอยู่เป็นประจำทุกวัน

Pejman Nozad บอกว่าเวลาเขาเลือกลงทุน เขาไม่ได้เลือกที่บริษัทหรือว่าจะทำอะไร เขาเลือกลงทุนในคนที่มหัศจรรย์ตั้งหาก

 

Palantir บริษัท Startup ทำ Data ที่หน่วยข่าวกรองยังต้องใช้

คุณรู้ไหมว่าการทำข่าวกรองผ่านดิจิทัลในปัจจุบันนั้นมาจากบริษัท Startup รายหนึ่งที่ชื่อว่า Palantir ซึ่งบริษัทนี้มีลูกค้าเป็น CIA, NSA, FBI, กองทัพสหรัฐ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ สำนักข่าวและธนาคารใหญ่ ๆ ซึ่งบริษัทนี้จะทำการรบรวมข้อมูลจากดิจิทัลทั้งหมด มาวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงและสรุปเป็นรายงานออกมา

Palantir ก่อตั้งขึ้นโดย Peter Thiel เจ้าพ่อ Paypal คนหนึ่งซึ่งหลังจากขาย Paypal ได้แล้วก็เอาเงินส่วนหนึ่งมาก่อตั้งทำ Palantir โดยให้องค์ความรู้ในการทำ Paypal ในเรื่องการกันการฉัอโกงมาพัฒนาต่อ โดยชื่อ Palantir นั้นมาจากหินเวทย์มันต์ Palantíri ที่เอาไว้คอยสอดส่องโลกและเพื่อน ใน Lord of the ring (อันที่ซารูมานใช้คุยกับเซารอนนั้นละ) ซึ่ง Thiel ได้ลงเงินตัวเองไปกว่า 40 ล้านดอลลาร์ในการก่อตั้งขึ้นมา และหวังว่าบริษัทจะสามารถเข้าไปช่วยจัดการเหตุการณ์ 9/11 ได้

Venture Capitalist Peter Thiel in his offices at the Presidio in San Francisco, Calif., on Tuesday, Sept. 30, 2014. Thiel, who cofounded PayPal with Max Levchin and Elon Musk recently released a book called Zero to One, a how-to for building startups. (John Green/ Bay Area News Group)

พอปี 2004 Peter Thief ได้ชวน Alex Karp เพื่อนสมัยเรียนมาเป็น CEO เพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือได้ Alex Karp นั้นเรียนจบปริญญาเอกด้านปรัชญา และเป็นนักลงทุนตัวยงที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยภาพลักษณ์ CEO นี้เองที่ทำให้ดึงดูด Angel Investor จากยุโรปมาได้ แต่นักลงทุนอเมริกานั้นกลับไม่อยากร่วมด้วย ซึ่งครั้งนึงเค้าเคยถูก Michael Moritz Chairman ของ Sequoia ก่อกวนตลอดการประชุมและถูกผู้บริหาร Kleiner Perkins สั่งสอนกว่าชั่วโมงครึ่งในความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นของบริษัท

Alex Karp

แต่ Alex Karp ไม่ยอมแพ้เพราะจากนั้นบริษัท Palantir ได้เงินลงทุนกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก In-Q-Tel ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของ CIA ที่ให้เงินมาลงทุนสร้างบริษัทที่จะทำเรื่อง Big Data นี้ในการจัดการอาชญากรรมและข่าวกรองทั้งหลายออกมา ตลอดปี 2005-2008 CIA นั้นเป็นลูกค้ารายเดียวของ Palantir และด้วยความช่วยเหลือของ CIA ทำให้ซอฟท์แวร์ของนั้นสมบูรณ์แบบขึ้น โดยซอฟท์แวร์จะทำการเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ผ่านเครื่องมือในดิจิทัลทั้งหมดมาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นกล่องวงจรปิด Social Media การโทรศัพท์ การใช้งานอินเทอร์เนต ซึ่งด้วยเครื่องมือนี้สามารถช่วยทหารจากสงคราม ช่วยสงครามยาเสพติด และติดต่อโจรหรือผู้ก่อคดีมาแล้ว (ครั้งนึงด้วยซอฟท์แวร์นี้ สามารถช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัวได้ทันที)

ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของ Alex Karp ก็สามารถดึงดูดวิศวกรคอมพิวเตอร์เก่ง ๆ มาทำงานด้วย แถมสร้างวัฒนธรรมเฉพาะที่บริษัทขึ้นมา โดยเรียกที่สำนักงานว่า “the Shire” ตาม Lord of the ring พนักงานที่ทำงานที่นี้สามารถเอาหมา มาเลี้ยงได้ ทุกคนชอบใส่เสื้อบริษัทมาทำงานและแทบจะกินนอนที่บริษัทกันเลยทีเดียว

ในปี 2010 บริษัท Palantir ก็ได้ลูกค้าเอกชนรายแรกคือ JPMorgan เพราะทาง NYPD แนะนำให้ทางธนาคารลองใช้เพื่อกันการฟอกเงินหรือป้องกันการเจาะจากแฮคเกอร์ รวมทั้งตรวจสอบธุรกรรมน่าสงสัยหรือธุรกรรมที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสถานะการเงินธนาคารได้ ซึ่งทำให้ Palantir ต้องไปเช่าโรงแรมและให้พนักงานทำ Software ที่ Customise ให้ธนาคารและปัจจุบันทำให้ภาคธนาคารหลายรายที่มาใช้จนต้องตั้งออฟฟิสที่นิวยอร์ค และเรียกสาขานี้ว่า “Gotham” และตกแต่งออฟฟิสสไตล์ Batman อีกด้วย

บริษัท Palantir จะคิดค่าติดตั้งการใช้งานนั้นประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รายเดือนตามมา ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งอย่าง IBM, Booz Allen, Lockedheed Martin อย่างมาก ติดตั้งไว แถมทำงานได้เร็ว แสดงผลได้แม่นยำกว่าอย่างมาก บริษัทตอนนี้มีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ และมีรายได้กว่า 450 ล้านดอลลาร์ในปี 2013

Palantir ถูกตั้งคำถามในการทำงานหลายรอบในเรื่องจริยธรรมและเคยมีเหตุการณืข้อมูลหลุดไปยัง Wikileaks โดยพนักงานตัวเอง เพราะไม่พอใจในการบังคับใช้จริยธรรมในองค์กรที่หละหลวม จนทำให้ Alex Karp ต้องตั้งสาย hotline ชื่อ Batphone ให้พนักงานโทรแจ้งงานที่อาจจะละเมิดจริยธรรมเพื่อที่จะให้บริษัทพิจารณาปฏิเสธไม่ทำงานนั้นได้ เช่นการทำงานให้บริษัทบุหรี่

บริษัท Palantir นั้นมีที่ปรึกษาเป็น อดีตหัวหน้าผู้อำนวยการ CIA และ Condoleeza Rice ที่เคยเป็นที่ปรึกษาความมั่งคงให้ประธานาธิบดี และซอฟท์แวร์นั้นเคยกล่าวขวัญว่าเป้นซอฟท์แวร์ที่ CIA ล่าตัว Osama Bin Laden มาได้ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม Alex Karp บอกว่าสิ่งที่บริษัททำไม่ได้ละเมิดกฏหมายในตอนนี้แต่ก็อาจจะไม่ได้ดีไปทั้งหมด

ปล. ตอนนี้ Alex Karp ต้องมี Body guard ดูแล 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นทีมบอดี้การ์ดทหารรับจ้างจากอดีตหน่วยนาวิกโยธินมาดูแล เพื่อป้องการจู่โจมจากพวกหัวรุนแรงและพวกก่อการร้าย

 

Aaron Levie แห่ง Box.com ชายผู้อยากเป็น Oracle แห่งยุคนี้

ถ้าคุณเพิ่งได้ Seed Funding มา 106 ล้านดอลลาร์ คุณจะบอกกับ VC ว่าจะระดมทุนเพิ่มอีก 50 ล้านดอลลาร์เลยไหม นี่คือประวัติอันหน้าทึ่งของ Startups พันล้านดอลลาร์อย่าง Box.com นี้เป็นสิ่งที่ Founder Box.com Aaron Levie ทำ เค้าไม่สนใจเลยว่าจะผ่าน Funding มากี่รอบแล้ว เค้าสนใจแค่ว่าเค้าต้องการระดมทุนเพื่อเอามาทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จคือการเปลี่ยนโลกของ Enterprise โดยอยากเป็น Oracle ใหม่ในยุคนี้

Aaron Levie เติบโตในย่านชนบทของวอชิงตัน ในยุคที่ Netscape เปิดตัว ทำให้เค้าได้ลงไปจับโลกของ Internet ในยุคแรก ๆ เลย Aaron Levie เล่นอินเตอร์เนทในยุคนั้นจนถึงตีสองเกือบทุกวัน และตอนนั้นเค้าก็มีเริ่มมีไอเดียธุรกิจแล้ว โดย Aaron Levie เพิ่งมีอายุ 10 ปี และมักเอาไอเดียธุรกิจ มา Pitch กับพ่อแม่ทุกวัน และหลาย ๆ ครั้งก็กลายเป็นไอเดียที่น่าสนใจ Aaron Levie เริ่มทำ Startup มาตั้งแต่มัธยมและผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วน ทำให้เค้าได้บทเรียนทางธุรกิจมากมาย จนเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ขณะที่เรียนวิชา Marketing อยู่นั้น Aaron Levie ได้ Aha moment ในการเรื่องตลาดองค์กรขึ้นมา ทำให้เค้าได้ไอเดียว่าอยากจะทำธุรกิจกับตลาดองค์กร ซึ่งนั้นคือการเปลี่ยนตู้เอกสารทุกอันในออฟฟิส มาเป็นระบบ Cloud Storage ของตัวเอง

ด้วยไอเดียนี้เค้าชวนเพื่อนที่รู้จัก Dylan Smith มาเริ่มทำ Startup ตัวนี้โดยใช้เงินลงทุน 15,000$ ที่ได้จากการเล่น Poker Online มาเช่า Servers และเริ่มโทรหากับส่งแนวความคิดไปให้ VC หลายคน ซึ่งทุกคนปฏิเสธหมด ยกเว้น Mark Cuban ซึ่ง Mark Cuban ตอบตกลงและให้เงินมา 350,000$ โดยแลกกับหุ้น 30% เมื่อทั้ง 2 ได้เงินแล้ว จึงดรอปการเรียนจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าสู่ Sillicon Valley แทน เมื่อถึง Sillicon Valley ทาง Aaron Levie เริ่มคิดถึง Model Business ว่าจะเป็นแบบไหน โดยเค้าค้นพบว่าคนนั้นไม่ยินดีที่จ่ายเงินในการใช้ครั้งแรก โชคดีที่มีวิชา คณิตศาสตร์ออกมา Aaron Levie ค้นพบเค้าสามารถให้ GB แรกฟรีได้ และขอให้มีเพียง 3% ของผู้ใช้ upgrade มาจ่ายค่าสมาชิกในการใช้งานที่ 2.99$/GB ซึ่งคุ้มต้นทุนที่อยู่ใน 1$/GB ทำให้เค้าได้ Model Frremium ออกมา แต่ Mark Cuban นั้นไม่พอใจ ที่เงินนั้นจะต้องถูกจ่ายไปเพื่อให้คนลองฟรี

Mark Cuban ขายหุ้นทิ้งให้ Draper Fisher Jurvetson ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนไปในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์ (ถ้าตอนนี้หุ้นนี้จะมีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์) แต่ Box ก็ยังไม่โตและมีรายได้ที่ยังไม่มากนักสักที และผู้ใช้บริการนั้นก็ต่างเรียกร้อง Feature ใหม่ ๆ ออกมา สิ่งที่ Aaron Levie ทำคือการโทรหาลูกค้าแต่ละรายว่าอยากได้ Feature อะไรที่ทำ ให้จ่ายเงินมากขึ้น ลูกค้าทุกคนต่างบอกว่าคือการมี “Security Features” และ “Dashboard” ว่าพนักงานแต่ละคนใช้งาน storage ไปเท่าไหร่

นี้เป็น Aha moment ที่ 2 ที่เค้ารู้สึก Aaron Levie รู้ตัวว่า Target ผิดที่และคู่แข่งที่สำคัญที่น่าจะเป็นคือ Microsoft Share point ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในตลาดองค์กร แต่เค้าไม่มีเงินที่จะมาสร้างและทุ่มเทในการทำ Features นี้ Aaron Levie ตระเวณหา VC เพื่อมาลงทุนเป็นเวลา 2 ปี จนได้ VC ลงเงินอีก 6 ล้านดอลลาร์ทำให้สามารถพัฒนา Features ได้มากมาย จากนั้นในปี 2010 ปีที่ iPad เปิดตัว Aaron Levie นั่งดู Keynote ของ Steve Jobs และเห็นการเปิดตัวของ iPad นี้ สิ่งที่เค้าเห็นทำให้เกิด Aha moment ที่ 3 นั้นคือ ผู้บริหารทุกคนต้องใช้ iPad ในการทำงานอย่างแน่นอน และ Box.com ต้องทำบริการลงบน iPad เค้ารีบอีเมล์ปลุก Engineer ทุกคนในคืนนั้นและทำ Box.com ในเวอร์ชั่น iPad ออกมา ซึ่งในเวลาเดียวกัน P&G กำลังจะใช้ iPad กับพนักงานกว่า 18,000 คนในการทำงาน ทำให้ Box.com เข้ามาในจังหวะที่พอดี และจาก P&G นี้ก็เปิดประตูสู่บริษัทอื่นต่อไป

ด้วยการมาของ Box.com นี้ทำให้ตลาด Enterprise นั้นต่างเร่งปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด เจ้ายักษ์ใหญ่ทุกคนต่างเร่งกว้านซื้อบริการมาให้บริการแบบ Freemiumตอนนี้ Box.com นั้นกลายเป็น Cloud Storage ของ Enterprise ในระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เค้ายังเป็นนักเรียนอยู่เสมอ Aaron Levie ชอบส่งอีเมล์ไปคุยกับผู้บุกเบิกวงการ Tech ดัง ๆ ต่าง ๆ โดยขึ้นหัวอีเมล์ว่า “ขอรบกวนเวลา 1 ชั่วโมงคุยกับผมได้ไหม”

 

Evan Spiegel กับ Snapchat ผู้ซึ่ง Mark Zuckerberg มองเป็นคู่แข่งและภัยของ Facebook 

ชายอายุ 23 ต้น ๆ ที่สร้าง Platform ที่เปลี่ยนโลกได้อีกคน และทำให้คนอเมริกันหลายสินล้านคนเปลี่ยนจากการใช้ Facebook มาใช้ Platform นี้แทน และปฏิเสธการเข้าซื้อของ Facebook และถูก Mark Zuckerberg ขู่มาแล้ว นี้คือ Evan Spiegel ผู้ทำ Snapchat ออกมา

Evan Spiegel นั้นมีประวัติที่คล้าย ๆ Mark Zuckerberg อย่างมาก เพราะครอบครัวเขาเกิดมาโดยมีแม่เป็นนักกฏหมายจาก Harvard และพ่อเป็นนักกฏหมายจาก Yale ซึ่ง Evan Spiegel เข้าเรียนก็ได้คอมพิวเตอร์นี้ละที่แก้เบื่อออกมา และสามารถสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกได้ตอนปอ 6 และเริ่มเรียนรู้การใช้ Photoshopพอขึ้นมอปลายก็เริ่มมีบุคลิกภาพแบบ Mark Zuckerberg เพราะพ่อกับแม่เขานั้นหย่ากัน ทำให้เขาเริ่มมี Tactics ในการเรียกร้องกับพ่อแม่ เช่นการไปเที่ยว หรือการขอรถ BMW 550i มาใช้ ซึ่งถ้าไม่ได้เขาจะไปอยู่กับผู้ปกครองอีกฝั่ทันที ซึ่งทำให้พ่อของเขาซื้อให้ทันที และเขาก็อาศัยกับพ่อจนถึงเรียนมหาวิทยาลัย Evan Spiegel เข้าเรียนที่ Stanford ในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่นี้เขาได้เจอ Murphy ที่เรียนสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะกลายเป็นคนที่ก่อตั้ง Snapchat ในอนาคตเช่นกัน ซึ่งในระหว่างการเรียนที่ Stanford Evan Spiegel ก็ฉายแว่วจนได้รับโอกาสทำงานที่ Intuit ในเรื่องการทำระบบ Txtweb และเรียนรู้เรื่อง Content และ Murphy ก็ทำระบบในการปรึกษาผู้ปกครองในการดูแลการศึกษาให้เด็ก

จุดเริ่มต้นของ Snapchat เริ่มขึ้นเมื่อ Reggie Brown มาปรึกษาว่าจะลบรูปที่ส่งไปให้คนบางคนได้อย่างไรดี ซึ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของ App พันล้านดอลลาร์ขึ้นมา และทั้ง 3 คนก่อร่วมกันตั้งบริษัทที่จะพัฒนาระบบที่ส่งข้อความแล้วหายไป ซึ่งทำให้ Evan เป็น CEO, Murphy เป็น CTO และ Brown เป็น CMO และเริ่มทำตัวต้นแบบพร้อมเรียกแอพนี้ว่า Picaboo โดยเอาไปเสนอนักลงทุน แต่นักลงทุนก็ไม่เข้าใจในระบบว่าคนเราจะลบรูปไปทำไม ในตอนนั้นเจ้าของไอเดียอย่าง Brown มอง Picaboo เป็นเครื่องมือส่งข้อความทางเพศหรือรูปล่อแหลมต่าง ๆ ที่หายไปได้ระหว่างหนุ่มสาว แอพ Picaboo เปิดตัวในปี 2011 มีคนใช้จริง ๆ แค่ 127 คน ซึ่งทำให้แต่ละคนนั้นต้องหาทางออกและทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทีมขึ้นมา

Brown นั้นเกิดความคิดว่าทั้ง Evan และ Murphy จะปลดตัวเองลง ทำให้เริ่มเรียกร้องหุ้นของบริษัท 30% ซึ่งทาง Evan และ Murphy เห็นว่า Brown นั้นไม่ควรได้อะไรแบบนั้น ซึ่งทำให้เกิดการทะเลาะหนักมาก จน Evan ยุติการสนทนาและเข้าไปเปลี่ยนรหัส Admin ของแอพ และตัดการติดต่อสื่อสารของ Brown ทิ้งทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับความขัดแย้งของ Facebook ระหว่าง Mark Zuckerberg และพี่น้อง Winklevoss กับ Eduardo Saverin อย่างมาก ซึ่งความน่าตลกก็คือ ทีม Snapchat ใช้ทีมกฏหมายเดียวกับทีมที่ Facebook ใช้ในการยุติคดีเหมือนกัน

เมื่อเหลือ 2 คนทำงาน Evan และ Murphy ก็เปลี่ยนชื่อ App เป็น Snapchat และเพิ่มฟีเจอร์เรื่องการถ่ายภาพกับการเพิ่ม caption ไปในภาพ แต่ตอนนี้แอพก็ยังไม่เป้นที่นิยมเช่นกัน ทำให้ Evan กลับไปเรียนต่อและ Murphy กลับไปทำงาน และปล่อยแอพให้ทำงานต่อไป แต่เมื่อ User โตมาถึงหลักพันคน Evan นั้นเจอ Pattern สำคัญของการใช้แอพ คือมีช่วงเวลาการใช้สูงสุดคือ 9 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็น นี้คือเวลาของนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เกิดคือโรงเรียนนั้นห้ามใช้ Facebook และทุกคนนั้นมี iPad ทำให้ Snapchat กลายเป็นเครื่องมือเดียวในการสื่อสารของนักเรียน แถมข้อความหายด้วยทำให้คุณครูจับไม่ได้ว่าส่งอะไร เพื่อเข้าช่วงสิ้นปี 2011 นักเรียนได้ iPhone ใหม่ ทำให้ตัวเลขผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 2,241 คนทันที และพอปีใหม่ 2012 ก็ 20,000 คน ช่วงเมษายนก็กลายเป็น 100,000 คน

เมื่อคนใช้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม ทั้งคู่ต้องหาเงินมาจ่ายค่า Server ทั้งคู่ใช้เงินที่ได้มามาจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนเมื่อ Jeremy Liew จาก Light Speed Ventures นั้นมาเจอว่าหลานของคนรู้จักใช้งานและบอกว่ากำลังฮิตในวัยรุ่น พอ ๆ กับ IG หรือ Angrybird ทำให้ Jeremy Liew สนใจมากจนตามหาคนผลิตแอพนี้ ซึ่งสืบไปเจอว่าเป็นทั้งคู่ และตกลงเงินในปีเมษายน 2012 เป็นจำนวนกว่า $485,000 ซึ่งพอ Evan Spiegel ได้เงินมาก็ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาโฟกัสการทำ Snapchat โดยเฉพาะ จากเงินที่ได้มาทำให้ Evan สามารถจ้างคนมาทำงานได้โดยมีพนักงานในช่วงแรกต้องทำงานที่บ้านของ Evan และกินนอนที่บ้านหรือใช้ห้องของน้องสาว Evan ในการพักผ่อน และทำงานทั้งวันทั้งคืนจนแอพนั้นสมบูรณ์ขึ้น ด้วยความฮิตในหมู่วัยรุ่นที่เบื่อ Facebook และการติดตามของผู้ปกครอง โรงเรียนและการโพสต่าง ๆ ใน Facebook ที่จะมีตลอดไป ทำให้ผู้ใช้ Snapchat นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เมื่อเริ่มแย่งผู้ใช้ Facebook ไปทำให้กลายเป็นเป้าสังเกตของ Mark Zuckerberg ทันที ในตอนแรก Mark จะให้ Even นั้นมาหาที่สำนักงาน Facebook แต่ Mark Zuckerberg ตัดสินใจบินไปหาที่บ้านของ Evan แทน ซึ่งที่นั้น Mark ได้เจอทั้ง Evan และ Murphy ซึ่งเมื่อเจอ Mark ก็โชว์ความต้องการของตัวเองทันทีว่าอยากจะทำอะไรกับ Snapchat และเล่า Feature ใหม่ที่ Facebook กำลังทำที่ชื่อ Poke โดยเป็นแอพแชร์รูปและหายไปเช่นกัน ซึ่งทำให้ Evan รับรู้ในความหมายว่า Mark อยากจะถล่ม Snapchat หากไม่ขายหรือร่วมมือกับ Facebook

เมื่อ Mark กลับไป ทั้ง Evan และ Murphy ต่างไปหาซื้อหนังสือ ตำราพิชัยสงครามซุนวู มาอ่านและให้พนักงานอ่านด้วย เพราะการกระทำของ Facebook เป็นการแสดงให้เห็นว่า Sbapchat จะยิ่งใหญ่ได้ และ Facebook ก็กลัว Snapchat นั้นเอง ในธันวาคม 2012 แอพ Poke ของ Mark Zuckerberg ก็ถูกปล่อยออกมา และ Mark ก็อีเมล์ไปหา Evan พร้อมบอกว่า “หวังว่าคุณจะสนุกกับแอพนี้” เมื่อทีม Evan รีวิวดูก็พบว่าเหมือนกับการก๊อปปี้ Snapchat ไปเลย แต่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมในปีเดียวกัน Snapchat ก็เปิดตัวแอพสมบูรณ์ของตัวเองออกมา และกลายเป็นแอพอันดับหนึ่งในวันคริสต์มาสนั้นทันที

หลังจากคริสต์มาส Mark Zuckerberg ติดต่อมาอีกครั้ง ในคราวนี้ Mark Zuckerberg ยื่นข้อเสนอในการเข้าซื้อกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าตอนนั้นแอพจะไม่มีรายได้ ไม่มีโมเดลธุรกิจ และเพิ่งเกิดมาได้ 2 ปี แต่ Evan นั้นปฏิเสธไป และทำให้ Snapchat กำลังเข้าสู่ IPO ในปี 2016-2017 และสร้างมูลค่ามากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 นี้เอง และคาดการณ์ว่าน่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์แน่นอน ด้วยตัวเลขผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม Even และ Murphy ก็ยังต้องจัดการปัญหาของผู้ก่อตั้งอีกคนต่อไปว่าจะจบลงอย่างไร

 

ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 3 : The Insight (Youtube fundamental Insight)

บทความต่อไปนี้จะเป็นซีรีย์ของการทำงานในเชิงกลยุทธ์ในการวางแผนงานของการทำ Marketing Communication จากประสบการณ์และการเรียนรู้จากที่ได้อ่านมา ซึ่งจะมีเป็นตอน ๆ ต่อเนื่องไป

จากตอนที่แล้วที่พูดถึงเรื่องการหา Insight ผ่าน Google Trend (ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 2 : The Insight (Google fundamental Insight)ไป มาตอนนี้เราจะมาพูดถึงการหา Insight อีกแบบเพื่อดูว่าผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายนั้นมีพฤติกรรมความชอบอะไร และการทำการสื่อสารทางการตลาดแบบไหนจึงจะเหมาะสมกัน กับ Youtube Trend Dashboard 

จากการที่เราสามารถรูปแบบและ Pattern ของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน Google Trend กันแล้ว เรายังสามารถรู้ความชอบของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ในเรื่องวิดีโอได้ด้วย ซึ่งทาง Google และ Youtube ได้สร้างเครื่องมือตัวหนึ่งเพื่อให้นักการตลาดหรือคนทั่วไปได้ใช้กันนั้นคือ  Youtube Trend Dashboard  จากการเปิดเผยของ Google และ Youtube เองนั้นประเทศไทยเองเป็นประเทศในกลุ่ม Top 10 ที่มีอัตราการดู Youtube สูงมาก สูงจนที่ Google นั้นต้องมาเปิดตัว Youtube ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันตลาด Youtube ของคนไทย

Screen Shot 2558-07-26 at 11.41.16 AM

Screen Shot 2558-07-26 at 11.41.08 AM

คนไทยนั้นนั้นมีอัตราการชม Youtube สูงมาก และมีอัตราการดู Youtube ที่มีอัตราการดูนั้นสอดคล้องไปกับสื่อโทรทัศน์อย่างมาก ทำให้การทำการตลาดหรือการทำสื่อผ่านโลกออนไลน์นั้น Youtube จะเป็นช่องทางแรก ๆ ที่นักการตลาดคิดถึง แต่หลาย ๆ คนมักพลาดกับการใช้ Youtube ไปโดยไม่ได้ศึกษากลุ่มผู้บริโภคใน Youtube ว่าชอบอะไร หรือ ไม่ชอบอะไร หรือค้นหาการดูอะไรบน Youtube อยู่ วันนี้จะมารู้จักเครื่องมือนี้กัน

Screen Shot 2558-07-26 at 9.40.38 AM

Youtube Trend นั้นสามารถเข้าผ่านได้ที่ https://www.youtube.com/trendsdashboard  ซึ่งที่ Dashboard นี้จะแสดงผลเป็นหน้ารวมของประเทศที่เป็น Default ของ Youtube ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ จากหน้า Dashboard นี่จะมีเมนูที่น่าสนใจอยู่คือ Browse และ Compare ซึ่งสามารถดูแบบภาพรวม และการดูแบบเปรียบเทียบกัน ก็ได้

Screen Shot 2558-07-26 at 10.13.24 AM

นอกจากนี้ยังมีเมนูให้เปรียบเทียบกันระหว่าง ๆ Most Viewed กับ Most Share อีกเช่นกัน และจะเห็นได้ว่าคลิปที่มีความสนใจระหว่างการดูและการส่งต่อนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของคน ว่าคนเราชอบดูคลิปแบบนึง และการส่งต่อจะเป็นคลิปอีกแบบหนึ่ง

Screen Shot 2558-07-26 at 10.14.01 AM

จาก Dashboard ตัวอย่างนี้ผมได้ลองใช้ประเทศไทยในกลุ่มทุกช่วงอายุ มาเปรียบเทียบกันระหว่าง Most Viewed กับ Most Shared คลิปที่มีการดูนั้นจะเป็นพวกคลิป Entertainment ในประเทศไทย แต่คลิปที่จะแชร์กันนั้นจะเป็นคลิปไวรัลต่าง ๆ แทน

จาก Dashboard ดังกล่าวเราสามารถ Compare ช่วงอายุ ว่าผู้บริโภคแต่ละช่วงกลุ่มอายุนั้นมีความสนใจอะไร แตกต่างกันที่ไหนบ้างได้ด้วย

Screen Shot 2558-07-26 at 10.27.36 AM

ซึ่งจะเห็นได้ว่าอันดับ 1 นั้นในแต่ละช่วงอายุคือวิดีโอที่กำลังเป็นกระแสอยู่ แต่วิดีโออันดับถัดมานั้นแตกต่างกันตามความสนใจในแต่ละช่วงอายุ จะได้อย่างรายการ “เป็นต่อ” ที่ไม่มีความสนใจในช่วงอายุ 13-17 ปีแต่พออายุ 18-24 ปีกลับมีความนใจขึ้นมา และตกลงในอายุ 25-34 ปี หรือพวกวิดีโอ How to จะมีความสนใจในอายุที่เพิ่มขึ้น ในขณะ 13-17 ปีจะเป็นวิดีโอความสนุกสนานต่าง ๆ

เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มชายและหญิง แม้ว่าจะมีความชอบคล้าย ๆ ผู้ชายแต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เช่นรายการเป็นต่อที่ผู้ชายนิยมดู ปรากฏว่าผู้หญิงนิยมดูเป็นต่อที่อายุ 18-24 ปี และเรื่องราวที่ผู้หญิงสนใจส่วนใหญ่คือเรื่องราวดาราและบันเทิง ต่าจากผู้ชายที่จะมี How-to หรือวิธีการแก้ปัญหาติดมาบ้าง

Screen Shot 2558-07-26 at 10.36.53 AM

เมื่อเปลี่ยนมาเป็นคลิปที่แชร์กันว่าผู้ชายและผู้หญิง จะแชร์อะไรกันบ้าง จะเริ่มเห็นความแตกต่างมากขึ้นระหว่างคลิปที่แชร์ กับคลิปที่ดู และมีคลิปที่ทั้งดูและแชร์จำนวนมาก ในระหว่างชายและหญิง จะพบว่าเป็นคลิปที่กำลังเป็นกระแส หรือเป็นเรื่อง How-To หรือ Knowledge เยอะมากกว่า คลิปที่เป็น entertainment อีก

Screen Shot 2558-07-26 at 11.01.52 AM

ถ้าอยากดูความต่างมาก ๆ ลองเปรียบเทียบช่วงอายุที่เกิน 40 ขึ้นไป จะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างคนหนุ่มสาวและคนมีอายุแล้วที่จะมีความสนใจต่าง ๆ ในการดูและการส่งต่อที่เปลี่ยนไป นั้นทำให้ใครที่คิดจะทำการตลาดหรือการสื่อสารใด ๆ ที่จะทำเป็นคลิปออกมา ควรจะรู้ความชอบ หรือความไม่ชอบ ของคนกลุ่มเป้าหมายก่อน ว่าชอบดูอะไร หรือ ชอบแชร์อะไร

Screen Shot 2558-07-26 at 11.26.27 AM

ทั้งนี้เครื่องมือ Youtube Trend Dashboard นี้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้นักการตลาดทราบความชอบของผู้บริโภคในการตามดูและการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ว่าเป็นเรื่องอะไรได้บ้าง ทำให้สามารถเข้าใจถึงความคิดของผู้บริโภคในเบื้องต้นได้ส่วนหนึ่ง แต่เครื่องมือนี้ไม่ได้สามารถบอกรายละเอียดได้เยอะกว่า Google Trend Dashboard หรือแยกระหว่างความสนใจของคนกรุงเทพ หรือต่างจังหวัด หรือบอกเป็นช่วงเวลาได้ นอกจากนี้เครื่องมือนี้ยังต้องการคนที่มาวิเคราะห์เครื่องมือนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ว่าคนแต่ละช่วงอายุนั้นมีความสนใจอะไรบ้าง

ในตอนหน้าเราจะลงลึกถึงวิธีการหา insight ที่ทำกันมานานอย่าง Survey และ Interview ที่สามารถทำได้ผ่านทั้งออนไลน์และแบบออฟไลน์ได้ในสมัยนี้

 

 

Dollar Shave Club บริษัทมีดโกนไวรัลร้อยล้านดอลลาร์

ใครจะไปคาดคิดว่า มีดโกนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับที่โกนหนวดนั้นก็สามารถเป็น Start up และขายออนไลน์ แถมสร้างกระแสด้วยตัวเองผ่านงบการตลาดที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ที่ขายมีดโกนผ่าน Moderntrade ต่าง ๆ และนี่คือเรื่องราวของ Dollar Shave Club

(more…)

© 2019 A MarketPress.com Theme