เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง วิธีการเตรียมตัวไปงาน Conference ระดับโลก

ใครกำลังเตรียมตัวไปงาน Conference ระดับโลกบ้าง หรือเคยไปมาแล้วและพลาดอะไรในชีวิตสำคัญ ๆ ไป เพราะไม่มีประสบการณ์ วันนี้ผมจะเอาข้อแนะนำในการไป Conference ระดับโลกมาแนะนำเพื่อให้ใครก็ตามที่กำลังเตรียมตัวไป สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และสามารถเก็บเกี่ยวจากงานกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนให้มากที่สุด

จากการที่ไป Conference ใหญ่มา 2  ที่อย่าง Advertising Week ที่ New York และ SXSW ที่ Austin ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งคู่ ทำให้ผมสามารถสร้างเคล็ดลับจากการที่ต้องเตรียมไปงานสัมมนาใหญ่ ๆ ที่ใช้ทั้งเมืองจัดงาน มีเวทีและกิจกรรมมากมายให้ร่วมงาน และถ้าไปคนเดียวคุณจะทำการติดตามหรือถ้าไปครั้งแรก คุณจะงง กับงานสัมมนาอย่างมากอีกด้วย เพื่อไปแล้วไม่ให้พลาดสิ่งดี ๆ แบบผมที่เกิดประสบการณ์แบบนี้ในครั้งแรกที่ไป ลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ที่ผมตกผลึกมาไปลองใช้ดูกัน

  1. ทำการบ้านกับงานที่จะไป : ถ้าต้องไป Conference ระดับโลก สิ่งที่ควรทำคือศึกษางาน Conference ที่จะไปว่าคืองานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถตั้งความคาดหวังกับงานที่จะไปให้ถูก เพื่อที่จะสามารถเลือกจับประเด็นที่ต้องการได้ถูกต้อง และไม่ทำให้เสียเวลาหรือรู้สึกว่ามาผิดที่ผิดทาง เกิดความผิดหวังจากความคาดหวังต่าง ๆ ที่มี การศึกษางานนั้นจะทำให้ทราบประวัติงานด้วยว่าเป็นงานที่มีความเป็นมาอย่างไร แถมสามารถรับรู้จากปีก่อน ๆ ได้ด้วยว่างานมีการพัฒนาอย่างไร และมีกิจกรรมอะไรบ้างด้วย ทำให้สามารถเริ่มทำการตัดสินใจที่จะไปว่าเราไปแล้วจะได้อะไรกลับมา นอกจากนี้เตรียมตัวโหลด App ที่เกี่ยวข้องให้พร้อมเช่น App แผนที่ รถไฟฟ้า พวก Sharing Car หรือตารางงานอีเว้นท์ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อจะได้เดินทางในเมืองได้ถูกต้อง 
  2. จองที่พัก : สิ่งสำคัญต่อมาอย่างมาก คือเมื่อตัดสินใจที่จะไปงานได้แล้วคือการรีบจองที่พักอย่างทันที เพราะยิ่งงานยิ่งใหญ่มาก ที่พักนั้นจะมีอัตราการจองหมดอย่างรวดเร็ว และราคาจะพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ (แต่ถ้าออฟฟิศคุณออกให้ และสามารถจ่ายในราคาเท่าไหร่ก็ได้ ให้อ่านข้ามไปยังบรรทัดท้าย ๆ) อย่างในกรณี SXSW นั้นราคาจากไม่กี่พันกลายเป็นราคาหลายหมื่นทันที เพราะฉะนั้นการรู้ล่วงหน้านานมาก ๆ สามารถทำให้เราสามารถได้ที่พักในราคาที่ไม่แพงได้ด้วย นอกจากรีบจองที่พักแล้ว สิ่งที่ควรเลือกจากที่พักคือ การหาที่พักใกล้ ๆ งาน เพื่อทำให้เราสามารถไปกลับงานได้อย่างสบาย ไม่เหนื่อยมาก แล้วมีเวลาไปทำอย่างอื่นหรือร่วมกิจกรรมที่มีตอนกลางคืนได้ด้วย ควรเลือกที่พักที่ใกล้ร้านขายของเพื่อที่จะสามารถหาซื้อเครื่องดื่ม ของกินได้สะดวกด้วย
  3. จองตั๋วเครื่องบินและตั๋วเข้างาน : การรู้ว่าจะไปแน่ ๆ แถมมีที่ซุกหัวนอนแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการเอาตัวไปให้ถึงสถานที่จัดงาน
    การรีบจองตั๋วเครื่องบินถัดมาจากที่พักเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการจองเครื่องบินช้านั้นอาจจะทำให้คุณไม่สามารถไปงานนั้นได้เลย เพราะอาจจะไม่มีไฟลท์ไปแล้ว หรือถ้ามีก็คงต้องจ่ายราคาแพงมากแบบอัพเกรดไปนั่งสบาย ๆ ระดับ Business Class หรือ First Class เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการรู้ว่าได้ไปแน่ ๆ ละ ก็รีบจองเครื่องบินเลย เปิดตรวจสอบไฟลท์ดูว่ามีไฟลท์บินไหม และ Transit รึเปล่า เลือกที่สามารถพักผ่อนได้ มีที่อาบน้ำจะดีมาก เมื่อมีเครื่องบินก็จองตั๋วเข้างานถัดมา ปกติตั๋วเข้างานถ้ารีบจองจะได้ราคา Early Bird และราคาจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ  จนสุดที่ราคาซื้อหน้างาน เพราะฉะนั้นถ้ารีบซื้อตั้งแต่ประกาศว่าเริ่มขายก็ยิ่งดี
  4. วางแผนตารางงาน หาหัวข้อสำรองที่จะฟังจากหัวข้อหลักไว้  : เมื่อพร้อมที่จะไป ก็ควรมาศึกษาตารางงานอีเว้นท์ทั้งหมด ว่าอะไรมีวันไหนบ้าง และอะไรจัดที่ไหน มีใครเป็น Speaker เพื่อที่จะวางแผนได้ว่า แต่ละวันเราจะเข้าฟังใคร หัวข้ออะไรแล้วจะคาดหวังอะไรจากการฟังนั้น พร้อมวางแผนการเดินทางระหว่างห้องที่มีการสัมมนาได้ถูก เพราะหลาย ๆ ครั้งสัมมนาใหญ่ ๆ นั้นจะมีการพูดพร้อมกันในหลาย ๆ สถานที่ของเมือง และตารางการพูดจะชนต่อกันทันที ทำให้เราต้องวางแผนออกจากห้องให้ถูก หาที่กินข้าวให้ได้ ส่วนใหญ่ถ้าอยากให้ฟังให้คุ้มคือการติดอาหารกลางวันติดตัวไปกินในห้องที่ฟังเลย หรือถ้ากลัวว่าตารางจะแน่นและเข้าห้องไม่ทันก็ทำตารางหลวม ๆ ให้มีเวลาเดินทางได้ไปแต่ละที่ได้ นอกจากนี้การฟังสัมมนาที่ต่างประเทศบางหัวข้อคนจะแน่นมากจนเราไม่สามารถไปฟัง ให้เตรียมหาหัวข้อสำรองที่จะไปฟังหากพลาดขจากหัวข้อแรกเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการไป 
  5. Travel Light : เวลาไปงานเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการไปฟังแบบเบาตัวที่สุด อย่าขนอะไรไปเยอะ เพราะคุณต้องเดินทางระหว่างที่สัมมนาเยอะมาก เพราะฉะนั้นการทำตัวให้เบาที่สุดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก หลาย ๆ ครั้งฝรั่งที่ไปสัมมนาจะแนะนำว่าไม่ต้องเอาคอมพิวเตอร์ไปเพื่อให้ไม่ต้องแบกอะไรเยอะ แต่ควรจะเอาแผนที่งาน ตารางงาน และเตรียมช่องว่างเผื่อเอาของจากงานกลับมาไม่ว่าจะเอกสาร หนังสือ หรือเครื่องที่ระลึกต่าง ๆ จากงงานกลับมา นอกจากนี้รองเท้าต้องดีงาม เหมาะสมที่จะเดินนาน ๆ ยืนนาน ๆ หรือทนต่อการวิ่งไปไหนมาไหน ช่วยให้เราสบายเท้ามาก ๆ อีกด้วย อย่างผมนี้ได้ Allbirds ช่วยไว้ในงาน SXSW ทำให้ชีวิตนั้นสบายเท้าและเดินได้กว่าวันละ 20 กิโลเมตรเลยทีเดียว 
  6. สำรวจก่อนงาน : การสำรวจก่อนงาน ทำให้รู้ว่าสถานที่จัดงานหรือห้องสัมมนาแต่ละอันนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้สามารถเลือกเส้นทางหรือไปงานในวันจริงแล้วไม่หลงอย่างมาก พร้อมทั้งสามารถเจอพวกบูธของแบรนด์ต่าง ๆ หรือที่เตรียมตัวซื้อน้ำและอาหารว่าอยู่ตรงไหนได้ด้วย ทั้งนี้การสำรวจงานจะทำให้ตารางที่ทำเตรียมมานั้นสามารถรู้ได้ว่าควรจะปรับตรงไหน เพื่อให้ได้ตารางงานที่มีประสิทธิภาพที่สามารถเข้างานได้สูงสุดอีกด้วย 
  7. หาอะไรจดหรืออัดกลับมา : เมื่อถึงงานสัมมนาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ บางเวลทีจะเป็นเวทีที่ถกกันและคุยกันหลายคน ทำให้การฟังของเรานั้นอาจจะตามไม่ทัน หรือเข้าไปในห้องในคนท้าย ๆ แล้วนั่งหลังห้อง ห่างจากเวที สิ่งที่ควรทำคืออัด Session นั้นกลับมาฟังเพื่อติดตามสิ่งที่ฟังต่อ สิ่งสำคัญคืออย่าฟังย่างเดียวเพราะการฟังอย่างเดียวอาจจะทำให้ความจำเราหายได้ถ้าเราไม่ได้สนใจ การจดหรือฟังทำให้เราสามารถบันทึกสิ่งที่ฟังมาได้อย่างดี และทำให้ไม่ลืมว่าฟังอะไรไปหรือลืมแล้วก็สามารถกลับมาดูได้ด้วยว่าฟังอะไรไป ทำให้ฟื้นความสนใจได้ง่ายขึ้น
  8. รีบไปต่อแถวและถ้าไม่ชอบ รีบออกมาไปหาอย่างอื่นทำ : สิ่งสำคัญในการไปฟังสัมมนาระดับโลกเหล่านี้คือ หัวข้อที่คนพูดนั้นดังมาก ๆ หรือหัวข้อดีมาก ๆ  จะมีคนไปรอต่อคิวล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ทำให้เมื่อคุณรอเลิกจากห้องหนึ่งเพื่อไปต่อคิว คุณอาจจะได้คิวท้าย ๆ ซึ่งสัมมนาในต่างประเทศนั้นจะต่างจากประเทศไทย เพราะห้องสัมมนาเค้าจะจุคนตามความปลอดภัยที่ระบุ ไม่ได้เอาเข้าไปจนเต็ม เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปต่อช้ามากคุณอาจจะหมดสิทธิ์เข้าห้องเลยทันที และถ้าหัวข้อที่คุณเลือกรู้สึกว่าดีมากก็ควรต้องสละเวลาก่อนหน้าเพื่อไปต่อคิว หรือดูว่ามี Encore Session ไหม นอกจากนี้ถ้าบางหัวข้อเข้าไปแล้วไม่ดี อย่าขี้เกรงใจเหมือนคนไทย ให้ออกจากห้องมาเลย เพราะเสียเวลาเราที่จะไปหัวข้อสำรองได้ หรือไปทำกิจกรรมอืน ๆ ได้ 
  9. ออกสำรวจวันงาน เปิดหู เปิดตา เผื่อเจอของดี : ในวันงานในสัมมนาใหญ่ ๆ จะมีการ Hijack event จากบริษัทต่าง ๆ ที่ไม่ได้สปอนเซอร์หรือซื้อพื้นที่งาน และไม่ได้อยู่ในตารางงาน แต่เปิดตามตึกต่าง ๆ การออกสำรวจนอกจากคุณจะได้เจอบูธกิจกรรมเพื่อเจอเทคโนโลยี หรือเจอนวัตกรรมใหม่ ๆ จากแบรนด์ต่าง ๆ ที่มาร่วมงานและแอบเปิดตามตึกต่าง ๆ ด้วย ไม่แน่การเดินที่เหล่านี้คุณอาจจะเจอนวัตกรรมอะไรดี ๆ หรือเจอสิ่งที่เอามาต่อยอดความคิดของคุณได้ด้วย
  10. กิน ดื่ม และพักผ่อนให้มาก : การไปงานเหล่านี้คุณจะใช้พลังงานเยอะมาก เพราะการเดินสำรวจจะเยอะ การฟังต้องใช้สมาธิมาก แถมในต่างประเทศบางทีอากาศนั้นเปลี่ยนแปลงบ่อย และอากาศจะแห้งมากจนคุณหิวน้ำตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการกินให้อิ่มหรือมีของกินง่าย ๆ ตลอดเวลาเพื่อที่จะลุยงานได้ตลอดทั้งวัน และมีน้ำดื่มเพื่อเวลาคอแห้งมาก ๆ หรือเหนื่อยมาก ๆ สำคัญคือการนอนให้เต็มอิ่ม พักผ่อนมาก ๆ เพื่อที่จะไม่ป่วยในระหว่างงานได้

ทั้งนี้นี่คือเคล็ดลับของผมคร่าว ๆ ในการไปร่วมงานสัมมนาที่ต่างประเทศ ที่เป็นงานใหญ่ระดับโลก และสามารถเก็บประเด็นหรือสิ่งที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างกลับมาเพื่อต่อยอดในงานและความคิดได้ด้วย

 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 2 #AWnewyork

จากตอนแรก เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 มาวันนี้จะมาต่อในวันที่ 3 และ 4 กัน

ในวันที่ 3 นั้นเป็นวันที่ผมเริ่มเหนื่อย ๆ จากการวิ่งไปมาระหว่างสัมมนาแล้ว และประกอบกับการเดินเยอะมากในการใช้เวลาทั้งเช้าและเย็นที่เหลือในเมือง New York ทำให้เริ่มไม่อยากเดินไประหว่างสถานที่ไกล ๆ และเริ่ม Information overload แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไปฟังเพื่อให้คุ้มค่ากับที่มา ซึ่งในตอนเช้าสถานที่ต่าง ๆ ก็มีขนมนมเนยเตรียมต้อนรับใน Session เช้า และมีกิจกรรมให้เล่นได้ของแจกมากมายอีกเช่นเคย 

ซึ่งหัวข้อวันที่ 28 นี้มีดังนี้

ซึ่งหัวข้อในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทรนด์ที่กำลังจะมาไม่ว่า Programmatic, VR, Data และ Cognative Marketing ทั้งนี้โดยสรุปหัวข้อในวันนี้

  • The Next Era of Programmatic เป็นการเล่ามุมมองว่ายุคหน้าของ Programmatic นั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้เอาเข้าจริงแล้ว Programmatic ที่ใช้ ๆ กันมันแค่ระยะเริ่มต้นของยุคการซื้อสื่อแบบ Programmatic แต่ในยุคนี้คือจะควบรวมตั้งแต่สื่อนอกบ้าน ทีวี วิทยุ และสื่อในร้านต่าง ๆ ออกมาเป็น Programmatic ผนวกกับข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสร้างสื่อที่เข้าไปตรงความต้องการผู้บริโภคและดูแลผู้บริโภคได้ทันที
  • The Virtual Reality Audience Explained. เป็นการเล่าถึงกระแสของ VR นั้นกำลังมาแรง และตอนนี้ VR นั้นอยู่ในระยะเริ่มต้นของเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมภาพยนต์นั้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทยักษ์ร่วมลงเงินตั้งกองทุนไปลงทุน Startup ด้าน VR ต่าง ๆ หรือทำบริษัท Content ขึ้นมา โดยคาดการณ์ว่า VR จะกลายเป็นอุปกรณ์บันเทิงรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้เหมือนโทรศัพท์ในยุคนี้
  • Fox NFL Town Hall อันนี้มาเล่าเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing ของ Fox ว่าสามารถใช้ Sport Marketing มาช่วยทำการตลาดได้อย่างไร และมีผลอย่างไรต่อธุรกิจขึ้นมา โดยมีนักกีฬาและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างการแข่งขัน พร้อมผู้ชมนับล้านที่ดูรายการอยู่
  • A Dispatch from the Future of Search เป็นการมองอนาคตของ Search ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ Search อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถ Suggestion ความต้องการของเราโดยอิงจากพฤติกรรมที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคเข้าไป สามารถนำไปผนวกกับการ communication ระหว่างคนกับ Machine ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • Big Data, Great Creative เป็นการเอาข้อมูลของ Data ที่เก็บได้มาสร้างเป็น Insight เพื่อสร้างงาน Creative ที่ตรงใจผู้บริโภคออกมา เป้นการผนวกระหว่างศาสตร์ของ Data เข้ากับความต้องการของครีเอทีฟเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงานเจ๋ง ๆ มาได้
  • Adventures in Venturing การเล่าเรื่องของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ และทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ จากธุรกิจเดิม ๆ ได้ขึ้นมา
  • Digital Transformation in the Cognitive Era เป็น Session  ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่หุ่นยนต์นั้นสามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคนี้เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วมีสิทธิ์ที่จะตายลงอย่างรวดเร็ว
  • AB InBev: Experiential Marketing เป็น Session สุดท้ายของวันที่นักการตลาดต่างชื่นชอบ เพราะมีการแจกเบียร์สด Stella Artois ให้ดื่มในระหว่างฟังแถมแก้วกลับไปด้วย มีถึงขั้นพูดว่า “The session is fuckin awesome!!”  ซึ่งเป็น session ที่ head of marketing ของ  Stella Artois มาเล่าการทำการตลาดผ่าน Sesory marketing และ Experience marketing เชื่อมระหว่าง Digital, Data และ Creative  เข้าด้วยกัน

งานในวันสุดท้ายมี Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มสมาธิหลุดแล้ว เพราะรู้เหนื่อยกับการรับข้อมูลต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

  • The Business Reality behind Virtual Reality เป็นการมาเล่าถึงธุรกิจที่จะอยู่เบื้องหลัง VR ต่าง ๆ ว่าจะมีตั้งแต่ผู้ผลิต Platform, ผู้พัฒนาระบบที่จะเข้าไปใน VR, บริษัท Content และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่มากมายและกำลังมีความสนใจอย่างสูงมากอีกด้วย
  • Disrupt the Disruptors: How Companies Can Inoculate Themselves Against Disruption เป็นการเล่าถึงว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดในภาวะ Disruption นี้ได้อย่างไร มีความน่าสนใจในวิธีการทำงานที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปได้
  • Turning Gamers Into Shoppers เป็น Session ที่เล่าถึงพลังของการใช้เกม เพื่อดันการตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าของนักการตลาดขึ้นมา ซึ่งกลุ่มเกมนี้กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีความสนใจสูงต่อ Content ที่ออกมา
  • Where Content Meets Commerce เล่าเรื่องถึงการต้องทำ Content เพื่อสร้างให้เกิดการทำการขายสินค้าในออนไลน์ในยุคนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะ nurture คนให้ไปซื้อสินค้าได้
  • Ask the CMOs: Is the AOR DOA? เป็น Session สุดท้ายของวันที่คนน้อยมากที่จะเข้าฟังแล้ว แต่เป็น Session ที่ดีที่พูดถึงว่า agency กับลูกค้าในยุคหน้าจะทำงานกันอย่างไร โดยรวมคือ Agency จะกลายเป็นการร่วมมือของ Specialist agency มาแทน full service agency เพราะลูกค้าต้องการได้คนทำงาน expert มาร่วมทีมกัน และทำงานที่ดีที่สุดให้ลูกค้าขึ้น

ทั้งนี้  advertising week ที่ไปครั้งนี้ทำให้ผมได้รับไอเดียและเปิดภาพวิธีการทำงานของต่างประเทศและเทรนด์ที่โลกกำลังหมุนไป ซึ่งสามารถเอากลับมาใช้ในงานได้อย่างดี สำหรับปีนี้ผมมีแผนที่จะไป SXSW และ advertising week อีกเช่นกัน

 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 #AWnewyork

เมื่อกันยายนที่ผ่านมานั้นผมได้มีโอกาสไปร่วมไปงาน Conference ที่ต่างประเทศมานั้นคืองาน  Advertising Week จัดขึ้นที่ New York City ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งงงานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเหมือนงานสัมมนาเรื่องการสื่อสารทางการตลาด อัพเดทเทรนด์การสื่อสารการตลาด โฆษณาและมาเจอเพื่อนฝูงกันของเหล่าคนทำโฆษณาและการสื่อสารการตลาดที่อเมริกา ส่วนแบบต่างชาติเหมือนผมที่ไปก็เหมือนเปิดหู เปิดตา ดูเทรนด์ล่าสุดของที่นั้นกับตาและฟังกับหูเพื่อเอามาอัพเดทในงานกัน

งาน Advertising Week ที่ New York นี้จัดมาเป็นปีที่ 13 แล้ว และเป็นที่แรกที่จัด Advertising Week ซึ่งตอนนี้นอกจาก New York แล้วก็มี Advertising Week London และ Advertising Week Tokyo ตามมา โดยในงานจะเป็นการอัพเดทเรื่องราวทางการตลาดและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาจากผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้า และดารากับ Startup ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งงานที่นิวยอร์คนี้จะจัดในละแวกแถว ๆ Times Square ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจของที่นั้นเลยทีเดียว โดยสถานที่จัดงานจะแบ่งเป็นสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่โรงละคร บาร์ ออฟฟิสของ NewYork Times ออฟฟิสไมโครซอฟท์ ออฟฟิสรอยเตอร์ ตลาดหุ้น Nasdaq หรือ Town Hall ของเมืองเองก็ตาม งานที่ผมไปนั้นเริ่มต้นในวันที่ 26 กันยายนไปจนถึงวันที่ 29 กันยายนในปีที่แล้ว ปีนี้จะจัดในวันที่ 25-28 กันยายน 2017

งานเริ่มเปิดตัวที่ออฟฟิสของ New York Times ซึ่งใช้หอประชุมเพื่อเปิดงาน งานนั้นเริ่มต้นตอน 8.30 am. โดยต้องไปปรินต์บัตรเข้างานที่โรงละครฝั่งตรงข้ามก่อน และมาต่อคิวเข้างานใน Session แรกที่จะเริ่มขึ้น โดยจะมี Staff สุดน่ารักคอยดูแล และมีกิจกรรมจาก  Publisher และ Startup ต่าง ๆ หน้างานเพื่อให้คนร่วมสนุกกันไม่ว่าจะเป็น iHeartmedia, Sizmek หรือ Waze ซึ่งเป็น Sponsor ของงาน

นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมมากมายในงานที่ให้ผู้ร่วมงานมาได้ร่วมสนุกหรือเก็บของที่ระลึกกลับกัน  และมีอาหารเลี้ยงมากมายไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ขนม ของว่าง และมื้อกลางวันที่เป็นรถ Pizza จาก Sizmek และไอศครีมจาก iHeartRadio  ที่มาบริการ ตามตึกต่าง ๆ ก็มีบริการอย่างดีเช่นตึก Microsoft ที่มีขนมปัง น้ำส้มและกาแฟ Starbucks Coldbrew กาแฟสด และ น้ำหมักผลไม้มาบริการ

งานในวันแรกนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • กระแสของ Live Video มาแรงมาก ๆ เราเห็นได้จาก Snapchat ที่ทุกคนนั้น Live เรื่องราวของตัวเองออกมา และ Communicate กันผ่านวิดีโอ ซึ่งรูปแบบวิดีโอนี้ที่นิยมมาได้นั้นเป็นเพราะความที่สามารถเห็นเหตุการณ์สด ไม่มีการ Fake ทำให้คนนั้นรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ Authentic มากขึ้นในสังคมที่ทุกคนนั้นพยายามสร้างภาพกัน
  • การสร้าง Storytelling ต่อไปจะไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องราว แต่เป็นการสามารถที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวของ Consumer เข้ากับบริบทต่าง ๆ ในชีวิต และเชื่อมไปยังเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเข้าถึง Consumer ได้
  • เรื่องราวการทำงานของ Startup ซึ่งมี PopSugar, Casper และ Mashable มาเล่าถึงการสร้าง Startup ของตัวเอง วิธีการแก้ปัญหาของธุรกิจตัวเอง และการสร้างรายได้ขึ้นมา ซึ่ง PopSugar กับ Mashable นั้นจะคล้าย ๆ กันคือโตมาจากคนทำงาน Content และ Focus ในสิ่งที่ทำ ส่วน Casper เป็น Startup ทำเตียงใช้วิธีการมีนวัตกรรมองตัวเอง แล้ว outsource การผลิตไปที่จีน
  • ในเรื่อง Programmatic นั้นจากงานบนเวที สรุปว่า Programmatic ที่ใช้กันทุกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์และเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าเป็น 3.0 ของ Programmatic ซึ่งคนทำ Programmatic มองอยนาคตของ Programmatic ที่จะไปไกลกว่านี้ในระดับ Personalised และเชื่อม Data ไปจนถึงหลักการ CRM ขึ้นมาได้
  • จากผู้เขียนหนังสือ Beyond Advertising มาเล่าถึง เรื่องที่ว่าสื่อที่เป็นหน้าจอต่อไปจะลดบทบาทลงแล้วกลายเป็นสื่อที่ผู้บริโภคจะเอาติดตัวไปตลอดเวลามีอำนาจควบคุมในการที่จะรับสือ นักการตลาดและโฆษณาต้องหวนกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสื่อสารในยุคที่ผู้บริโภคต้องการคนที่รับฟัง และเข้าใจความต้องการ มากกว่านักขาย
  • สุดท้ายของวัน เป็นเรื่องราวของการใช้ Automation System มาสร้างระบบที่เรียกได้ว่า Curate Content ขึ้นมา เพื่อช่วยในความสะดวกในการทำ Content และสามารถส่ง Content ไปยังกลุ่มเป้าหมายในระดับ  Personalised ที่จะได้เนื้อหาที่ตรงแต่ละคนเลย

งานในวันที่สองนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • การคิดครีเอทีฟในยุคนี้ไม่ควรแยกจากมีเดีย แต่ควรคิดที่เริ่มต้นด้วยว่า Consumer Journey เจอ Media แบบไหน และ Consumer ชอบที่จะได้ข้อมูลจาก Media แบบไหน แล้ว  ครีเอทีฟ ควรจะสื่อสารในแต่ละ Media อย่างไร เพื่อสร้างการสื่อสารทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพออกมา
  • Seth Godin กูรูการตลาดชื่อดัง มาเล่าถึงเรื่องการ Communication ที่ควรจะเป็นในยุคนี้ ซึ่งเล่าว่านักการตลาดชอบทำอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ได้เข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน ทำอะไรควรสร้างการสื่อสารที่สามารถชักนำและชักจูงความคิดคนได้ด้วยความเด่นกว่าในแบบต่าง ๆ
  • Sheryl Sandberg และ Mary Barra มาเล่าบทบทของผู้หญิงในการบริหาร และการเป็นผู้นำในยุคนี้ว่าทำงานอย่างไร
  • อันนี้เป็น Session ที่น่าสนใจ เพราะเป็นกระบวนการคิดของ Agency และ Brand ในการสร้างนวัตกรรมขึ้นมา และทำตัว Disruption โดยการเข้าใจวิธีคิดของ Startup และทำตัวเพื่อตอบสนองแบรนด์หรือ Startup ที่ต้องการการสื่อสารทางการตลาดได้
  • ยุคนี้ที่ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากแบรนด์ แบรนด์ไม่ใช่แค่ขายของอีกต่อไป แต่ต้องขายว่าแบรนด์นั้นเกิดมาเพื่ออะไรแล้วผู้บริโภคจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือได้อะไรจากการใช้แบรนด์นี้ขึ้นมา
  • สุดท้ายของวันที่ 2 ก็เป็นเหล่า Founder ธุรกิจ มาเล่าวิธีการทำธุรกิจและวิธีบริหารจัดการต่าง ๆ ว่าสามารถสร้างให้ธุรกิจตัวเองเติบโตมาถึงในปัจจุบันได้อย่างไร มีคนดัง ๆ อย่าง David Droga และ Ben Silbermann ผู้ก่อตั้ง Pinterest มาเล่าด้วย

จบ Session ทั้ง 2 วัน ที่เหลือมาต่อกันตอนที่ 2 กันนะครับ

© 2019 A MarketPress.com Theme