สรุปงาน SXSW 2017 แบบเจาะลึกสำหรับคนไม่ชอบความสำเร็จรูป

ในช่วงวันที่ 7 มีนาคม – 20 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน SXSW ปี 2017 ซึ่งทื่บริษัท Phoinikas ส่งไปร่วมงาน โดยจัดที่เมือง Austin รัฐ Texas ซึ่งปีนี้แนวงานนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อน ๆ ค่อนข้างมาก เพราะเป็นปีที่บัตรเข้างานที่แตกต่างกัน สามารถเข้าไปร่วมงานในหมวดบัตรอื่นได้ด้วย ทำให้ Theme ปีนี้ค่อนข้างจะออกไปแนวเป็น Convergence ของของทุกเรื่องเข้าด้วยกัน โดยสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดมันจะเชื่อมกันด้านใดด้านหนึ่งเช่นการตลาดต้องเข้าใจ storytelling ของผั่ง Film หรือต้องเข้าใจการใช้เสียงเพลงของฟัง music และกลับกันด้านฝั่ง Film กับฝั่ง Music ก็ต้องเข้าใจเรื่องราวเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการตลาดในยุคใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองอีกด้วย ทำให้ปีนี้ใครที่ไปร่วมงานจะสามารถเจออะไรที่สามารถสร้างความเข้าใจต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ด้วย

ทั้งนี้ข้อเสียของปีนี้ก็คือ การที่แบรนด์และเอเจนซี่ต่าง ๆ ถอนตัวจากการที่ขึ้นไปพูดบนเวที หรือการจัดบูธกิจกรรมต่าง ๆ ออกมา และมีบูธจากแบรนด์ที่โชว์นวัตกรรมนั้นลดลงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของงานนั้นก็กลับมาอยู่ที่เรื่องราวของเทคโนโลยีเต็ม ๆ และสตาร์ทอัพต่าง ๆ ก็มากันเพียบ

งาน SXSW จะแบ่งงานเป็น 4 ช่วงใหญ่ ๆ คือเริ่มตั้งแต่ Interactive ที่จะเป็นสายการตลาดและเทคโนดลยีที่เข้ามาฟังกันเป็นส่วนมาก จะเป็นสายที่ไฮโซสุด แบบกินดี อยู่ดีกัน ต่อมาคือฝั่ง Film ที่จะเป็นการเปิดตัวทั้งภาพยนต์และสารคดีต่าง ๆ ซึ่งปีนี้มีดาราดัง ๆ อย่าง Ryan Gosling และ Michael Fassbender มาโปรโมทหนังของตัวเอง มี Ridley Scott มาเปิดตัวภาพยนต์ Alien หรือสารคดีของ Bill Nye the Science Guy ที่มาเปิดตัวสารคดีตัวเอง รวมทั้งหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) ที่มาเปิดตัวสารคดีเช่นกัน จากนั้นก็จะเป็นฝั่ง Music ที่มีคอนเสิร์ตมากมาย มีค่ายเพลงจากประเทศต่าง ๆ มาเปิดตัว อย่างเช่น SM Entertainment เอา Red velvet มาเปิดตัว สุดท้ายคือเรื่อง Convergence ที่จะเป็นหัวข้อที่ทุกเรื่องรวมกัน และสาามารถต่อยอดไปในหลาย ๆ เรื่องได้

ทั้งนี้จากสัมมนาและเปิดตัวภาพยนต์ วงดนตรีต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น Exhibition ที่เป็นงานโชว์เทคโนโลยี ขายของ รวมทั้งเกมและ Festival ที่เป็นงานปาร์ตี้ต่าง ๆ ทั้งเวทีการแสดงตลก รวมทั้งการเปิดบ้านของแบรนด์และเอเจนซี่ที่มาร่วมงานมากมายทำให้คนเข้าไปเห็นนวัตกรรม หรือได้สอบถามนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ด้วย

ผมบินไปถึง Austin วันที่ 8 มีนาคม 2017 ซึ่งที่ Austin นี้ไม่มีบริการ Uber และ Lyft เพราะผู้ให้บริการ 2 เจ้านี้ไม่ยอมให้ผู้ขับขี่รถยนต์ของบริการตัวเองต้องทำประวัติกับทางเมืองไว้ ทำให้ไม่สามารถให้บริการที่เมือง Austin ได้ คนที่ไปต้องเลือกบริการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใน Austin แทนเช่น RideAustin, Fasten, Wingz, Chariot และอื่น ๆ มากมาย ซึ่งผมเลือกบริการของ RideAustin ในการเข้าเมือง ในวันที่  9 มีนาคม 2017 เป็นวันที่ทาง SXSW แนะนำให้มารับ Badge ที่ Austin Convention Center  ซึ่งเป็นสถานที่หลักในการจัดงาน เพราะจะเป็นวันที่คนมารับน้อยมาก ๆ โดยใน Badge จะฝัง RFID ไว้ตอนแสกนเข้าห้องสัมมนา และมีบัตรอาหารกับ กระเป๋า Tote ที่ใส่เอกสารงานต่าง ๆ เอาไว้ให้ ทั้งนี้ในเมือง Austin เพื่อการคมนาคมในระหว่างงานที่สะดวก ผู้ร่วมงานสามารถเช่าจักรยานของ Bcycle หรือใช้บริการ 3 ล้อของเมืองก็ได้

งานสัมมนาที่แบบจริงจังนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 10-17 มีนาคม 2017 ซึ่ง จะเริ่มมีบูธต่าง ๆ ที่ชวนคนมาร่วมสนุกและแจกรางวัลต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mazda, Esurance หรือ Budweiser ใน Austin Convention Center และบริเวณรอบ ๆ ที่มีกิจกรรมจากแบรนด์และประเทศต่าง ๆ ที่มาเช่าสถานที่ในเมืองเพือ่เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและรู้จักกับบริษัทในประเทศตัวเอง อีกด้วย ในส่วนวันท้าย ๆ จะกลายเป็นงานเรื่องดนตรีหมดแล้ว

ทั้งนี้ในงานนั้นผมได้เข้าฟัง Keynote ของ

  • Gary Vaynerchuk ที่ขึ้นเวทีมาตอบคำถามสด ๆ ของคนที่มาฟังว่าอยากได้คำแนะนำในธุรกิจอย่างไร ซึ่งประเด็นที่ตอบนั้นมีมากมาย เช่น การทำ Marketing ตอนนี้ควรสนใจในสื่อที่กลุ่มเป้าหมายนั้นอยู่ หรือการทำธุรกิจนั้นอย่าไปฟังคนที่มาทำลายกำลังใจ เพราะเป็นเกมที่มองกันในระยะยาว

  • Adam Grant ที่ขึ้นเวทีมาเล่าเรื่องว่าความ Originals มาจากไหน และคนที่สร้างบริษัทส่วนใหญ่มาจากการทำงานที่เป็นนอกเวลามากกว่าลาออกไปทำเต็มเวลา รวมทั้งว่าคนที่เป็น Giver นั้นจะไปได้ไกลกว่า Taker อีกด้วย

จากหัวข้อเหล่านี้จะเป็นหัวข้อสัมมนาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ คือ

  • Netflix ที่มาเล่าเรื่องแนวคิดในการสร้าง Max  และทำไมถึงฆ่า Max ทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องของ Cost of investment ล้วน ๆ แต่บทเรียนของ Max ทำให้สามารถสร้างบริการที่เข้าใจผู้บริโภคเพิ่มได้มากขึ้น ซึ่งด้วยผลของ Max นี้เองที่ส่งผลมาเรื่อง A/B Testing อีกด้วย ที่ Netflix นั้นจะทำการเทส A/B Testing ทุกอย่างเพื่อสร้างหน้าตาที่ทำให้ผู้บริโภคใช้งานได้ดีที่สุด ซึ่งจะมีการดีไซน์ตั้งแต่ออกไปให้สุดและแบบเซฟตัวเอง แล้วหาจุดกึ่งกลางพอดีที่ออกมาแล้วทำให้ผู้บริโภคนั้นใช้งานดีที่สุดออกมา ซึ่งทีมทำ A/B Testing นี้มีกว่า 100 คนอีกด้วยและใช้ระบบ Automation ในการทำงาน
  • CTO ของ IBM มาเล่าเรื่อง AI watson ของ IBM ที่สร้างมาเพื่อเรียนรู้อารมณ์ของมนุษย์ว่าจะเข้าใจและปฏิสัมพันธ์กับอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างไร ตั้งแต่ในระดับการคุยด้วยเสียง จนถึงระดับการพิมพ์ออกมา พร้อมสามารถปฏิสัมพันธ์กลับเพื่อให้กำลังใจมนุษย์ หรือแนะนำมนุษย์ที่ใช้งานให้สามารถโต้ตอบกับคนปลายทางให้เหมาะสมขึ้น และยังสามารถนำมาใช้วิเคราะห์คนต่าง ๆ ออกมาเป็นข้อมูลเพื่อใช้งานด้านอื่น ๆ ต่อไปอีกมากมาย
  • Fjord ที่มาเล่าเรื่อง Trend ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่มองว่าการสร้างแบรนด์ที่ต้อง Doing มากกว่า Talking โดยยกตัวอย่างของ Beyonce ที่โชว์ให้เห็นแบรนด์ตัวเองว่าเป็นอย่างไร ผ่านการกระทำในการให้ข่าวและการแสดงในอัลบั้มใหม่ออกมา นอกจากนี้คือการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า Nudge ออกมา หรือการใช้สิ่งที่เรียกว่า Behavioral Economic เหมือนที่ Dan Ariely ใช้เพื่อสร้างการตลาดที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนจริง ๆ
  •  MIT & The Moth, OgilvyPR และ T1Agency ที่มาพูดถึงเรื่องการทำ Storytelling ที่มีผลต่อสมองว่าต้องทำอย่างไร และยุคนี้ใช้เครื่องมือมากมายเพื่อสร้าง Storytelling และ Content Marketing ที่มีความหมายและได้ผลต่อผู้บริโภคที่ทำให้เกิด Action จริง ๆ ไม่ใช่แค่ Viral หรือเกิดการรับรู้ก็จบ แต่ต้องเกิดการประทับในความทรงจำและทำให้เกิดกระตุ้นความอยากหรือสร้างความต้องการกับแบรนด์ขึ้นมาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้หลักการทางจิตวิทยาและ neuroscience มาเกี่ยวข้องอย่างมาก หรือกระบวนการใช้วิธีการ ASMR มาสร้างวิดีโอที่มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก
  • CI&T ที่มาเล่าถึงการทำ Design Sprint และการทำ Design Thinking ในออฟฟิศ ว่าควรจะเริ่มการทำได้อย่างไร และมีผลต่อการทำงานให้ดีขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสามารถเริ่มโดย Pilot Project เพื่อวัดว่าได้ผลไหม จนขยายมาทำทั้งบริษัทที่สามารถทำให้ได้งานที่ดีและรวดเร็วขึ้นมาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ก็ยังมีหัวข้อปลีกย่อยอย่างมากมาย เช่นการทำ Offline first หรือ Brand Doing good จนถึง UX/UI ที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตจากการที่มนุษย์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอนในการปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีในตัวเอง

นอกจากหัวข้อสัมมนา ก็มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายจากการเปิดบ้านในช่วง 10-14 มีนาคม 2017 เป็นส่วนใหญ่ บางส่วนมาเปิดจนถึง 18 มีนาคม 2017  (หลาย ๆ ส่วนพลาดไป ไปไม่ทันในช่วงเวลา) เช่น

  • Google Fiber เปิดออฟฟิศให้คนไปเยื่ยมชม ลอง Google Daydream และใช้งาน Google Fiber
  • Youtube เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและลองอัดวิดีโอในงาน
  • IBM ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้คนได้เข้าไปเยี่ยมชม
  • Fjord ที่เปิดออฟฟิศ โชว์ส่วนการผลิตนวัตกรรมต่าง ๆ ออกมา 
  • Gatorade และ Addidas ที่โชว์นวัตกรรมด้านนักกีฬา
  • Dell ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม
  • HBO ที่มาโชว์เกม และภาพยนต์ The Mummies ที่มาโชว์ VR
  • Levi’s และ Google ที่มาโชว์ Jacquard 

จากงานโชว์เปิดบ้านต่าง ๆ ก็มีการออกบูธต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

  • เวที Startup ที่มี Startup มาโชว์นวัตกรรมตัวเองอย่างมากมาย เช่น VR/AR/MR หรือการทำ Voice Snap หรือตุ๊กตาและของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
  • มีเวที Tradeshow ที่ให้บริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเปิดบูธมากมาย เพื่อหา VC, ลูกค้า และคนที่สนใจได้เข้ามาพูดคุย
  • การเปิดบ้านของประเทศต่าง ๆ ที่รวมบริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในประเทศตัวเองต่าง ๆ มาโชว์สินค้าและพูดคุย
  • มีการ Hijack ของ Startup ที่ไม่ได้ Sponsor งานแต่สามารถไปร่วมได้เช่น Casper, Shopgate และอื่น ๆ มากมาย

จากเวทีโชว์สินค้า ก็มีมีเวทีเกม ที่ให้คนนั้นมาเปิดตัวเกมต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่ง hilight ปีนี้คือ Nintendo Switch และเกม VR ในแบบต่าง ๆ มากมาย ที่น่าสนใจคือการส่งเสริมให้เด็กเล่นเกมจนเป็นอาชีพในแบบที่เล่นอาชีพจนถึงมาเป็นนักพัฒนาเกมหรือกราฟฟิคอีกด้วย

งานยังมีฝั่งเพลงที่เปิดตัวตามย่านผับและบาร์ของเมือง ที่จะมีศิลปินที่มาแสดง SXSW มาร่วมแสดงอีกด้วย ซึ่งงานดนตรีนั้นจะจัดรอบบ่ายไปจนถึงเช้าอีกวันก็มี ทำให้ใครอยู่นี้ต้องเป้นสายกลางคืนหรือมีพลังจากงานสัมมนามาเลย

ทั้งนี้งานยังมีส่วนที่เอา foodtruck มาร่วมให้คนได้สนุกกัน รวมทั้งการปาร์ตี้จากแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Mashabel หรือ YSL หรือ Verb ที่จัดในย่านดนตรีหรือใกล้ ๆ  Austin Convention Center ซึ่งใครจะเข้าต้องพกหลักฐานยืนยันว่าเกิน 18 ปีแล้ว

จากงานทั้งหมดนี้ถ้าให้เล่าแบบละเอียดคงต้องเล่าเยอะมาก เพราะงานนั้นใหญ่มากแบบจัดทั้งเมือง และมีรายละเอียดต่าง ๆ มากมายใน 10 วันที่เกิดขึ้น ซึ่งผมแนะนำเลยว่าถ้าใครมีโอกาส ควรไปร่วมงานเพื่อเห็นว่า Tech ในอนาคตจะไปทางไหน และสามารถมองเห็นอะไรที่เชื่อมโยงกันได้อย่างมากเลย ซึ่งก่อนจะไป ผมแนะนำให้อ่าน การเตรียมตัวที่ผมให้ไว้และหมั่นอัพเดทตารางงานในงาน หาบทความจากเอเจนซี่และแบรนด์ต่าง ๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในงานด้วยก็ดี 

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พาเดินเที่ยวงาน SXSW 2017 เทศกาลรวมคนสาย Interactive ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

5 เรื่องที่พูดถึงกันมากสุดจากประสบการณ์ตรงงาน SXSW 2017

 
 
 
 
 
 

ดูทีไรก็ต้องหิวทุกที วิศัยทัศน์การทำ tastemade ออกมา

คงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook และ Video Clip ทำอาหารอย่าง Tastemade ในตอนนี้ ที่วิดีโอทุกอันที่ออกมา ทำเอาคนที่ดูน้ำลายไหลตลอดเวลาได้ ซึ่ง Tastemade นั้นเกิดขึ้นมาได้ในจังหวะที่พอดีกับยุคที่คนนั้นนิยมการดูวิดีโอและเข้าใจภาษาสื่อกลางของทั้งโลกที่เป้นในเรื่องอาหารออกมา

เรื่องราวของ Tastemade นั้นเริ่มขึ้นจาก Founder ทั้ง 3 คนที่มีประสบการณืชำนาญในแต่ละเรื่องและได้มาทำงานที่เดียวกันใน Demand Media ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นได้แก่ Larry Fitzgibbon ตอนนี้เป็น CEO ของ Tastemade แต่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ Demand Media ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บอย่าง eHow.com และ livestrong.com ซึ่ง Larry นั้นรับผิดชอบในส่วนการดูแลเรื่องสื่อของบริษัทและเป็นคนที่ทำให้ Demand Media เข้าตลาดหุ้นได้ในปี 2011 และที่ Demand Media Larry ได้เจอ Joe Perez  ซึ่งปัจจุบันเค้าจะเป็นคนดูแลด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดของ Tastemade และ Steven Kydd ซึ่งเคยเป็นผู้ก่อตั้ง Demand Media เช่นกันและปัจจุบันดูแลเรื่องการดำเนินงานของ Tastemade ในต่างประเทศ  ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มก่อตั้ง Tastemade หลังจาก Demand media เข้าตลาดหุ้นในปี 2011 ซึ่งด้วยความรู้ความสามารถที่สะสมจากความสำเร็จของ Demand media นั้นทำให้สามารถนำมาปรับใช้กับ Tastemade ได้อย่างดี

Tastemade นั้นเริ่มขึ้นด้วยการที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนนั้นได้มาคุยกันหลังการนัดทานข้าวมื้อเย็น ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นมีความชอบในเรื่องอาหารและได้คุยกันเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งจากจุดเริ่มต้นไอเดียอาหารนี้เองทำให้ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มลองคิดว่าจะสร้างรายการอาหารออนไลน์ที่จะเข้าไปจับกลุ่มคนยุค Millenials ที่มีช่วงอายุ 18-34 ปี ซึ่งมีความสนใจในการที่อยากจะสร้างสรรค์ ทดลองหรือหาอะไรทำใหม่ ๆ และกระจายความสามารถตัวเองออกไป ซึ่งด้วยความคิดที่จะทำอาหารและการมองว่าอาหารเป็นภาษาสากลที่สามารถสื่อได้กับคนทั่วโลก และสามารถกระตุ้นให้คนนั้นอยากลองทำได้ด้วย

Tastemade เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ใน Youtube เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการทำอาหารต่าง ๆ ออกไป ซึ่งด้วยพลังของ Social Network ทำให้คลิปของ Tastemade นั้นถูกกระจายอย่างรวดเร็วอย่างทันที Tastemade วางตัวเองเป็นสื่อแนวใหม่ แทนที่จะเป็น MCN (Multi Channel Network) เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการสร้างสื่อที่สร้างมาสำหรับ Digital โดยเฉพาะ ให้คนในยุคดิจิทัลนั้นสามารถเสพได้โดยง่ายดาย ต่างจากรายการอาหารอื่น ๆ ที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองคนดูทีวีแล้วค่อยมาปรับเป็นออนไลน์ ซึ่งทำให้ไม่ได้รับความนิยม ซึ่งเมื่อเทียบกับ Foodnetwork ที่มีคนดู 500,000 คนบนทีวีต่อวัน แต่วิดีโอ Tastemade นั้นมีคนดูนับล้านคนได้เลยทีเดียว

วิธีการสร้างตัวเองของ Tastemade นั้นคือ Content Strategy ล้วน ๆ ตั้งแต่การเลือกทีมงานที่มาทำวิดีโอนั้น ล้วนแต่เป็นทีมทำวิดีโอมืออาชีพ ทั้งหมดมาจากสตูดิโอทีวีซึ่งตอนนี้มีทีมวิดีโอกว่า 70 ทีมในอเมริกา ซึ่งมีสตูโอถ่ายทำหลักที่ L.A. โดยใช้สตูดิโอเก่าของ MTV มาสร้างเป็นห้องถ่ายทำ 4 รายการและมีสตูดิโอทดลองชื่อว่า BUFFY’S STUDIO ซึ่งเป็นห้องถ่ายทำซี่รีย์ Buffy, the Vampire Slayer ที่จะลองทำ Content อาหารหลาย ๆ แบบโดย Producers จะเอาสูตรอาหารมาลองทำเป็นวิดีโอ และ editors ที่ทำงานอยู่อีกห้องจะเอาวิดีโอนั้นมาผลิตเป็นเวอร์ขั่นต่าง ๆ เช่นเวอร์ชั่นสำหรับ Youtube, Facebook, IG, Snapchat หรือ Apple TV เพื่อให้ได้ Content ที่สามารถเข้าไปอยู่ในสื่อแบบต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จของ Tastemade นั้นไม่ได้มาด้วยความบังเอิญเพราะทุกขั้นตอนนั้นมีการคิดมาอย่างเรียบร้อยว่าจะทำอะไรบ้าง ในทุกสัปดาห์ทีมงานจะต้องเอาสูตรอาหารมา Pitch เพื่อลงความเห้นว่าแต่ละวันจะมีสูตรอาหารอะไรที่จะถูกทำเป็นรายการออกไปบ้างซึ่งไม่แตกต่างกับรายการทีวีเท่าไหร่ สิ่งที่แตกต่างกันคือ Tastemade จะมีตำแหน่ง Recipe developers ซึ่งจะเป็นคนที่ดูข้อมูลวิดีโออาหารที่ออกไปว่ามีผลอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการดูทั้งบน youtube บน Facebook หรือการเลื่อนใน snapchat ว่าบ่อยแค่ไหน ซึ่งด้วยข้อมูลจะทำให้รู้ว่าวิดีโอสูตรแบบไหนที่คนนั้นดูน้อยและดูมาก จะมีการมาปรับปรุงส่วนผสมอาหารที่คนดูน้อยเข้ากับสูตรอาหารที่คนดูเยอะ ร่วมกับ “food stylists” ที่จะคอยบอกว่าอาหารแบบไหนควรจะออกมาหน้าตาอย่างไร และเมื่อถ่ายทำเสร็จวิดีโอทั้งหมดจะถูกเข้าไปทำ Post Production ต่าง ๆ ออกมาและถูกปรับแต่งให้เข้ากับ Platform ต่าง ๆ ก่อนปล่อยออกไป นอกจากนี้ Tastemade ยังได้ทดลองจนพบว่าวิดีโอความยาว 1 นาทีนี้คือความยาวที่เหมาะสมที่สุดที่จะเล่าเรื่องและให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด

นอกจากความรู้เรื่องการทำ Content Marketing ยังต้องนับการใช้พลังของ Data และพลังของ Social Network อย่าง Facebook ที่สามารถช่วยแชร์วิดีโอต่าง ๆ ได้ ทีมงานนั้นจะดูข้อมูลของคนดูต่าง ๆ ไม่ว่าจะวิว   Engagement การแชร์ในทุก ๆ Platform แล้วนำมาปรับปรุงในการสร้างประสบการณ์ของ App ให้ได้ดีที่สุด ซึ่งด้วยพลังของ Facebook จากการที่แค่มีคนติดตามเพียงแสนกว่าคนและยอดคนดูประมาณ 500,000 คนต่อเดือน ก็มีเพิ่มกว่า 2.5 ล้านแฟนและคนดูกว่า 165 ล้านอย่างมาก สิ่งที่ Tastemade นั้นเข้าใจคนดูคือการสามารถหยุดนิ้วคนดูให้อยู่ที่เนื้อหาตัวเองได้ ด้วยการถ่ายทำที่มีความสวยงาม Craft โดยเฉพาะภาพอาหารที่สำเร็จแล้ว หรือการใช้สถานที่สวย ๆ ในการถ่ายทำ

ความสำเร็จที่มาจากองค์ความรู้และทีมงานทำให้ภายในหนึ่งปีของ Tastemade มีสมาชิกที่ติดตามดูกว่า 12 ล้านคนต่อเดือนจาก 200 ประเทศและสามารถระดมทุนได้ 5  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2013 ระดมทุน Series B  ได้ 10 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกัน Series C ได้อีก 25 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 และ Series D  อีก 40 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 ซึ่งมาจาก Goldman Sachs ปัจจุบัน Tastemade มียอดคนดูกว่า 1.5 พันล้านวิวต่อเดือน มียอด active view กว่า 100 ล้านคนต่อเดือน ทั้งนี้เป้าหมายและหน้าที่ของทุกคนที่มาทำ Tastemade นั้นคือ การผลิต Content ที่ดีออกมาเพื่อตอบสนองคนดูในดิจิทัล

 
 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 2 #AWnewyork

จากตอนแรก เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 มาวันนี้จะมาต่อในวันที่ 3 และ 4 กัน

ในวันที่ 3 นั้นเป็นวันที่ผมเริ่มเหนื่อย ๆ จากการวิ่งไปมาระหว่างสัมมนาแล้ว และประกอบกับการเดินเยอะมากในการใช้เวลาทั้งเช้าและเย็นที่เหลือในเมือง New York ทำให้เริ่มไม่อยากเดินไประหว่างสถานที่ไกล ๆ และเริ่ม Information overload แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไปฟังเพื่อให้คุ้มค่ากับที่มา ซึ่งในตอนเช้าสถานที่ต่าง ๆ ก็มีขนมนมเนยเตรียมต้อนรับใน Session เช้า และมีกิจกรรมให้เล่นได้ของแจกมากมายอีกเช่นเคย 

ซึ่งหัวข้อวันที่ 28 นี้มีดังนี้

ซึ่งหัวข้อในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทรนด์ที่กำลังจะมาไม่ว่า Programmatic, VR, Data และ Cognative Marketing ทั้งนี้โดยสรุปหัวข้อในวันนี้

  • The Next Era of Programmatic เป็นการเล่ามุมมองว่ายุคหน้าของ Programmatic นั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้เอาเข้าจริงแล้ว Programmatic ที่ใช้ ๆ กันมันแค่ระยะเริ่มต้นของยุคการซื้อสื่อแบบ Programmatic แต่ในยุคนี้คือจะควบรวมตั้งแต่สื่อนอกบ้าน ทีวี วิทยุ และสื่อในร้านต่าง ๆ ออกมาเป็น Programmatic ผนวกกับข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสร้างสื่อที่เข้าไปตรงความต้องการผู้บริโภคและดูแลผู้บริโภคได้ทันที
  • The Virtual Reality Audience Explained. เป็นการเล่าถึงกระแสของ VR นั้นกำลังมาแรง และตอนนี้ VR นั้นอยู่ในระยะเริ่มต้นของเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมภาพยนต์นั้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทยักษ์ร่วมลงเงินตั้งกองทุนไปลงทุน Startup ด้าน VR ต่าง ๆ หรือทำบริษัท Content ขึ้นมา โดยคาดการณ์ว่า VR จะกลายเป็นอุปกรณ์บันเทิงรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้เหมือนโทรศัพท์ในยุคนี้
  • Fox NFL Town Hall อันนี้มาเล่าเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing ของ Fox ว่าสามารถใช้ Sport Marketing มาช่วยทำการตลาดได้อย่างไร และมีผลอย่างไรต่อธุรกิจขึ้นมา โดยมีนักกีฬาและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างการแข่งขัน พร้อมผู้ชมนับล้านที่ดูรายการอยู่
  • A Dispatch from the Future of Search เป็นการมองอนาคตของ Search ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ Search อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถ Suggestion ความต้องการของเราโดยอิงจากพฤติกรรมที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคเข้าไป สามารถนำไปผนวกกับการ communication ระหว่างคนกับ Machine ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • Big Data, Great Creative เป็นการเอาข้อมูลของ Data ที่เก็บได้มาสร้างเป็น Insight เพื่อสร้างงาน Creative ที่ตรงใจผู้บริโภคออกมา เป้นการผนวกระหว่างศาสตร์ของ Data เข้ากับความต้องการของครีเอทีฟเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงานเจ๋ง ๆ มาได้
  • Adventures in Venturing การเล่าเรื่องของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ และทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ จากธุรกิจเดิม ๆ ได้ขึ้นมา
  • Digital Transformation in the Cognitive Era เป็น Session  ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่หุ่นยนต์นั้นสามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคนี้เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วมีสิทธิ์ที่จะตายลงอย่างรวดเร็ว
  • AB InBev: Experiential Marketing เป็น Session สุดท้ายของวันที่นักการตลาดต่างชื่นชอบ เพราะมีการแจกเบียร์สด Stella Artois ให้ดื่มในระหว่างฟังแถมแก้วกลับไปด้วย มีถึงขั้นพูดว่า “The session is fuckin awesome!!”  ซึ่งเป็น session ที่ head of marketing ของ  Stella Artois มาเล่าการทำการตลาดผ่าน Sesory marketing และ Experience marketing เชื่อมระหว่าง Digital, Data และ Creative  เข้าด้วยกัน

งานในวันสุดท้ายมี Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มสมาธิหลุดแล้ว เพราะรู้เหนื่อยกับการรับข้อมูลต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

  • The Business Reality behind Virtual Reality เป็นการมาเล่าถึงธุรกิจที่จะอยู่เบื้องหลัง VR ต่าง ๆ ว่าจะมีตั้งแต่ผู้ผลิต Platform, ผู้พัฒนาระบบที่จะเข้าไปใน VR, บริษัท Content และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่มากมายและกำลังมีความสนใจอย่างสูงมากอีกด้วย
  • Disrupt the Disruptors: How Companies Can Inoculate Themselves Against Disruption เป็นการเล่าถึงว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดในภาวะ Disruption นี้ได้อย่างไร มีความน่าสนใจในวิธีการทำงานที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปได้
  • Turning Gamers Into Shoppers เป็น Session ที่เล่าถึงพลังของการใช้เกม เพื่อดันการตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าของนักการตลาดขึ้นมา ซึ่งกลุ่มเกมนี้กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีความสนใจสูงต่อ Content ที่ออกมา
  • Where Content Meets Commerce เล่าเรื่องถึงการต้องทำ Content เพื่อสร้างให้เกิดการทำการขายสินค้าในออนไลน์ในยุคนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะ nurture คนให้ไปซื้อสินค้าได้
  • Ask the CMOs: Is the AOR DOA? เป็น Session สุดท้ายของวันที่คนน้อยมากที่จะเข้าฟังแล้ว แต่เป็น Session ที่ดีที่พูดถึงว่า agency กับลูกค้าในยุคหน้าจะทำงานกันอย่างไร โดยรวมคือ Agency จะกลายเป็นการร่วมมือของ Specialist agency มาแทน full service agency เพราะลูกค้าต้องการได้คนทำงาน expert มาร่วมทีมกัน และทำงานที่ดีที่สุดให้ลูกค้าขึ้น

ทั้งนี้  advertising week ที่ไปครั้งนี้ทำให้ผมได้รับไอเดียและเปิดภาพวิธีการทำงานของต่างประเทศและเทรนด์ที่โลกกำลังหมุนไป ซึ่งสามารถเอากลับมาใช้ในงานได้อย่างดี สำหรับปีนี้ผมมีแผนที่จะไป SXSW และ advertising week อีกเช่นกัน

 
 
 

© 2017 A MarketPress.com Theme