กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Victoria Secret แบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิง

แบรนด์แฟชั่นในอดีตนั้นเราจะเห็นนางแบบหรือนายแบบเดินกันบนรันเวน์ที่ประกอบด้วยเพลง EDM หรือเพลงที่เป็นเสียงบรรเลงอย่างเดียว ไม่มีการแสดงแสง สี เสียงใด ๆ นางแบบและนายแบบนั้นจะเดินหน้านิ่ง ๆ ไร้ชีวิต ชีวา และไม่มีการเปิด Public ให้คนติดตามดูรายการสดได้ ซึงแฟชั่นโชว์ทั่วไปนั้นจะมีฤดูกาลในการเดินรันเวย์แฟชั่นจะมีฤดูกาลแต่เพียงช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคมและกันยายน-ตุลาคม ซึ่ง Event นี้จะมีใครสักกี่คนที่จะได้ติดตามชมแล้วกลายเป็น Talk of the town

Victoria Secret นั้นเป็นแบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิงที่คิดต่างออกไปตั้งแต่ที่แบรนด์ถูกซื้อต่อมา ด้วยการคิดเพื่อให้เกิดการสร้าง Consumer Experice ที่ดีทั้งหมด การทำ Fashion Show ของ Victoria Secret จึงได้ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ช่วงเวลาการจัดงาน : เป็นประจำทุกปีที่ Fashion Show ของ Victoria Secret นั้นจะจัดกันช่วงต้นเดือน-กลางเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีใครมาจัดแฟชั่นโชว์กัน แต่เดี๋ยวก่อนนี้เป็นช่วงเวลาก่อนคริสต์มาสที่ฝรั่งจะหาของขวัญคริสต์มาสไปให้คนที่เรารักหรือห่วงใย แน่นอนด้วยการมอง Event เป็น Marketing Tools นึงก็จัดก่อนคริสต์มาสที่คนกำลังจับจ่ายใช้สอย เพื่อที่คนจะได้ดูแฟชั่นโชว์นี้แล้วกระตุ้นให้เกิดความชอบ ประสบการณ์ที่อยากจะมาซื้อ

การสร้างกระแส :

กลยุทธ์อย่างหนึ่งของ Victoria Secret คือการสร้างกระแสล่วงหน้าของการที่จะมาถึงของการเดินแบบประจำปี ด้วยการสร้างความตื่นเต้นว่าคนที่จะได้มาเป็นนางฟ้าในการเดินแบบนั้นจะเป็นใครบ้าง สร้างให้คนอยากรู้ในตัวนางแบบแต่ละคนว่ามีใครบ้าง พร้อมทั้งสร้างการติดตามในชีวิตนางแบบแต่ละคนขึ้นมา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดกระแสมากขึ้นไปอีกด้วยการใช้ศิลปินในการทำให้คนติดตามว่าศิลปินที่จะขึ้นแสดงนั้นจะเป็นใครบ้าง และจะแสดงแบบไหนบนเวที ยังมีการทำคลิปเพื่อบอกว่าการเดินแบบนั้นจะเริ่มเมื่อไหร่ ติดตามได้ทางไหน ทำให้ผู้ชมนั้นไม่พลาดที่จะติดตาม พร้อมทำการสื่อสารกับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เดินแบบอีกด้วย

การถ่ายทอดสด :

แบรนด์แฟชั่นอื่น ๆ นั้น การเดินแบบนั้นคนที่จะได้ดูแบบจริง ๆ จัง ๆ หรือแบบสดนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่เฉพาะมาก เช่นคนในวงการแฟชั่น ดารา เซเลปและสื่อสารแฟชั่นต่าง ๆ และเป็นอีเว้นท์ที่ปิด ไม่มีทางเลยที่คนนอกจะได้ดู คนจะได้ดูอีกทีก็ในช่อง FashionTV หรือออกข่าว ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจไหม แต่ Victoria Secret นั้นคิดต่างด้วยการทำให้โชว์นั้นมี “อะไรที่น่าสนใจ” ที่คนจะมาดู และทำการถ่ายทอดสด 3 ชั่วโมงเต็มแบบไร้โฆษณา ทำให้ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับคนทั่วไปแบบทันทีไม่มีสะดุดอีกด้วย คนจะติดตามประนึง Superbowl ที่ลุ้นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทำให้เมื่อดูจบกระแสการพูดบอกต่อหรือส่งต่อจึงมีมากมาย ได้ Free media อีกเพียบ

การสร้าง Entertainment Show:

สิ่งที่แตกต่างจากการเดินแบบอื่น ๆ ของ Victoria Secret คือ การใช้ความบันเทิงคู่กับการเดินแบบ งานเดินแบบอื่น ๆ จะใช้เพลงประกอบแล้วมีนางแบบเดินบนรันเวย์ แต่ของ Victoria Secret นั้นใช้การแสดงสดของศิลปินที่กำลังเป็นกระแส และมีคนติดตามมากมายมาสร้างความบันเทิงบนรันเวย์ ควบคู่กับการการสร้าง interaction กับนางแบบที่เดิน ทำให้คนที่ดูและติดตามดูนั้นไม่ได้ดูแค่เพียงการเดินแบบเท่านั้น แต่เป็นการดูความบันเทิงอย่างคอนเสิร์ตย่อม ๆ ไปด้วย

โชว์การเดินแบบ :

แฟชั่นโชว์อื่น ๆ อาจจะมีการเดินแบบที่ประหลาด ๆ บ้าง มีชุดประหลาด ๆ ที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง นายแบบ นางแบบเดินหน้านิ่ง ๆ เสียงเพลงที่คนทั่วไปฟังแล้วจะหลับได้ ทำให้คนทั่วไปไม่อยากดู แต่ Victoria Secret ที่คิดต่างว่า ทำไมไม่ทำให้การเดินแบบต่างไป ทำไมต้องเหมือนคนอื่น ทำให้มีอะไรที่น่าสนใจ ที่คนจะอยากดู อยากติดตามและบอกต่อ นั้นจะเกิดส่วนผสมระหว่างการเดินแบบและโชว์การแสดงสด ที่นางแบบที่เดินดูมีความสุขระหว่างเดินและได้มีส่วนร่วมกับศิลปินที่แสดง ซึ่งด้วยศิลปิน การตกแต่งเวที ทำให้คนนั้นติดตามทั้งว่าใครจะมาร้องเพลงประกอบบนรันเวย์ และแฟชั่นปีนี้จะตกแต่งแบบนั้น นั้นทำให้เกิดความสนุกตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม ทุกคนส่งต่อภาพนางแบบที่ชอบ ส่งต่อเพลงศิลปินที่ชอบ ทุกอย่างกลายเป็น Consumer Experience ที่ดี ทำให้เกิด Free media ที่ Consumer บอกกัน

ด้วยการมอง Fashion show ตัวเองมากกว่าแค่ Launching Collection ใหม่  แต่มองไปถึงเป็น Postioning ใหม่และสร้างเป็น Marketing Tools ที่จะสร้างกระแสโดยตรงกับ Consumer ได้ทันที โดยไม่ต้องการ การ spinoff จากสื่อ ดารา หรือเซเลปในงานด้วยซ้ำ ทำให้ Victoria Secret Fashion กลายเป็นการเดินแฟชั่นที่หลาย ๆ คนติดตามอย่างมากในทุกวันนี้

ลงครั้งแรกที่ Linkedin 

 

David Karp แห่ง Tumblr Startup พันล้านดอลลาร์ ที่เกิดจากการไม่พอใจในสิ่งที่ทำ

ถ้าคุณทำสินค้าเปลี่ยนโลกได้ออกมาได้และทำเงินได้หลายพันล้าน คุณจะทำหรือไม่ทำ นี้คือความคิดของ David Karp เจ้าของ Tumblr เว็บระดับ Billinonaire ที่ไม่อยากให้เว็บตัวเองเป็นธุรกิจ 

David Karp นั้นเติบโตในยุคที่คอมพิวเตอร์นั้นเริ่มบูม ในแถวเขต Bronx New York โดยแม่ของ David Karp เป็นครูและมีพ่อเป้นนักดนตรี ตั้งแต่เด็กนั้นแม่ของ David Karp ก็เห็นแววในตัวว่ามีอะไรพิเศษ จึงเอาลูกนั้นไปหาผู้ปกครองของนักเรียนตัวเอง ซึ่งผู้ปกครองนั้นคือ Fred Seibert ซึ่งทำงานที่ MTV และ Harna-Barbara นอกจากนี้เค้ายังมีบริษัท Animation ตอนนั้นเลยทำให้มีคอมพิวเตอร์มากมาย แม่ของ David Karp รู้ว่า David นั้นสนใจคอมพิวเตอ์รมากเลยขอให้ Fred นั้นอนุญาตให้ David มาเที่ยวและลองเรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้ไหม ซึ่ง Fred ก็ยินดี แรก ๆ นั้น David Karp ทึ่งกับการที่วิศวกรคอมพิวเตอร์ทำงานในบริษัทอย่างมาก และจากนั้นเขาก็เริ่มมาเป้นประจำ จนวันหนึ่งได้พูดกับ Fred ว่าเขาจะมาที่นี้ทุกวันได้แล้ว เพราะแม่ให้เริ่มเรียน Home School แทน ซึ่งการเรียน Home School ของเขานั้นยอดเยี่ยมมากจนสามารถเข้า MIT ได้ ซึ่ง David Karp คิดว่านี้จะเป็นหนทางที่จะทำให้เค้าเป็นสุดยอดวิศวกรคอมพิวเตอร์ในอนาคต ในระหว่างนี้เขาก็เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรียนเลขกับติวเตอร์ที่เป็นคนเขียนซอฟท์แวร์ไพ่ Poker และ Blackjack

Fred Seibert และ David Karp ตอนเด็กๆ ภาพจาก http://www.imgrum.net/user/jeromie.the.homie/374257711

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียน MIT David Karp นั้นเริ่มทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตที่เว็บไซต์พ่อแม่ชื่อ UrbanParent ซึ่ง CNET ซื้อไปและทำให้ David Karp นั้นมีเงินที่จะมาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง DavidVille ซึ่งในระหว่างนี้เขาได้รับคำขอให้ช่วยพัฒนาระบบ Blog จากบริษัท Fred ความคิด Tumblr ของ David Karp เกิดขึ้นในตอนนี้ที่พัฒนาระบบ Blog นี้เอง เขาเดินไปหา Fred และบอกว่าระบบที่กำลังทำนี้มันไม่ยุ่งยากไปเหรอ มันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ ซึ่ง Fred นั้นรู้ว่าสิ่งที่ David Karp บอกนั้นมันต้องมีอะไรแน่ แต่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร Fred จึงโทรหาเพื่อนนักลงทุนซึ่งมี Bijan Sabet จาก Spark Capital ทันที Bijan Sabet ได้เห็นตัวต้นแบบระบบ Blog ของ David Karp ตัว Bijan นั้นรู้เลยว่านี้จะพลิกโลกได้แน่นอน และบอกว่านี้จะกลายเป็นธุรกิจพันล้านได้ และนี้เป็นการเริ่มต้นของ Tumblr ขึ้นมา

Bijan Sabet และ David Karp

แต่ David Karp นั้นไม่สนใจ เพราะเค้าไม่อยากให้ใครรู้จักในฐานะนักธุรกิจ และมองว่า tumblr เป็นแค่เครื่องมือที่เขาอยากทำขึ้นมาแก้ปัญหาและทำให้เขาทำงานได้สบายขึ้นเท่านั้น Bijan Sabet ใช้เวลากว่าช่วงฤดูร้อนปี 2007 ในการโน้มน้าวให้ David Karp นั้นทำธุรกิจจาก Tumblr และให้เขาได้ลงทุนในนั้น ซึ่ง Bijan ยื่นข้อเสนอว่า 3 ล้านเหรียญให้ แต่ David กลับบอกว่าเงินมันเยอะเกินไป และกลัวแรงกดดันที่จะได้กลับมา ซึ่งในที่สุดข้อตกลงในการร่วมทุนครั้งแรกนั้นอยู่ที่ $750,000 Tumblr ก็ตั้งขึ้นมาโดยมีพนักงานเพียงคนเดียว หลังจากผ่านไปปีแรกจึงมีพนักงานคนที่ 2 และปี 2008 ถึงมีพนักงานคนที่ 3 ซึ่งทำงานข้ามรัฐกัน (ใช้เวลากว่าปีกว่าจึงได้เห็นหน้าพนักงานคนที่ 3) ทั้งนี้ David Karp คิดว่าบริษัทเค้าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานมากมาย และเขาสามารถจัดการ tumblr ได้ด้วยพนักงาน 4 คนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว tumblr นั้นมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผู้ใช้ 6 หลักเป็น 7 หลัก และมีปัญหาเรื่องความเสถียร จึงต้องทำการเพิ่มพนักงานขึ้นมาโดยปริยาย David Karp นั้นไม่ชอบบริหารบริษัทแม้ว่าจะทำได้ก็ตาม เพราะชอบที่จะทำงานอยู่กับการพัฒนา Product และให้วิศัยทัศน์ทีม ซึ่งทำให้ investor นั้นต้องหาคนที่จะมาบิหารหรือช่วยงานบริหารเสมอ

Tumblr Team: David Karp, Jacob Bijani, Peter Vidani

David Karp นั้นเกลียดการหากินกับข้อมูล User อย่างมากและเกลียดการทำ Digital Advertising ในปัจจุบัน เขาเคยออกบทความโจมตีเรื่องการทำโฆษณาออนไลน์มา และบอกว่าวิธีหาเงินเข้า Tumblr ของเค้านั้นดีกว่า ซึ่งรายได้ของ Tumblr นั้นมีมาหลากหลายรุปแบบและผู้ใช้เองก็สร้างรายได้ตรงนี้ได้ ตั้งแต่การขาย theme tumblr ไปจนถึงขาย Content ไปทำรายการ TV เลยก็มี David Karp มองว่างบโฆษณากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ลง TV ไปนั้นถ้าสามารถเอามาทำ Digital Content ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้ก็จะดี David Karp มองว่าโฆษณาที่ Facebook, Google ทำนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของผู้บริโภค แต่ไปจับเอา Moment ของการที่จะอยากได้แล้ว ส่วนที่ David Karp มองคือการทำ Brand Advertising ที่จะสร้างอารมณ์และความคิดต่อผู้บริโภคในการต้องการแบรนด์นั้นขึ้นมา เหมือนดังที่ Series Madmen หรือโฆษณาใน Superbowl ทำ (เมื่อ Yahoo ซื้อไป David Karp ก็ไม่ได้หาประโยชน์จาก User เลย นักการตลาดจะเลือกซื้อได้เพียงเพศและอายุเท่านั้น)

ทั้งนี้ David Karp เลยเปิดตัวระบบโฆษณาของตัวเองโดยให้นักการตลาดนั้นสามารถมาสร้าง Content ของตัวเองใน tumblr และซื้อระบบการโปรโมท Content นั้นออกไปใน Spotlight ที่เป็นการแนะนำ blog หรือ Radar ที่เป็นระบบที่กองบรรณาธิการแนะนำ blog ขึ้นมา โดยสามารถเข้าถึงได้กว่า 120 ล้าน imp และขายที่ CPM ละ $4-$7 ทั้งนี้ทาง Droga5 ได้ลองใช้แล้วกับแบรนด์ Kraft และพบว่าได้ผลดีกว่า Facebook มาก นอกจากนี้ระบบ Ads นี้ ทาง Mark Cuban เจ้าพ่อธุรกิจและนักลงทุนยังได้กล่าวแนะนำระบบ Ads Tumblr มากกว่า Facebook ด้วย ซึ่ง Tumblr นั้นเติบโตจนถึงขั้น Yahoo ซื้อไปมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดย David Karp มีหุ้น 25% ในนั้นได้เงินไปกว่า 250 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้หลังจากซื้อ Yahoo ยังให้ David Karp บริหารต่อโดยให้เซนต์สัญญาต่อ 4 ปีแลกกับ หุ้นและเงินสด ซึ่งเป็นมูลค่ากว่า 81 ล้านดอลลาร์

Apartment ที่เรียบง่ายของ Karp

ทั้งนี้ David Karp ก็ยังใช้ชีวิตแบบสมถะมาก เค้ามีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก (ครึ่งนึงของตู้เสื้อผ้า) มีเตียงนอน ห้องนั่งเล่นที่มีเพียงโซหาและทีวี และมอเตอร์ไซต์อีก 3 คันที่ไว้ขับผ่อนคลาย (สมบัติหรูอย่างเดียวคือ ครัว ซึ่งเป็นของแฟนที่เป็นเชฟฝึกหัดอยู่) ซึ่งเค้าเกลียดการสะสมสมบัติต่าง ๆ มากและมักเดินทางไปไหนด้วยกระเป๋าเป๋เล็ก ๆ เพียงใบเดียว (David Karp บอกว่าเป็น Jason Bourne Styles) David Karp ยังบอกอีกว่า “เค้าไม่คิดว่า ตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้”

David Karp กับเป้ของเค้า
 
 
 

Pejman Nozad จากคนหนีวีซ่า ไม่มีเงิน ไม่มีปริญญา ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ มาขายพรม จนเป็น VC ชื่อดังของ Silicon Valley 

American Dream นั้นคงเป็นเรื่องจริงในที่นี้กับชายวัยกลางคนที่ชื่อ Pejman Nozad ที่มาตั้งรกรากที่อเมริกา รัฐซานฟรานซิสโก จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรติดตัวมา แต่ตอนนี้เค้ามีเป็นเศรษฐีพันล้าน จากการลงทุนใน Startup และเป็น Match Maker ชื่อดังของ Silicon Valley

Pejman Nozad เกิดที่อิหร่าน และเติบโตในช่วงยุคปฏิวัติระบอบกษัตริย์ ซึ่งในปี 1980 ครอบครัวได้ลี้ภัยไปที่เยอรมันนี และตัวเขาเองนั้นหวังว่าจะตามไปหลังจากออกจากการเกณฑ์ทหารแล้ว และหวังว่าจะออกมาเป็นนักฟุตบอลตามความฝันของตัวเอง เมื่อหลุดจากการเป็นทหาร เขาก็ได้ตามเครอบครัวมาอยู่เยอรมันนี พี่ชาย Pejman Nozad อยากไปอเมริกามากและไปขอวีซ่าทุกวัน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธทุกวัน เมื่อ Pejman Nozad มาอยู่เยอรมันนี พี่ชายเขาก็ชวนไปขอวีซ่าด้วยกัน โดย Pejman Nozad ได้ถูกถามเรื่องเล่นฟุตบอล แล้วก็ได้วีซ่านักข่าวมา หลังจากนั้น 2 เดือนเขาก็บินมุ่งตรงไปที่ San Francisco โดยมีแค่เงิน 700$ ในตอนนั้น พูดอังกฤษได้ไม่กี่คำ และรู้จักลุงที่อยู่ที่นั้นคนเดียว

เมื่อมาถึงเขาก็เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นเด็กล้างรถ ที่ร้านล้างรถของคนอิหร่าน จากนั้นก็มาทำงานที่ร้านกาแฟ ร้านโยเกิร์ต แล้วก็ย้ายงานมาทำร้านอาหารเม็กซิกัน จากนั้นก็เป็นยาม เขาใช้เวลาในกลางคืนเพื่อเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และอาศัยที่ห้องเล็ก ๆ ที่เป็นห้องเก็บกระดาษเช็ดปาก เมล็ดกาแฟและถ้วยกาแฟ โอกาสในชีวิตของเขาเริ่มต้นเมื่อเห็นโฆษณาร้านขายพรม ต้องการรับสมัครพนักงานขาย เขาจึงติดต่อไปขอเป็นพนักงานขาย ทางร้านถามว่าเคยขายอะไรมาไหม ทาง Pejman Nozad บอกว่า “ไม่เคย แต่ขอโอกาสให้เขาได้ลอง คุณจะปฏิเสธคนคนนึงที่คุณยังไม่เคยได้เจอเลยเหรอ” นั้นทำให้เขาได้รับงานที่ร้านขายพรมในที่สุด และเรียนรู้ว่า “คุณไม่สามารถจะได้อะไร ถ้าคุณไม่เรียกร้องมัน”

หลังจากที่ 15 ปีที่อยู่อเมริกา Pejman Nozad กลายเป็นสุดยอดนักขายพรมของร้าน สร้างรายได้ให้ร้านมากกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งสำคัญไปกว่านั้นเขามีพรสวรรค์ในการหาโอกาสอย่างมาก วิธีการขายพรมของเขานั้นจะไม่ขายที่ร้านตั้งแต่แรก แต่เขาจะขอไปพบลูกค้าที่บ้านด้วยการเอาพรมไปด้วย 20 ผืน ซึ่งก่อนที่เขาจะไปเขาจะศึกษาลูกค้าอย่างดีว่าเป็นคนแบบไหน หรือชอบอะไร ผ่าน Google และสามารถสร้างการขายพรมด้วยการเจรจาในเรื่องชีวิตของผูซื้อเช่นอาชีพ การทำงาน ซึ่งด้วยวิธีนี้เองทำให้เขาเข้าไปถึงออฟฟิสของ VC และผู้ประกอบการชั้นนำได้ จนรู้จักไปทั่ว เมื่อมี Connection มากมาย เขาจะใช้ร้านขายพรมที่เขาทำงานจัดปาร์ตี้สังสรรค์กันระหว่าง VC และผู้ประกอบการ แต่ตอนนี้เขาเองนั้นก็ไร้ทรัพย์สินที่จะสามารถชวนให้คนลงทุนผ่านเขาได้ คนที่มาช่วยเขาในครั้งนี้คือเจ้าของร้านขายพรมที่เห็นเหตุการณ์ในปาร์ตี้ทั้งหมด และอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนักลงทุน ซึ่งทำให้เจ้าของร้านลงทุนทำ Investment fundในปี 1999 ด้วยเงิน 2 ล้านดอลลาร์และ Pejman Nozad ลงเงินไป 2 แสนดอลลาร์ โดยกองทุนนี้ชื่อว่า Amidzad และลงทุนแบบหุ้นเล็ก ๆ ที่ VC ใหญ่ๆ ไม่สนใจ

สายตาอันเฉียบแหลมของ Pejman Nozad นั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาไปลงทุนใน Startup ชื่อ Danger ซึ่งมีบิดาของ Android อย่าง Andy Rubin เป็น Cofounder การลงทุนนี้เกิดขึ้นเพราะ Pejman Nozad ขายพรมในราคา 5000$ ให้ Andy และเมื่อคุยกันไปมา แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่า Danger ทำอะไร แต่ก็เซ็นต์เช็คไป 400,000$ ซึ่งสุดท้ายบริษัท Microsoft ซื้อไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยการที่ Pejman Nozad มีหุ้นเล็กน้อยในนั้น ทำให้เขาไม่ได้ผลประโยชน์อะไรมากนัก ซึ่งบทเรียนนี้ทำให้เขาจะไม่เจรจาอะไร ถ้าไม่มีคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาและเขาชอบไปเจรจาหรือลงทุนด้วย ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ Babak “Bobby” Yazdani คนที่ลงทุนใน Google และ Salesforce.com ซึ่งเขาก็รู้จัก Bobby ผ่านทางการขายพรม และแนะนำให้ไปรู้จักคนดีไซน์ Chip คอมพิวเตอร์ และกำลังมีไอเดียทำ Startup ทาง Bobby ก็ไม่ปฏิเสธ และหลังจากนั้นเขาก็ลงทุนร่วมกับ Pejman Nozad อีก 8 บริษัท ด้วยวิธีนี้ทำให้เขามี VC มากมายที่มาร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน

วิธีการที่เขาสามารถทำให้ผู้ประกอบการนั้นยอมให้ Pejman Nozad ไปลงทุนได้นั้นเป็นวิธีที่ไม่ธรรมดาที่ต่างจากที่อื่นทำ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้รถ Mitsubishi Mirage กับภรรยา Founder Startup ที่เพิ่งย้ายมาจากอิสราเอลและถังแตก ซึ่งเมื่อเขาช่วยแล้วปรากฏว่าเขาก็ได้หุ้นบริษัทมา อีกครั้งหนึ่งเขาเคยจากเงินค่าขนย้ายบ้านให้กับ Founder Startup อีกรายที่จะย้ายจาก Texas มาอยู่ที่ Palo Alto

Pejman Nozad นั้นใช้วิธีนี้ในการลงทุนของตัวเองชื่อ PejmanMar Ventures และ Match Making ให้เกิดขึ้นปัจจุบันเขามีหุ้นในการลงทุนกับ Dropbox, Palantir, Addepar, Backplane และปัจจุบันเขาก็ยังก็ตั้ง VC ของตัวเองเพื่อลงทุนเอง พร้อมยังเปิดร้านขายพรม และ Gallery พรมเพื่อเป้นที่ใช้ทำ Business Matching เหมือนเดิม และยังมี Party ที่เขายังจัดอยู่เป็นประจำทุกวัน

Pejman Nozad บอกว่าเวลาเขาเลือกลงทุน เขาไม่ได้เลือกที่บริษัทหรือว่าจะทำอะไร เขาเลือกลงทุนในคนที่มหัศจรรย์ตั้งหาก

 

Palantir บริษัท Startup ทำ Data ที่หน่วยข่าวกรองยังต้องใช้

คุณรู้ไหมว่าการทำข่าวกรองผ่านดิจิทัลในปัจจุบันนั้นมาจากบริษัท Startup รายหนึ่งที่ชื่อว่า Palantir ซึ่งบริษัทนี้มีลูกค้าเป็น CIA, NSA, FBI, กองทัพสหรัฐ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ สำนักข่าวและธนาคารใหญ่ ๆ ซึ่งบริษัทนี้จะทำการรบรวมข้อมูลจากดิจิทัลทั้งหมด มาวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงและสรุปเป็นรายงานออกมา

Palantir ก่อตั้งขึ้นโดย Peter Thiel เจ้าพ่อ Paypal คนหนึ่งซึ่งหลังจากขาย Paypal ได้แล้วก็เอาเงินส่วนหนึ่งมาก่อตั้งทำ Palantir โดยให้องค์ความรู้ในการทำ Paypal ในเรื่องการกันการฉัอโกงมาพัฒนาต่อ โดยชื่อ Palantir นั้นมาจากหินเวทย์มันต์ Palantíri ที่เอาไว้คอยสอดส่องโลกและเพื่อน ใน Lord of the ring (อันที่ซารูมานใช้คุยกับเซารอนนั้นละ) ซึ่ง Thiel ได้ลงเงินตัวเองไปกว่า 40 ล้านดอลลาร์ในการก่อตั้งขึ้นมา และหวังว่าบริษัทจะสามารถเข้าไปช่วยจัดการเหตุการณ์ 9/11 ได้

Venture Capitalist Peter Thiel in his offices at the Presidio in San Francisco, Calif., on Tuesday, Sept. 30, 2014. Thiel, who cofounded PayPal with Max Levchin and Elon Musk recently released a book called Zero to One, a how-to for building startups. (John Green/ Bay Area News Group)

พอปี 2004 Peter Thief ได้ชวน Alex Karp เพื่อนสมัยเรียนมาเป็น CEO เพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือได้ Alex Karp นั้นเรียนจบปริญญาเอกด้านปรัชญา และเป็นนักลงทุนตัวยงที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยภาพลักษณ์ CEO นี้เองที่ทำให้ดึงดูด Angel Investor จากยุโรปมาได้ แต่นักลงทุนอเมริกานั้นกลับไม่อยากร่วมด้วย ซึ่งครั้งนึงเค้าเคยถูก Michael Moritz Chairman ของ Sequoia ก่อกวนตลอดการประชุมและถูกผู้บริหาร Kleiner Perkins สั่งสอนกว่าชั่วโมงครึ่งในความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นของบริษัท

Alex Karp

แต่ Alex Karp ไม่ยอมแพ้เพราะจากนั้นบริษัท Palantir ได้เงินลงทุนกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก In-Q-Tel ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของ CIA ที่ให้เงินมาลงทุนสร้างบริษัทที่จะทำเรื่อง Big Data นี้ในการจัดการอาชญากรรมและข่าวกรองทั้งหลายออกมา ตลอดปี 2005-2008 CIA นั้นเป็นลูกค้ารายเดียวของ Palantir และด้วยความช่วยเหลือของ CIA ทำให้ซอฟท์แวร์ของนั้นสมบูรณ์แบบขึ้น โดยซอฟท์แวร์จะทำการเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ผ่านเครื่องมือในดิจิทัลทั้งหมดมาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นกล่องวงจรปิด Social Media การโทรศัพท์ การใช้งานอินเทอร์เนต ซึ่งด้วยเครื่องมือนี้สามารถช่วยทหารจากสงคราม ช่วยสงครามยาเสพติด และติดต่อโจรหรือผู้ก่อคดีมาแล้ว (ครั้งนึงด้วยซอฟท์แวร์นี้ สามารถช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัวได้ทันที)

ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของ Alex Karp ก็สามารถดึงดูดวิศวกรคอมพิวเตอร์เก่ง ๆ มาทำงานด้วย แถมสร้างวัฒนธรรมเฉพาะที่บริษัทขึ้นมา โดยเรียกที่สำนักงานว่า “the Shire” ตาม Lord of the ring พนักงานที่ทำงานที่นี้สามารถเอาหมา มาเลี้ยงได้ ทุกคนชอบใส่เสื้อบริษัทมาทำงานและแทบจะกินนอนที่บริษัทกันเลยทีเดียว

ในปี 2010 บริษัท Palantir ก็ได้ลูกค้าเอกชนรายแรกคือ JPMorgan เพราะทาง NYPD แนะนำให้ทางธนาคารลองใช้เพื่อกันการฟอกเงินหรือป้องกันการเจาะจากแฮคเกอร์ รวมทั้งตรวจสอบธุรกรรมน่าสงสัยหรือธุรกรรมที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสถานะการเงินธนาคารได้ ซึ่งทำให้ Palantir ต้องไปเช่าโรงแรมและให้พนักงานทำ Software ที่ Customise ให้ธนาคารและปัจจุบันทำให้ภาคธนาคารหลายรายที่มาใช้จนต้องตั้งออฟฟิสที่นิวยอร์ค และเรียกสาขานี้ว่า “Gotham” และตกแต่งออฟฟิสสไตล์ Batman อีกด้วย

บริษัท Palantir จะคิดค่าติดตั้งการใช้งานนั้นประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รายเดือนตามมา ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งอย่าง IBM, Booz Allen, Lockedheed Martin อย่างมาก ติดตั้งไว แถมทำงานได้เร็ว แสดงผลได้แม่นยำกว่าอย่างมาก บริษัทตอนนี้มีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ และมีรายได้กว่า 450 ล้านดอลลาร์ในปี 2013

Palantir ถูกตั้งคำถามในการทำงานหลายรอบในเรื่องจริยธรรมและเคยมีเหตุการณืข้อมูลหลุดไปยัง Wikileaks โดยพนักงานตัวเอง เพราะไม่พอใจในการบังคับใช้จริยธรรมในองค์กรที่หละหลวม จนทำให้ Alex Karp ต้องตั้งสาย hotline ชื่อ Batphone ให้พนักงานโทรแจ้งงานที่อาจจะละเมิดจริยธรรมเพื่อที่จะให้บริษัทพิจารณาปฏิเสธไม่ทำงานนั้นได้ เช่นการทำงานให้บริษัทบุหรี่

บริษัท Palantir นั้นมีที่ปรึกษาเป็น อดีตหัวหน้าผู้อำนวยการ CIA และ Condoleeza Rice ที่เคยเป็นที่ปรึกษาความมั่งคงให้ประธานาธิบดี และซอฟท์แวร์นั้นเคยกล่าวขวัญว่าเป้นซอฟท์แวร์ที่ CIA ล่าตัว Osama Bin Laden มาได้ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม Alex Karp บอกว่าสิ่งที่บริษัททำไม่ได้ละเมิดกฏหมายในตอนนี้แต่ก็อาจจะไม่ได้ดีไปทั้งหมด

ปล. ตอนนี้ Alex Karp ต้องมี Body guard ดูแล 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นทีมบอดี้การ์ดทหารรับจ้างจากอดีตหน่วยนาวิกโยธินมาดูแล เพื่อป้องการจู่โจมจากพวกหัวรุนแรงและพวกก่อการร้าย

 

Evan Spiegel กับ Snapchat ผู้ซึ่ง Mark Zuckerberg มองเป็นคู่แข่งและภัยของ Facebook 

ชายอายุ 23 ต้น ๆ ที่สร้าง Platform ที่เปลี่ยนโลกได้อีกคน และทำให้คนอเมริกันหลายสินล้านคนเปลี่ยนจากการใช้ Facebook มาใช้ Platform นี้แทน และปฏิเสธการเข้าซื้อของ Facebook และถูก Mark Zuckerberg ขู่มาแล้ว นี้คือ Evan Spiegel ผู้ทำ Snapchat ออกมา

Evan Spiegel นั้นมีประวัติที่คล้าย ๆ Mark Zuckerberg อย่างมาก เพราะครอบครัวเขาเกิดมาโดยมีแม่เป็นนักกฏหมายจาก Harvard และพ่อเป็นนักกฏหมายจาก Yale ซึ่ง Evan Spiegel เข้าเรียนก็ได้คอมพิวเตอร์นี้ละที่แก้เบื่อออกมา และสามารถสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกได้ตอนปอ 6 และเริ่มเรียนรู้การใช้ Photoshopพอขึ้นมอปลายก็เริ่มมีบุคลิกภาพแบบ Mark Zuckerberg เพราะพ่อกับแม่เขานั้นหย่ากัน ทำให้เขาเริ่มมี Tactics ในการเรียกร้องกับพ่อแม่ เช่นการไปเที่ยว หรือการขอรถ BMW 550i มาใช้ ซึ่งถ้าไม่ได้เขาจะไปอยู่กับผู้ปกครองอีกฝั่ทันที ซึ่งทำให้พ่อของเขาซื้อให้ทันที และเขาก็อาศัยกับพ่อจนถึงเรียนมหาวิทยาลัย Evan Spiegel เข้าเรียนที่ Stanford ในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่นี้เขาได้เจอ Murphy ที่เรียนสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะกลายเป็นคนที่ก่อตั้ง Snapchat ในอนาคตเช่นกัน ซึ่งในระหว่างการเรียนที่ Stanford Evan Spiegel ก็ฉายแว่วจนได้รับโอกาสทำงานที่ Intuit ในเรื่องการทำระบบ Txtweb และเรียนรู้เรื่อง Content และ Murphy ก็ทำระบบในการปรึกษาผู้ปกครองในการดูแลการศึกษาให้เด็ก

จุดเริ่มต้นของ Snapchat เริ่มขึ้นเมื่อ Reggie Brown มาปรึกษาว่าจะลบรูปที่ส่งไปให้คนบางคนได้อย่างไรดี ซึ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของ App พันล้านดอลลาร์ขึ้นมา และทั้ง 3 คนก่อร่วมกันตั้งบริษัทที่จะพัฒนาระบบที่ส่งข้อความแล้วหายไป ซึ่งทำให้ Evan เป็น CEO, Murphy เป็น CTO และ Brown เป็น CMO และเริ่มทำตัวต้นแบบพร้อมเรียกแอพนี้ว่า Picaboo โดยเอาไปเสนอนักลงทุน แต่นักลงทุนก็ไม่เข้าใจในระบบว่าคนเราจะลบรูปไปทำไม ในตอนนั้นเจ้าของไอเดียอย่าง Brown มอง Picaboo เป็นเครื่องมือส่งข้อความทางเพศหรือรูปล่อแหลมต่าง ๆ ที่หายไปได้ระหว่างหนุ่มสาว แอพ Picaboo เปิดตัวในปี 2011 มีคนใช้จริง ๆ แค่ 127 คน ซึ่งทำให้แต่ละคนนั้นต้องหาทางออกและทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทีมขึ้นมา

Brown นั้นเกิดความคิดว่าทั้ง Evan และ Murphy จะปลดตัวเองลง ทำให้เริ่มเรียกร้องหุ้นของบริษัท 30% ซึ่งทาง Evan และ Murphy เห็นว่า Brown นั้นไม่ควรได้อะไรแบบนั้น ซึ่งทำให้เกิดการทะเลาะหนักมาก จน Evan ยุติการสนทนาและเข้าไปเปลี่ยนรหัส Admin ของแอพ และตัดการติดต่อสื่อสารของ Brown ทิ้งทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับความขัดแย้งของ Facebook ระหว่าง Mark Zuckerberg และพี่น้อง Winklevoss กับ Eduardo Saverin อย่างมาก ซึ่งความน่าตลกก็คือ ทีม Snapchat ใช้ทีมกฏหมายเดียวกับทีมที่ Facebook ใช้ในการยุติคดีเหมือนกัน

เมื่อเหลือ 2 คนทำงาน Evan และ Murphy ก็เปลี่ยนชื่อ App เป็น Snapchat และเพิ่มฟีเจอร์เรื่องการถ่ายภาพกับการเพิ่ม caption ไปในภาพ แต่ตอนนี้แอพก็ยังไม่เป้นที่นิยมเช่นกัน ทำให้ Evan กลับไปเรียนต่อและ Murphy กลับไปทำงาน และปล่อยแอพให้ทำงานต่อไป แต่เมื่อ User โตมาถึงหลักพันคน Evan นั้นเจอ Pattern สำคัญของการใช้แอพ คือมีช่วงเวลาการใช้สูงสุดคือ 9 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็น นี้คือเวลาของนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เกิดคือโรงเรียนนั้นห้ามใช้ Facebook และทุกคนนั้นมี iPad ทำให้ Snapchat กลายเป็นเครื่องมือเดียวในการสื่อสารของนักเรียน แถมข้อความหายด้วยทำให้คุณครูจับไม่ได้ว่าส่งอะไร เพื่อเข้าช่วงสิ้นปี 2011 นักเรียนได้ iPhone ใหม่ ทำให้ตัวเลขผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 2,241 คนทันที และพอปีใหม่ 2012 ก็ 20,000 คน ช่วงเมษายนก็กลายเป็น 100,000 คน

เมื่อคนใช้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม ทั้งคู่ต้องหาเงินมาจ่ายค่า Server ทั้งคู่ใช้เงินที่ได้มามาจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนเมื่อ Jeremy Liew จาก Light Speed Ventures นั้นมาเจอว่าหลานของคนรู้จักใช้งานและบอกว่ากำลังฮิตในวัยรุ่น พอ ๆ กับ IG หรือ Angrybird ทำให้ Jeremy Liew สนใจมากจนตามหาคนผลิตแอพนี้ ซึ่งสืบไปเจอว่าเป็นทั้งคู่ และตกลงเงินในปีเมษายน 2012 เป็นจำนวนกว่า $485,000 ซึ่งพอ Evan Spiegel ได้เงินมาก็ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาโฟกัสการทำ Snapchat โดยเฉพาะ จากเงินที่ได้มาทำให้ Evan สามารถจ้างคนมาทำงานได้โดยมีพนักงานในช่วงแรกต้องทำงานที่บ้านของ Evan และกินนอนที่บ้านหรือใช้ห้องของน้องสาว Evan ในการพักผ่อน และทำงานทั้งวันทั้งคืนจนแอพนั้นสมบูรณ์ขึ้น ด้วยความฮิตในหมู่วัยรุ่นที่เบื่อ Facebook และการติดตามของผู้ปกครอง โรงเรียนและการโพสต่าง ๆ ใน Facebook ที่จะมีตลอดไป ทำให้ผู้ใช้ Snapchat นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เมื่อเริ่มแย่งผู้ใช้ Facebook ไปทำให้กลายเป็นเป้าสังเกตของ Mark Zuckerberg ทันที ในตอนแรก Mark จะให้ Even นั้นมาหาที่สำนักงาน Facebook แต่ Mark Zuckerberg ตัดสินใจบินไปหาที่บ้านของ Evan แทน ซึ่งที่นั้น Mark ได้เจอทั้ง Evan และ Murphy ซึ่งเมื่อเจอ Mark ก็โชว์ความต้องการของตัวเองทันทีว่าอยากจะทำอะไรกับ Snapchat และเล่า Feature ใหม่ที่ Facebook กำลังทำที่ชื่อ Poke โดยเป็นแอพแชร์รูปและหายไปเช่นกัน ซึ่งทำให้ Evan รับรู้ในความหมายว่า Mark อยากจะถล่ม Snapchat หากไม่ขายหรือร่วมมือกับ Facebook

เมื่อ Mark กลับไป ทั้ง Evan และ Murphy ต่างไปหาซื้อหนังสือ ตำราพิชัยสงครามซุนวู มาอ่านและให้พนักงานอ่านด้วย เพราะการกระทำของ Facebook เป็นการแสดงให้เห็นว่า Sbapchat จะยิ่งใหญ่ได้ และ Facebook ก็กลัว Snapchat นั้นเอง ในธันวาคม 2012 แอพ Poke ของ Mark Zuckerberg ก็ถูกปล่อยออกมา และ Mark ก็อีเมล์ไปหา Evan พร้อมบอกว่า “หวังว่าคุณจะสนุกกับแอพนี้” เมื่อทีม Evan รีวิวดูก็พบว่าเหมือนกับการก๊อปปี้ Snapchat ไปเลย แต่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมในปีเดียวกัน Snapchat ก็เปิดตัวแอพสมบูรณ์ของตัวเองออกมา และกลายเป็นแอพอันดับหนึ่งในวันคริสต์มาสนั้นทันที

หลังจากคริสต์มาส Mark Zuckerberg ติดต่อมาอีกครั้ง ในคราวนี้ Mark Zuckerberg ยื่นข้อเสนอในการเข้าซื้อกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าตอนนั้นแอพจะไม่มีรายได้ ไม่มีโมเดลธุรกิจ และเพิ่งเกิดมาได้ 2 ปี แต่ Evan นั้นปฏิเสธไป และทำให้ Snapchat กำลังเข้าสู่ IPO ในปี 2016-2017 และสร้างมูลค่ามากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 นี้เอง และคาดการณ์ว่าน่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์แน่นอน ด้วยตัวเลขผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม Even และ Murphy ก็ยังต้องจัดการปัญหาของผู้ก่อตั้งอีกคนต่อไปว่าจะจบลงอย่างไร

© 2019 A MarketPress.com Theme