Pejman Nozad จากคนหนีวีซ่า ไม่มีเงิน ไม่มีปริญญา ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ มาขายพรม จนเป็น VC ชื่อดังของ Silicon Valley 

American Dream นั้นคงเป็นเรื่องจริงในที่นี้กับชายวัยกลางคนที่ชื่อ Pejman Nozad ที่มาตั้งรกรากที่อเมริกา รัฐซานฟรานซิสโก จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรติดตัวมา แต่ตอนนี้เค้ามีเป็นเศรษฐีพันล้าน จากการลงทุนใน Startup และเป็น Match Maker ชื่อดังของ Silicon Valley

Pejman Nozad เกิดที่อิหร่าน และเติบโตในช่วงยุคปฏิวัติระบอบกษัตริย์ ซึ่งในปี 1980 ครอบครัวได้ลี้ภัยไปที่เยอรมันนี และตัวเขาเองนั้นหวังว่าจะตามไปหลังจากออกจากการเกณฑ์ทหารแล้ว และหวังว่าจะออกมาเป็นนักฟุตบอลตามความฝันของตัวเอง เมื่อหลุดจากการเป็นทหาร เขาก็ได้ตามเครอบครัวมาอยู่เยอรมันนี พี่ชาย Pejman Nozad อยากไปอเมริกามากและไปขอวีซ่าทุกวัน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธทุกวัน เมื่อ Pejman Nozad มาอยู่เยอรมันนี พี่ชายเขาก็ชวนไปขอวีซ่าด้วยกัน โดย Pejman Nozad ได้ถูกถามเรื่องเล่นฟุตบอล แล้วก็ได้วีซ่านักข่าวมา หลังจากนั้น 2 เดือนเขาก็บินมุ่งตรงไปที่ San Francisco โดยมีแค่เงิน 700$ ในตอนนั้น พูดอังกฤษได้ไม่กี่คำ และรู้จักลุงที่อยู่ที่นั้นคนเดียว

เมื่อมาถึงเขาก็เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นเด็กล้างรถ ที่ร้านล้างรถของคนอิหร่าน จากนั้นก็มาทำงานที่ร้านกาแฟ ร้านโยเกิร์ต แล้วก็ย้ายงานมาทำร้านอาหารเม็กซิกัน จากนั้นก็เป็นยาม เขาใช้เวลาในกลางคืนเพื่อเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และอาศัยที่ห้องเล็ก ๆ ที่เป็นห้องเก็บกระดาษเช็ดปาก เมล็ดกาแฟและถ้วยกาแฟ โอกาสในชีวิตของเขาเริ่มต้นเมื่อเห็นโฆษณาร้านขายพรม ต้องการรับสมัครพนักงานขาย เขาจึงติดต่อไปขอเป็นพนักงานขาย ทางร้านถามว่าเคยขายอะไรมาไหม ทาง Pejman Nozad บอกว่า “ไม่เคย แต่ขอโอกาสให้เขาได้ลอง คุณจะปฏิเสธคนคนนึงที่คุณยังไม่เคยได้เจอเลยเหรอ” นั้นทำให้เขาได้รับงานที่ร้านขายพรมในที่สุด และเรียนรู้ว่า “คุณไม่สามารถจะได้อะไร ถ้าคุณไม่เรียกร้องมัน”

หลังจากที่ 15 ปีที่อยู่อเมริกา Pejman Nozad กลายเป็นสุดยอดนักขายพรมของร้าน สร้างรายได้ให้ร้านมากกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งสำคัญไปกว่านั้นเขามีพรสวรรค์ในการหาโอกาสอย่างมาก วิธีการขายพรมของเขานั้นจะไม่ขายที่ร้านตั้งแต่แรก แต่เขาจะขอไปพบลูกค้าที่บ้านด้วยการเอาพรมไปด้วย 20 ผืน ซึ่งก่อนที่เขาจะไปเขาจะศึกษาลูกค้าอย่างดีว่าเป็นคนแบบไหน หรือชอบอะไร ผ่าน Google และสามารถสร้างการขายพรมด้วยการเจรจาในเรื่องชีวิตของผูซื้อเช่นอาชีพ การทำงาน ซึ่งด้วยวิธีนี้เองทำให้เขาเข้าไปถึงออฟฟิสของ VC และผู้ประกอบการชั้นนำได้ จนรู้จักไปทั่ว เมื่อมี Connection มากมาย เขาจะใช้ร้านขายพรมที่เขาทำงานจัดปาร์ตี้สังสรรค์กันระหว่าง VC และผู้ประกอบการ แต่ตอนนี้เขาเองนั้นก็ไร้ทรัพย์สินที่จะสามารถชวนให้คนลงทุนผ่านเขาได้ คนที่มาช่วยเขาในครั้งนี้คือเจ้าของร้านขายพรมที่เห็นเหตุการณ์ในปาร์ตี้ทั้งหมด และอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนักลงทุน ซึ่งทำให้เจ้าของร้านลงทุนทำ Investment fundในปี 1999 ด้วยเงิน 2 ล้านดอลลาร์และ Pejman Nozad ลงเงินไป 2 แสนดอลลาร์ โดยกองทุนนี้ชื่อว่า Amidzad และลงทุนแบบหุ้นเล็ก ๆ ที่ VC ใหญ่ๆ ไม่สนใจ

สายตาอันเฉียบแหลมของ Pejman Nozad นั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาไปลงทุนใน Startup ชื่อ Danger ซึ่งมีบิดาของ Android อย่าง Andy Rubin เป็น Cofounder การลงทุนนี้เกิดขึ้นเพราะ Pejman Nozad ขายพรมในราคา 5000$ ให้ Andy และเมื่อคุยกันไปมา แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่า Danger ทำอะไร แต่ก็เซ็นต์เช็คไป 400,000$ ซึ่งสุดท้ายบริษัท Microsoft ซื้อไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยการที่ Pejman Nozad มีหุ้นเล็กน้อยในนั้น ทำให้เขาไม่ได้ผลประโยชน์อะไรมากนัก ซึ่งบทเรียนนี้ทำให้เขาจะไม่เจรจาอะไร ถ้าไม่มีคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาและเขาชอบไปเจรจาหรือลงทุนด้วย ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ Babak “Bobby” Yazdani คนที่ลงทุนใน Google และ Salesforce.com ซึ่งเขาก็รู้จัก Bobby ผ่านทางการขายพรม และแนะนำให้ไปรู้จักคนดีไซน์ Chip คอมพิวเตอร์ และกำลังมีไอเดียทำ Startup ทาง Bobby ก็ไม่ปฏิเสธ และหลังจากนั้นเขาก็ลงทุนร่วมกับ Pejman Nozad อีก 8 บริษัท ด้วยวิธีนี้ทำให้เขามี VC มากมายที่มาร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน

วิธีการที่เขาสามารถทำให้ผู้ประกอบการนั้นยอมให้ Pejman Nozad ไปลงทุนได้นั้นเป็นวิธีที่ไม่ธรรมดาที่ต่างจากที่อื่นทำ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้รถ Mitsubishi Mirage กับภรรยา Founder Startup ที่เพิ่งย้ายมาจากอิสราเอลและถังแตก ซึ่งเมื่อเขาช่วยแล้วปรากฏว่าเขาก็ได้หุ้นบริษัทมา อีกครั้งหนึ่งเขาเคยจากเงินค่าขนย้ายบ้านให้กับ Founder Startup อีกรายที่จะย้ายจาก Texas มาอยู่ที่ Palo Alto

Pejman Nozad นั้นใช้วิธีนี้ในการลงทุนของตัวเองชื่อ PejmanMar Ventures และ Match Making ให้เกิดขึ้นปัจจุบันเขามีหุ้นในการลงทุนกับ Dropbox, Palantir, Addepar, Backplane และปัจจุบันเขาก็ยังก็ตั้ง VC ของตัวเองเพื่อลงทุนเอง พร้อมยังเปิดร้านขายพรม และ Gallery พรมเพื่อเป้นที่ใช้ทำ Business Matching เหมือนเดิม และยังมี Party ที่เขายังจัดอยู่เป็นประจำทุกวัน

Pejman Nozad บอกว่าเวลาเขาเลือกลงทุน เขาไม่ได้เลือกที่บริษัทหรือว่าจะทำอะไร เขาเลือกลงทุนในคนที่มหัศจรรย์ตั้งหาก

 

Palantir บริษัท Startup ทำ Data ที่หน่วยข่าวกรองยังต้องใช้

คุณรู้ไหมว่าการทำข่าวกรองผ่านดิจิทัลในปัจจุบันนั้นมาจากบริษัท Startup รายหนึ่งที่ชื่อว่า Palantir ซึ่งบริษัทนี้มีลูกค้าเป็น CIA, NSA, FBI, กองทัพสหรัฐ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ สำนักข่าวและธนาคารใหญ่ ๆ ซึ่งบริษัทนี้จะทำการรบรวมข้อมูลจากดิจิทัลทั้งหมด มาวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงและสรุปเป็นรายงานออกมา

Palantir ก่อตั้งขึ้นโดย Peter Thiel เจ้าพ่อ Paypal คนหนึ่งซึ่งหลังจากขาย Paypal ได้แล้วก็เอาเงินส่วนหนึ่งมาก่อตั้งทำ Palantir โดยให้องค์ความรู้ในการทำ Paypal ในเรื่องการกันการฉัอโกงมาพัฒนาต่อ โดยชื่อ Palantir นั้นมาจากหินเวทย์มันต์ Palantíri ที่เอาไว้คอยสอดส่องโลกและเพื่อน ใน Lord of the ring (อันที่ซารูมานใช้คุยกับเซารอนนั้นละ) ซึ่ง Thiel ได้ลงเงินตัวเองไปกว่า 40 ล้านดอลลาร์ในการก่อตั้งขึ้นมา และหวังว่าบริษัทจะสามารถเข้าไปช่วยจัดการเหตุการณ์ 9/11 ได้

Venture Capitalist Peter Thiel in his offices at the Presidio in San Francisco, Calif., on Tuesday, Sept. 30, 2014. Thiel, who cofounded PayPal with Max Levchin and Elon Musk recently released a book called Zero to One, a how-to for building startups. (John Green/ Bay Area News Group)

พอปี 2004 Peter Thief ได้ชวน Alex Karp เพื่อนสมัยเรียนมาเป็น CEO เพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือได้ Alex Karp นั้นเรียนจบปริญญาเอกด้านปรัชญา และเป็นนักลงทุนตัวยงที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยภาพลักษณ์ CEO นี้เองที่ทำให้ดึงดูด Angel Investor จากยุโรปมาได้ แต่นักลงทุนอเมริกานั้นกลับไม่อยากร่วมด้วย ซึ่งครั้งนึงเค้าเคยถูก Michael Moritz Chairman ของ Sequoia ก่อกวนตลอดการประชุมและถูกผู้บริหาร Kleiner Perkins สั่งสอนกว่าชั่วโมงครึ่งในความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นของบริษัท

Alex Karp

แต่ Alex Karp ไม่ยอมแพ้เพราะจากนั้นบริษัท Palantir ได้เงินลงทุนกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก In-Q-Tel ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของ CIA ที่ให้เงินมาลงทุนสร้างบริษัทที่จะทำเรื่อง Big Data นี้ในการจัดการอาชญากรรมและข่าวกรองทั้งหลายออกมา ตลอดปี 2005-2008 CIA นั้นเป็นลูกค้ารายเดียวของ Palantir และด้วยความช่วยเหลือของ CIA ทำให้ซอฟท์แวร์ของนั้นสมบูรณ์แบบขึ้น โดยซอฟท์แวร์จะทำการเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ผ่านเครื่องมือในดิจิทัลทั้งหมดมาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นกล่องวงจรปิด Social Media การโทรศัพท์ การใช้งานอินเทอร์เนต ซึ่งด้วยเครื่องมือนี้สามารถช่วยทหารจากสงคราม ช่วยสงครามยาเสพติด และติดต่อโจรหรือผู้ก่อคดีมาแล้ว (ครั้งนึงด้วยซอฟท์แวร์นี้ สามารถช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัวได้ทันที)

ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของ Alex Karp ก็สามารถดึงดูดวิศวกรคอมพิวเตอร์เก่ง ๆ มาทำงานด้วย แถมสร้างวัฒนธรรมเฉพาะที่บริษัทขึ้นมา โดยเรียกที่สำนักงานว่า “the Shire” ตาม Lord of the ring พนักงานที่ทำงานที่นี้สามารถเอาหมา มาเลี้ยงได้ ทุกคนชอบใส่เสื้อบริษัทมาทำงานและแทบจะกินนอนที่บริษัทกันเลยทีเดียว

ในปี 2010 บริษัท Palantir ก็ได้ลูกค้าเอกชนรายแรกคือ JPMorgan เพราะทาง NYPD แนะนำให้ทางธนาคารลองใช้เพื่อกันการฟอกเงินหรือป้องกันการเจาะจากแฮคเกอร์ รวมทั้งตรวจสอบธุรกรรมน่าสงสัยหรือธุรกรรมที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสถานะการเงินธนาคารได้ ซึ่งทำให้ Palantir ต้องไปเช่าโรงแรมและให้พนักงานทำ Software ที่ Customise ให้ธนาคารและปัจจุบันทำให้ภาคธนาคารหลายรายที่มาใช้จนต้องตั้งออฟฟิสที่นิวยอร์ค และเรียกสาขานี้ว่า “Gotham” และตกแต่งออฟฟิสสไตล์ Batman อีกด้วย

บริษัท Palantir จะคิดค่าติดตั้งการใช้งานนั้นประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รายเดือนตามมา ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งอย่าง IBM, Booz Allen, Lockedheed Martin อย่างมาก ติดตั้งไว แถมทำงานได้เร็ว แสดงผลได้แม่นยำกว่าอย่างมาก บริษัทตอนนี้มีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ และมีรายได้กว่า 450 ล้านดอลลาร์ในปี 2013

Palantir ถูกตั้งคำถามในการทำงานหลายรอบในเรื่องจริยธรรมและเคยมีเหตุการณืข้อมูลหลุดไปยัง Wikileaks โดยพนักงานตัวเอง เพราะไม่พอใจในการบังคับใช้จริยธรรมในองค์กรที่หละหลวม จนทำให้ Alex Karp ต้องตั้งสาย hotline ชื่อ Batphone ให้พนักงานโทรแจ้งงานที่อาจจะละเมิดจริยธรรมเพื่อที่จะให้บริษัทพิจารณาปฏิเสธไม่ทำงานนั้นได้ เช่นการทำงานให้บริษัทบุหรี่

บริษัท Palantir นั้นมีที่ปรึกษาเป็น อดีตหัวหน้าผู้อำนวยการ CIA และ Condoleeza Rice ที่เคยเป็นที่ปรึกษาความมั่งคงให้ประธานาธิบดี และซอฟท์แวร์นั้นเคยกล่าวขวัญว่าเป้นซอฟท์แวร์ที่ CIA ล่าตัว Osama Bin Laden มาได้ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม Alex Karp บอกว่าสิ่งที่บริษัททำไม่ได้ละเมิดกฏหมายในตอนนี้แต่ก็อาจจะไม่ได้ดีไปทั้งหมด

ปล. ตอนนี้ Alex Karp ต้องมี Body guard ดูแล 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นทีมบอดี้การ์ดทหารรับจ้างจากอดีตหน่วยนาวิกโยธินมาดูแล เพื่อป้องการจู่โจมจากพวกหัวรุนแรงและพวกก่อการร้าย

 

Aaron Levie แห่ง Box.com ชายผู้อยากเป็น Oracle แห่งยุคนี้

ถ้าคุณเพิ่งได้ Seed Funding มา 106 ล้านดอลลาร์ คุณจะบอกกับ VC ว่าจะระดมทุนเพิ่มอีก 50 ล้านดอลลาร์เลยไหม นี่คือประวัติอันหน้าทึ่งของ Startups พันล้านดอลลาร์อย่าง Box.com นี้เป็นสิ่งที่ Founder Box.com Aaron Levie ทำ เค้าไม่สนใจเลยว่าจะผ่าน Funding มากี่รอบแล้ว เค้าสนใจแค่ว่าเค้าต้องการระดมทุนเพื่อเอามาทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จคือการเปลี่ยนโลกของ Enterprise โดยอยากเป็น Oracle ใหม่ในยุคนี้

Aaron Levie เติบโตในย่านชนบทของวอชิงตัน ในยุคที่ Netscape เปิดตัว ทำให้เค้าได้ลงไปจับโลกของ Internet ในยุคแรก ๆ เลย Aaron Levie เล่นอินเตอร์เนทในยุคนั้นจนถึงตีสองเกือบทุกวัน และตอนนั้นเค้าก็มีเริ่มมีไอเดียธุรกิจแล้ว โดย Aaron Levie เพิ่งมีอายุ 10 ปี และมักเอาไอเดียธุรกิจ มา Pitch กับพ่อแม่ทุกวัน และหลาย ๆ ครั้งก็กลายเป็นไอเดียที่น่าสนใจ Aaron Levie เริ่มทำ Startup มาตั้งแต่มัธยมและผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วน ทำให้เค้าได้บทเรียนทางธุรกิจมากมาย จนเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ขณะที่เรียนวิชา Marketing อยู่นั้น Aaron Levie ได้ Aha moment ในการเรื่องตลาดองค์กรขึ้นมา ทำให้เค้าได้ไอเดียว่าอยากจะทำธุรกิจกับตลาดองค์กร ซึ่งนั้นคือการเปลี่ยนตู้เอกสารทุกอันในออฟฟิส มาเป็นระบบ Cloud Storage ของตัวเอง

ด้วยไอเดียนี้เค้าชวนเพื่อนที่รู้จัก Dylan Smith มาเริ่มทำ Startup ตัวนี้โดยใช้เงินลงทุน 15,000$ ที่ได้จากการเล่น Poker Online มาเช่า Servers และเริ่มโทรหากับส่งแนวความคิดไปให้ VC หลายคน ซึ่งทุกคนปฏิเสธหมด ยกเว้น Mark Cuban ซึ่ง Mark Cuban ตอบตกลงและให้เงินมา 350,000$ โดยแลกกับหุ้น 30% เมื่อทั้ง 2 ได้เงินแล้ว จึงดรอปการเรียนจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าสู่ Sillicon Valley แทน เมื่อถึง Sillicon Valley ทาง Aaron Levie เริ่มคิดถึง Model Business ว่าจะเป็นแบบไหน โดยเค้าค้นพบว่าคนนั้นไม่ยินดีที่จ่ายเงินในการใช้ครั้งแรก โชคดีที่มีวิชา คณิตศาสตร์ออกมา Aaron Levie ค้นพบเค้าสามารถให้ GB แรกฟรีได้ และขอให้มีเพียง 3% ของผู้ใช้ upgrade มาจ่ายค่าสมาชิกในการใช้งานที่ 2.99$/GB ซึ่งคุ้มต้นทุนที่อยู่ใน 1$/GB ทำให้เค้าได้ Model Frremium ออกมา แต่ Mark Cuban นั้นไม่พอใจ ที่เงินนั้นจะต้องถูกจ่ายไปเพื่อให้คนลองฟรี

Mark Cuban ขายหุ้นทิ้งให้ Draper Fisher Jurvetson ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนไปในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์ (ถ้าตอนนี้หุ้นนี้จะมีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์) แต่ Box ก็ยังไม่โตและมีรายได้ที่ยังไม่มากนักสักที และผู้ใช้บริการนั้นก็ต่างเรียกร้อง Feature ใหม่ ๆ ออกมา สิ่งที่ Aaron Levie ทำคือการโทรหาลูกค้าแต่ละรายว่าอยากได้ Feature อะไรที่ทำ ให้จ่ายเงินมากขึ้น ลูกค้าทุกคนต่างบอกว่าคือการมี “Security Features” และ “Dashboard” ว่าพนักงานแต่ละคนใช้งาน storage ไปเท่าไหร่

นี้เป็น Aha moment ที่ 2 ที่เค้ารู้สึก Aaron Levie รู้ตัวว่า Target ผิดที่และคู่แข่งที่สำคัญที่น่าจะเป็นคือ Microsoft Share point ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในตลาดองค์กร แต่เค้าไม่มีเงินที่จะมาสร้างและทุ่มเทในการทำ Features นี้ Aaron Levie ตระเวณหา VC เพื่อมาลงทุนเป็นเวลา 2 ปี จนได้ VC ลงเงินอีก 6 ล้านดอลลาร์ทำให้สามารถพัฒนา Features ได้มากมาย จากนั้นในปี 2010 ปีที่ iPad เปิดตัว Aaron Levie นั่งดู Keynote ของ Steve Jobs และเห็นการเปิดตัวของ iPad นี้ สิ่งที่เค้าเห็นทำให้เกิด Aha moment ที่ 3 นั้นคือ ผู้บริหารทุกคนต้องใช้ iPad ในการทำงานอย่างแน่นอน และ Box.com ต้องทำบริการลงบน iPad เค้ารีบอีเมล์ปลุก Engineer ทุกคนในคืนนั้นและทำ Box.com ในเวอร์ชั่น iPad ออกมา ซึ่งในเวลาเดียวกัน P&G กำลังจะใช้ iPad กับพนักงานกว่า 18,000 คนในการทำงาน ทำให้ Box.com เข้ามาในจังหวะที่พอดี และจาก P&G นี้ก็เปิดประตูสู่บริษัทอื่นต่อไป

ด้วยการมาของ Box.com นี้ทำให้ตลาด Enterprise นั้นต่างเร่งปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด เจ้ายักษ์ใหญ่ทุกคนต่างเร่งกว้านซื้อบริการมาให้บริการแบบ Freemiumตอนนี้ Box.com นั้นกลายเป็น Cloud Storage ของ Enterprise ในระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เค้ายังเป็นนักเรียนอยู่เสมอ Aaron Levie ชอบส่งอีเมล์ไปคุยกับผู้บุกเบิกวงการ Tech ดัง ๆ ต่าง ๆ โดยขึ้นหัวอีเมล์ว่า “ขอรบกวนเวลา 1 ชั่วโมงคุยกับผมได้ไหม”

 

Evan Spiegel กับ Snapchat ผู้ซึ่ง Mark Zuckerberg มองเป็นคู่แข่งและภัยของ Facebook 

ชายอายุ 23 ต้น ๆ ที่สร้าง Platform ที่เปลี่ยนโลกได้อีกคน และทำให้คนอเมริกันหลายสินล้านคนเปลี่ยนจากการใช้ Facebook มาใช้ Platform นี้แทน และปฏิเสธการเข้าซื้อของ Facebook และถูก Mark Zuckerberg ขู่มาแล้ว นี้คือ Evan Spiegel ผู้ทำ Snapchat ออกมา

Evan Spiegel นั้นมีประวัติที่คล้าย ๆ Mark Zuckerberg อย่างมาก เพราะครอบครัวเขาเกิดมาโดยมีแม่เป็นนักกฏหมายจาก Harvard และพ่อเป็นนักกฏหมายจาก Yale ซึ่ง Evan Spiegel เข้าเรียนก็ได้คอมพิวเตอร์นี้ละที่แก้เบื่อออกมา และสามารถสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกได้ตอนปอ 6 และเริ่มเรียนรู้การใช้ Photoshopพอขึ้นมอปลายก็เริ่มมีบุคลิกภาพแบบ Mark Zuckerberg เพราะพ่อกับแม่เขานั้นหย่ากัน ทำให้เขาเริ่มมี Tactics ในการเรียกร้องกับพ่อแม่ เช่นการไปเที่ยว หรือการขอรถ BMW 550i มาใช้ ซึ่งถ้าไม่ได้เขาจะไปอยู่กับผู้ปกครองอีกฝั่ทันที ซึ่งทำให้พ่อของเขาซื้อให้ทันที และเขาก็อาศัยกับพ่อจนถึงเรียนมหาวิทยาลัย Evan Spiegel เข้าเรียนที่ Stanford ในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่นี้เขาได้เจอ Murphy ที่เรียนสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะกลายเป็นคนที่ก่อตั้ง Snapchat ในอนาคตเช่นกัน ซึ่งในระหว่างการเรียนที่ Stanford Evan Spiegel ก็ฉายแว่วจนได้รับโอกาสทำงานที่ Intuit ในเรื่องการทำระบบ Txtweb และเรียนรู้เรื่อง Content และ Murphy ก็ทำระบบในการปรึกษาผู้ปกครองในการดูแลการศึกษาให้เด็ก

จุดเริ่มต้นของ Snapchat เริ่มขึ้นเมื่อ Reggie Brown มาปรึกษาว่าจะลบรูปที่ส่งไปให้คนบางคนได้อย่างไรดี ซึ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของ App พันล้านดอลลาร์ขึ้นมา และทั้ง 3 คนก่อร่วมกันตั้งบริษัทที่จะพัฒนาระบบที่ส่งข้อความแล้วหายไป ซึ่งทำให้ Evan เป็น CEO, Murphy เป็น CTO และ Brown เป็น CMO และเริ่มทำตัวต้นแบบพร้อมเรียกแอพนี้ว่า Picaboo โดยเอาไปเสนอนักลงทุน แต่นักลงทุนก็ไม่เข้าใจในระบบว่าคนเราจะลบรูปไปทำไม ในตอนนั้นเจ้าของไอเดียอย่าง Brown มอง Picaboo เป็นเครื่องมือส่งข้อความทางเพศหรือรูปล่อแหลมต่าง ๆ ที่หายไปได้ระหว่างหนุ่มสาว แอพ Picaboo เปิดตัวในปี 2011 มีคนใช้จริง ๆ แค่ 127 คน ซึ่งทำให้แต่ละคนนั้นต้องหาทางออกและทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทีมขึ้นมา

Brown นั้นเกิดความคิดว่าทั้ง Evan และ Murphy จะปลดตัวเองลง ทำให้เริ่มเรียกร้องหุ้นของบริษัท 30% ซึ่งทาง Evan และ Murphy เห็นว่า Brown นั้นไม่ควรได้อะไรแบบนั้น ซึ่งทำให้เกิดการทะเลาะหนักมาก จน Evan ยุติการสนทนาและเข้าไปเปลี่ยนรหัส Admin ของแอพ และตัดการติดต่อสื่อสารของ Brown ทิ้งทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับความขัดแย้งของ Facebook ระหว่าง Mark Zuckerberg และพี่น้อง Winklevoss กับ Eduardo Saverin อย่างมาก ซึ่งความน่าตลกก็คือ ทีม Snapchat ใช้ทีมกฏหมายเดียวกับทีมที่ Facebook ใช้ในการยุติคดีเหมือนกัน

เมื่อเหลือ 2 คนทำงาน Evan และ Murphy ก็เปลี่ยนชื่อ App เป็น Snapchat และเพิ่มฟีเจอร์เรื่องการถ่ายภาพกับการเพิ่ม caption ไปในภาพ แต่ตอนนี้แอพก็ยังไม่เป้นที่นิยมเช่นกัน ทำให้ Evan กลับไปเรียนต่อและ Murphy กลับไปทำงาน และปล่อยแอพให้ทำงานต่อไป แต่เมื่อ User โตมาถึงหลักพันคน Evan นั้นเจอ Pattern สำคัญของการใช้แอพ คือมีช่วงเวลาการใช้สูงสุดคือ 9 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็น นี้คือเวลาของนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เกิดคือโรงเรียนนั้นห้ามใช้ Facebook และทุกคนนั้นมี iPad ทำให้ Snapchat กลายเป็นเครื่องมือเดียวในการสื่อสารของนักเรียน แถมข้อความหายด้วยทำให้คุณครูจับไม่ได้ว่าส่งอะไร เพื่อเข้าช่วงสิ้นปี 2011 นักเรียนได้ iPhone ใหม่ ทำให้ตัวเลขผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 2,241 คนทันที และพอปีใหม่ 2012 ก็ 20,000 คน ช่วงเมษายนก็กลายเป็น 100,000 คน

เมื่อคนใช้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม ทั้งคู่ต้องหาเงินมาจ่ายค่า Server ทั้งคู่ใช้เงินที่ได้มามาจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนเมื่อ Jeremy Liew จาก Light Speed Ventures นั้นมาเจอว่าหลานของคนรู้จักใช้งานและบอกว่ากำลังฮิตในวัยรุ่น พอ ๆ กับ IG หรือ Angrybird ทำให้ Jeremy Liew สนใจมากจนตามหาคนผลิตแอพนี้ ซึ่งสืบไปเจอว่าเป็นทั้งคู่ และตกลงเงินในปีเมษายน 2012 เป็นจำนวนกว่า $485,000 ซึ่งพอ Evan Spiegel ได้เงินมาก็ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาโฟกัสการทำ Snapchat โดยเฉพาะ จากเงินที่ได้มาทำให้ Evan สามารถจ้างคนมาทำงานได้โดยมีพนักงานในช่วงแรกต้องทำงานที่บ้านของ Evan และกินนอนที่บ้านหรือใช้ห้องของน้องสาว Evan ในการพักผ่อน และทำงานทั้งวันทั้งคืนจนแอพนั้นสมบูรณ์ขึ้น ด้วยความฮิตในหมู่วัยรุ่นที่เบื่อ Facebook และการติดตามของผู้ปกครอง โรงเรียนและการโพสต่าง ๆ ใน Facebook ที่จะมีตลอดไป ทำให้ผู้ใช้ Snapchat นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เมื่อเริ่มแย่งผู้ใช้ Facebook ไปทำให้กลายเป็นเป้าสังเกตของ Mark Zuckerberg ทันที ในตอนแรก Mark จะให้ Even นั้นมาหาที่สำนักงาน Facebook แต่ Mark Zuckerberg ตัดสินใจบินไปหาที่บ้านของ Evan แทน ซึ่งที่นั้น Mark ได้เจอทั้ง Evan และ Murphy ซึ่งเมื่อเจอ Mark ก็โชว์ความต้องการของตัวเองทันทีว่าอยากจะทำอะไรกับ Snapchat และเล่า Feature ใหม่ที่ Facebook กำลังทำที่ชื่อ Poke โดยเป็นแอพแชร์รูปและหายไปเช่นกัน ซึ่งทำให้ Evan รับรู้ในความหมายว่า Mark อยากจะถล่ม Snapchat หากไม่ขายหรือร่วมมือกับ Facebook

เมื่อ Mark กลับไป ทั้ง Evan และ Murphy ต่างไปหาซื้อหนังสือ ตำราพิชัยสงครามซุนวู มาอ่านและให้พนักงานอ่านด้วย เพราะการกระทำของ Facebook เป็นการแสดงให้เห็นว่า Sbapchat จะยิ่งใหญ่ได้ และ Facebook ก็กลัว Snapchat นั้นเอง ในธันวาคม 2012 แอพ Poke ของ Mark Zuckerberg ก็ถูกปล่อยออกมา และ Mark ก็อีเมล์ไปหา Evan พร้อมบอกว่า “หวังว่าคุณจะสนุกกับแอพนี้” เมื่อทีม Evan รีวิวดูก็พบว่าเหมือนกับการก๊อปปี้ Snapchat ไปเลย แต่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมในปีเดียวกัน Snapchat ก็เปิดตัวแอพสมบูรณ์ของตัวเองออกมา และกลายเป็นแอพอันดับหนึ่งในวันคริสต์มาสนั้นทันที

หลังจากคริสต์มาส Mark Zuckerberg ติดต่อมาอีกครั้ง ในคราวนี้ Mark Zuckerberg ยื่นข้อเสนอในการเข้าซื้อกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าตอนนั้นแอพจะไม่มีรายได้ ไม่มีโมเดลธุรกิจ และเพิ่งเกิดมาได้ 2 ปี แต่ Evan นั้นปฏิเสธไป และทำให้ Snapchat กำลังเข้าสู่ IPO ในปี 2016-2017 และสร้างมูลค่ามากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 นี้เอง และคาดการณ์ว่าน่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์แน่นอน ด้วยตัวเลขผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม Even และ Murphy ก็ยังต้องจัดการปัญหาของผู้ก่อตั้งอีกคนต่อไปว่าจะจบลงอย่างไร

 

Palmer Luckey ชายคนนี้ไม่ได้มาด้วยโชคในการทำ Oculus Rift

Oculus Rift บริษัทที่ Facebook ซื้อเข้ามาด้วยมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีสินค้าหรือรายได้เข้ามา แต่ Facebook มั่นใจในวิศัยทัศน์และอนาคตที่ Founder บริษัทนี้สร้างขึ้นมาในเรื่อง VR และ Founder นี้ชื่อว่า Palmer Luckey

Palmer Luckey นั้นเป็น Startup Billionaire Founder ที่แตกต่างจากคนอื่น เพราะชีวิตการสร้าง Startup ของ Palmer นั้นไม่ได้เริ่มต้นในโรงรถ หรือหอในมหาวิทยาลัยดังเช่น Startup Founder คนดังอื่น ๆ แต่ Palmer เป็นผู้หลงใหลในเรื่องเทคโนโลยีอุปกรณ์มาตั้งแต่แต่เด็ก ซึ่ง Palmerนั้นมีพ่อเป็นคนขายรถยนต์และมีแม่เป็นแม่บ้าน เขาได้รับการศึกษาแบบ homeschool มาโดยตลอด และที่บ้านกับพี่น้องเขาเองก็ส่งเสริมให้เขานั้นทำตามสิ่งที่อยากทำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนร้องเพลงโอเปร่า ร้องเพลงในเรือกอนโดล่าให้นักท่องเที่ยว เล่นกอล์ฟ นอกจากนี้เวลาว่างของ Palmer นั้นคือการเล่นเกมต่าง ๆ และเกมที่โปรดของเขาที่สุดคือ Chrono Trigger และ GoldenEye 64 อีกด้วย ทั้งนี้ Palmer  ไม่ต่างจากคนที่โตมาในยุคนี้ที่ได้เจอวัฒนธรรมภาพยนต์ sci-fi อย่างเรื่อง The Matrix และ The Lawnmower Man ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจที่จะนำเขามาสู่โลก VR

ด้วยวัฒนธรรมต่าง ๆ ของโลก Sci-fi และวิดีโอเกม ทำให้ Palmer  เริ่มสนใจใน VR อย่างมาก เขาคิดว่าเทคโนโลยีนี้นี่มันสุดเจ๋ง และคิดว่าต้องมีฐานทัพลับอเมริกาสักที่ทดลองเรื่อง VR นี้อยู่อย่างแน่นอน ด้วยความที่เทคโนโลยี VR นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และมีมานานแล้ว ทำให้ Palmer นั้นหาวิธีที่จะหาเครื่อง VR เก่า ๆ ที่เคยออกมา ซึ่งเขาใช้ ebay ในการหา VR เก่า ๆ เหล่านี้ซึ่งครั้งที่เปิดตัวใหม่ ๆ ขายกว่า   $97,000 แต่ในตอนนี้ขายแค่ $87 และเพื่อที่จะหาเงินมาซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ได้ Palmer ใช้วิธีการศึกษาวิชาไฟฟ้าเบื้องต้น และทำเงินกว่า  $30,000 โดยซื้อ iPhone พัง ๆ มาซ่อมแล้วปล่อยขายใหม่เพื่อเอากำไรกลับมา

เมื่อได้อุปกรณ์ VR เก่า ๆ เหล่านี้มา Palmer จัดการใช้วิชาไฟฟ้าที่เรียนรู้ในการดัดแปลงให้อุปกรณ์นี้ดีขึ้น จากอุปกรณ์ที่หนัก เลนส์ไม่ดีมาทำให้ดีขึ้นโดยการใช้เลนส์ต่าง ๆ ออกมา หรือสลับดัดแปลงจากอุปกรณ์ VR ยี่ห้อต่างๆ  เข้าด้วยกัน ด้วยเวลาที่ใช้ทำให้เค้าได้อุปกรณ์ VR ที่ดีกว่าในอดีตมาไว้ลองพัฒนาต่อ ซึ่งพอปี 2009 Palmer นั้นได้เข้ามหาวิทยาลัย Cal State เขาเข้าศึกษาที่คณะวารสาร และใช้เวลาว่างในการพัฒนาตัวต้นแบบ VR ที่เขาเรียกว่า PR1 หรือ Prototype One  และความคลั่งไคล่ของเขานำพาเขาไปเจอกับผู้บุกเบิกในเรื่อง VR ในปี 2011 โดยได้ไปทำงาน Parttime กับ Mark Bolas ที่วิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัย Southern California ซึ่งที่นั้นกำลังทำวิจัยในการปรับปรุงอุปกรณ์ VR ให้ดีขึ้น และนวัตกรรมของที่นี้ให้เป็น Open Source ทั้งหมด  Palmer เข้าไปเรียนรู้และรับเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับปรุงของตัวเอง

เมษายนปี 2012 Palmer Luckey ก็สร้างตัวต้นแบบตัวที่หกออกมา และตั้งชื่อว่า The Rift ที่คาดหวังว่าจะเป้นสะพานเชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ความสำเร็จของ Palmer Luckey นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีความล้มเหลวและบทเรียนต่าง ๆ ให้เรียนรู้ในการทำ VR มากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แถมวัฒนธรรม Startup ที่ทำหใ้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ  Palmer Luckey เข้าไปหาความรู้และขอการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากเว็บบอร์ดชื่อ MTBS3D, หรือ “Meant to Be Seen in 3-D” และด้วยเว็บบอร์ดนี้ทำให้ Palmer เจอกับ John Carmack ที่ทำบริษัท id Software ในปี 1991 และเป็นผู้พัฒนาเกม Doom และ Quake ซึ่งในเมษายนปี 2012   John Carmack ได้ติดต่อ Palmer เพื่อขอยืมหรือซื้อตัวต้นแบบของเขาไปออกงานได้ไหม

Palmer ส่งตัวต้นแบบ  Rift ให้ John Carmack ตัวนึงและ 2 เดือนต่อจากนั้น ณ งานวิดีโอเกม E3 ที่ LA John Carmack ได้เดโมเกม Doom 3 ของเขาบนเครื่อง Rift  และ John Carmack นั้นพูดชมเครื่อง Rift ให้คนในงานนั้นฟัง ทำให้กระแสของ Rift นั้นแพร่กระจายไปทั่วงานอย่างทันที และเสียงนั้นก็ไปถึง Brendan Iribe ซึ่งเป็น Chief Product Officer ของบริษัท game-streaming ชื่อ Gaikai ได้ติดต่อขอเจอ Plamer  ในงานแล้วได้ลองเล่น Rift จนประทับใจ จึงได้ติดต่อขอลงทุนในบริษัทของ Palmer จำนวนไม่กี่พันดอลลาร์ในตอนนั้น และเป็น Seed Fundung mujทำให้บริษัท Oculus VR นั้นเกิดขึ้นมา

แต่ด้วยเงินแค่นั้นยังไม่พอที่จะทำให้ Rift ตัวต้นแบบนั้นสำเร็จได้ Palmer จึงได้คิดหาทางที่จะหาเงินทุนจำนวนมากที่จะทำให้โครงการนั้นสำเร็จได้ ซึ่งทำให้เขาหันเข้าหา Kickstarter ในการระดมทุนให้ได้ $250,000 เพื่อทำให้ต้นแบบนั้นสำเร็จ แต่ Kickstarter นั้นไม่อนุญาตให้ลงทุนในบริษัททำให้ Palmer ระดมทุนในโครงการเป้นการขายตัวต้นแบบที่นักพัฒนาจะเอาไปพัฒนาใส่ software ตัวเองต่อได้ในราคา $300 ซึ่งทำให้เขาได้เงินทุนมาพัฒนาบริษัทโดยไม่ต้องเสียหุ้นบริษัทสักนิดเดียว ปรากฏว่าเมื่อเขาเอาโครงการ Rift ลงใน Kickstarter ภายในเวลา 2 ชั่วโมงการระดมทุนก็สามารถได้เงินไป $250,000 ในขณะที่ทำการระดมทุนในวันแรกที่   Kickstarter ตัว Palmer เองก็ไปออกงานที่ QuakeCon gaming convention ที่ดาลัส เท็กซัส โดยที่บูธไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย แต่ปรากฏว่ามีคนมาต่อคิวรอเล่นจำนวนมาก ซึ่งคนต้องรอคิวอย่างต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นกำลังเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่แน่นอน และเมื่อจบเดือนนึงใน Kickstarter ทำให้เขาได้เงินไปกว่า $2.4 ล้าน จากคนลงเงินทั้งหมด  9,522 คน ทำให้ฝัน Startup ของ Palmer เริ่มเป็นจริงอย่างแน่นอน

ปัญหาคือ Palmer นั้นอายุยังน้อยและรู้ตัวว่ายังไม่มีความสามารถในการบริหาร เขาจึงได้เชิญให้ Brendan Iribe ที่เคยมาลงทุนในบริษัทให้มาเป็น CEO และให้ John Carmack เป็น CTO และตัวเขาเองเป็น Founder ของบริษัทแทนและโฟกัสในการทำ VR ให้เป็นจริง ด้วยกระแสของ Oculus VR ที่มาแรง จากการไปโชว์ตัวที่งาน SXSW จนถึง Game Developers Conference  ผู้คนต่างหลั่งไหลมารอต่อคิวเพื่อเล่นเครื่องเล่นนี้ ในมิถุนายนปี 2013 Oculus ได้เงินลงทุน Series A ไปอีก $16  ล้าน จาก Spark Capital และ Matrix Partners โดยมีการตีมูลค่าไว้กว่า  $30 ล้าน จากนั้นใน 6 เดือนต่อมาก็ได้เงินลงทุน  Series B ไปอีก $75 ล้านจาก Andreessen Horowitz และมีการตีมูลค่าเพิ่มเป็น $300 ล้าน

หลังจากนั้นไม่ถึงอีก 1 ปี Mark Zuckerberg ก็ส่งอีเมล์มาคุยเรื่อง VR กับ Palmer และเรื่อง Sci-fi ต่าง ๆ ซึ่งในมกราคมปี 2014 Mark Zuckerberg ก็บินไปที่ออฟฟิสของ Oculus เพื่อลองเล่น Rift จริงๆ  ซึ่งด้วยความสนใจของ Mark Zuckerberg  ต่อ VR และเชื่อมั่นว่า VR จะกลายเป้นสิ่งที่หลาย ๆ คนจะทำต่อไป ทำให้ Mark Zuckerberg เล่าวิศัยทัศน์ของเขาในเรื่องการสื่อสารของมนุษย์และการใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคถัดไปที่เกี่ยวข้องกับ VR ให้กับ Brendan Iribe และ Palmer ฟัง แล้วหลังจากนั้น 2 เดือน Mark Zuckerberg ก็ยื่นข้อเสนอซื้อ Oculus จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดจ่ายเลย $400 ล้าน หุ้นFacebook จำนวนหนึ่ง และเงิน Incentive อีก $300 ล้าน ด้วยหุ้นที่  Palmer มีใน Oculus กว่า 25% ทำให้เขานั้นน่าจะมีเงินกว่า $600 ล้านเลยทีเดียว

แม้ว่า Palmer จะประสบความสำเร็จเช่นนี้ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตแบบธรรมดา โดยสังสรรค์กับเพื่อนที่สนิทของเขา 7 คน และอยู่บ้านที่แชร์กับรูมเมทที่ tony Atherton และใช้เวลาที่บ้านเล่นเกมอย่าง Super Smash Bros ตัว Palmer  ชอบใส่เสื้อลายฮาวาย กางเกงขาสั้น และด้วยเงินของ Facebook กับทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่  Facebook มีทำให้ Oculus กลายเป็นบริษัทที่น่าจับตาขึ้นมาอย่างทันทีในยุคนี้

รีวิว กล่อง Cnema by CAT กล่องรวมความบันเทิงในยุคนี้ กับ Content Primetime

จากคราวที่แล้วได้มารีวิวตัวกล่อง  Cnema by CAT ที่ทำร่วมกับ Primetime ไปวันนี้เราจะมาดูเรื่อง Content ต่าง ๆ ที่มาในกล่องกันกันนะครับ

screen-shot-2559-12-05-at-5-18-28-pm

จริง ๆ แล้วตัวกล่องนี้ไม่ต่างอะไรกับกับกล่องทีวีของ TrueVision ที่เป็นแบบ Cable แทนที่จะใช้ดาวเทียมในการยิงสัญญาณ ก็เปลี่ยนมาเป็นการ Streaming รายการทีวีผ่าน Internet แทน ซึ่งข้อดีคือทำให้กล่องนี้แทนที่จะรับสัญญาณโทรทัศน์และดิจิทัลทีวีได้อย่างเดียว ก็สามารถมีแอพพลิเคชั่นได้เพราะเป็นการเขียนให้กล่องสามารถใส่แอพพลิเคชั่นลงไป ซึ่งในนี้คือ Primetime นั้นเอง โดยเราสามารถเชื่อมกับ App Primetime  หรือเว็บ Primetime ได้เลย

screen-shot-2559-12-05-at-5-18-55-pm

เมื่อเข้าไปที่กล่องเราสามารถเข้าไปดูการตั้งค่าต่าง ๆ โดยการกดปุ่มเมนูบนรีโมท ที่จะนำเข้าไปสู่หน้าเมนูของกล่อง Cnema by CAT ซึ่งสามารถทำให้เราตั้งค่าต่าง ๆ ได้ หรืออัพเดทระบบกล่องก็ผ่านที่หน้าการตั้งค่านี้ ในนี้ก็สามารถสร้าง Log in หรือลบ User เดิมได้เช่นกัน และถ้ามีรหัสโปรโมชั่นก็สามารถเลือกเมนูโปรโมชั่นกรอกเข้าไปได้ ซึ่งเมื่อกรอกแล้วก็จะไปปรากฏในเมนู Package  ของเราว่าเรามี Package  อะไร หรือถ้าอยากได้ Package เพิ่มเติมก็สามารถซื้อผ่านกล่องได้เลยในเมนูซื้อ Package

screen-shot-2559-12-05-at-5-19-59-pm

screen-shot-2559-12-05-at-5-19-52-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-20-07-pm

ผมจะไม่พูดถึงเรื่องเนื้อหา TV  และ Digital TV เพราะว่าคงไม่มีอะไรต่างจากที่ดูกันในทุกวันนี้ แต่เราจะมาโฟกัสกันคือการดูเนื้อหาหนังและซีรีย์ใน  Primetime กัน เพื่อที่จะดู Content เหล่านี้ก็กดเมนู VOD (Video On Demand) บนรีโมทได้เลย ซึ่งจะมาหน้าเมนูของ Primetime ทันที โดยจะแบ่งเป็นเมนูภาพยนต์ โขว์ แนะนำให้ลอง แนะนำให่ดู แบ่งตามหมวดหมู่ แบ่งตาม Package เริ่มต้น แบ่งเป็นหมวดหมูภาพยนต์ แบ่งตามหมวดหมู่ซีรีย์ ซึ่งจะแบ่งเป็นตะวันตกและตะวันออก (สาวกเกาหลีไม่ควรพลาด) และก็เป็นเมนูส่วนตัว

screen-shot-2559-12-05-at-5-21-59-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-21-53-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-21-46-pm screen-shot-2559-12-05-at-5-22-43-pm

ตามเมนูเหล่านี้ก็จะมีภาพยนต์และซีรีย์มากมายให้เลือก ในที่นี้จะมีทั้งให้เลือกแบบซื้อขาด กับเช่า และก็ที่ตาม Package ที่เรามี สำหรับ Package ที่ผมได้มานั้นเป็นแบบบุฟเฟ่ภาพยนต์และซีรีย์ ทำให้ไม่สามารถดูภาพยนต์ใหม่ที่เพิ่งออกมาขายตามร้านต่าง ๆ ได้ แต่ก็สามารถดูภาพยนต์ดี ๆ ที่มีได้มากมายเช่นกัน ซึ่งสามารถเลือกเมนูของตัวเองให้เป็นแบบ บุฟเฟ่ได้ออกมา ในที่นี้ผมเลือกภาพยนต์เรื่อง The Gangster of New York มาลอง ซึ่งผลที่ได้นั้นดีมาก เพราะภาพยนต์ที่ออกมามีความชัดเจนอย่างมาก และสามารถเลือกที่จะเลปี่ยนเสียงเป็นเสียงพากย์ไทยได้ ซึ่งเรื่องที่ผมเอามาดูนี้ไม่มี Subtitle ไทย

screen-shot-2559-12-03-at-2-45-49-pm

ที่นี้ก็ลอง เรื่องอืน ๆในที่ก็ลองเรื่อง Munich ก็จะมีทั้งแบบพากย์อังกฤษ พากย์ไทยและแบบ Subtitle ให้ด้วย สำหรับคนที่ชอบดูเสียงอังกฤษ Subtitle ไทยก็สามารถทำได้เลย หรือในพวกโชว์ซีรีย์ต่าง ๆ อย่างเช่นที่เลือกมาดูคือ Masterchef ก็มี Subtitle ไทยให้สามารถดูได้อย่างสนุกเลย สำหรับคนที่ชอบเสียงจากรายการจริง ๆ แต่อยากดูให้รู้เรื่องมากขึ้น ทั้งนี้จะมีภาพยนต์หรือซีรีย์บางอย่างที่ไม่สามารถดูได้ทันที เพราะต้องกดยืนยันอายุว่าได้ตามเกณฑ์ของเรตติ้งที่กำหนดนั้น ๆ

screen-shot-2559-12-03-at-2-47-53-pm

ทั้งนี้การดูผ่านกล่องนี้ก็สามารถ เอาไปดูที่ไหน หรือเมื่อไหร่ก็ได้ผ่าน Application และเว็บไซต์อีกด้วย ซึ่งถ้าใช้เว็บไซต์ แนะนำให้ใช้ Browser Chrome  ในการดูเนื้อหาต่าง ๆ ของ Primetime ได้เช่นกัน ทำให้ความบันเทิงและประสบการณ์ในการใช้งานนั้นไม่ติดขัดอีกด้วย สำหรับใครที่อยากได้การดู Content ที่เหมาะกับคนไทยโดยเฉพาะ มี Subtitle ไทยหรือพากย์ไทย ขึ้นไปบนโทรทัศน์ที่มีได้นั้น นั้นกล่อง Cnema by CAT  นั้นเป็นคำตอบนึงเลย เพราะเจ้าอื่น ๆ เช่น Hooq, iFlix ก็ยังไม่สามารถแสดงผลบนทีวีได้ และ Netflix เอง Content ที่เป็นสำหรับคนไทยโดยเฉพาะพากย์ไทยนั้นก็ยังน้อยอยู่

screen-shot-2559-12-03-at-2-48-53-pm

สำหรับใครที่สนใจก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/cnemabycat หรือ CAT Contact Center 1322

 

รีวิว กล่อง Cnema จาก Primetime และ CAT กล่องรวมความบันเทิงในยุคนี้

หลาย ๆ คน ที่เป็นวัยที่โตมาพร้อมกับการมาถึง Digital แบบผมนั้นมักจะชอบไม่รออะไรนาน ๆ และมีเวลาว่างที่ไม่เป็นเวลา อยากดูอะไร On Demand ซึ่งทำให้การดู Content ผ่านช่องทาง Digital นั้นเป็นตัวเลือกหนึ่ง ในประเทศไทยเองก็มี Content ที่เป็นรูปแบบ Streaming หลาย ๆ อัน วันนี้ผมจะมาแนะนำให้รู้จักกับ Streaming Content แบบหนึ่งที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Startup ทำ Streaming TV ชื่อดังในไทยกับบริษัทการสื่อสารของประเทศ อย่าง Primetime กับ Cnema

cnema-logo

Primetime นั้นเป็น Startup ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ Streaming Content อย่างมาก มีประสบการณ์ในการทำ Contetn Streaming มาแล้ว มีการส่งภาพในระดับ HD จนถึง  4K ได้สบาย ๆ ผ่านออนไลน์เลย แถมมี Content หนังและซีรีย์มากมายให้ดูในตอนนี้ และล่าสุดเมื่อไม่น่ามานี้ Primetime กับจับมือกับ CAT ทำกล่อง  Streaming TV ชื่อ Cnema ออกมา ซึ่งวันนี้ผมได้กล่องนี้มารีวิวให้ดูครับ

screen-shot-2559-12-02-at-1-25-58-pm

กล่อง Cnema มาในรูปเหมือนกล่องพวก Cable TV มีการบรรจุข้างในอย่างดี เปิดขึ้นมาในกล่องจะเห็นอุปกรณ์คือตัวกล่องสัญญาณ บัตรรหัสในการกรอกเพื่อรับเป็นสมาชิก Primetime  มีคู่มือการใช้งานเป็นแผ่นพับ มีรีโมท ตัวปลั๊ก และสาย HDMI มาให้พร้อม

screen-shot-2559-12-02-at-1-26-49-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-27-51-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-28-49-pm

การต่อนั้นง่ายมาก เพียงแค่เสียบปลั๊กเข้ากับตัวเครื่อง เสียบเอาไฟเข้า ต่อสาย HDMI เข้ากับเครื่องกับทีวี แล้วเปิดไปช่องสัญญาณ HDMI ตามที่เสียบสายไว้ แค่นี้ก็เริ่มต้นการเข้าติดตั้งและ setting ตัวเครื่องแล้ว ซึ่งจะเปิดหน้าติดตั้งให้เราได้ทันที

วิธีการติดตั้ง Cnema Primetime

screen-shot-2559-12-02-at-1-29-28-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-30-16-pm

หน้าการติดตั้ง Cnema Primetime จะมีคำแนะนำ ให้เราใช้รีโมทนั้นในการควบคุมและป้อนค่าเข้าไป จากหน้าแรกจะให้เราเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนตที่บ้าน ซึ่งมี 2  วิธีคือต่อสายแลน กับเชื่อมกับ Wifi ในบ้านเข้าไป ผมเลือกแบบต่อ Wifi โดยการต่อ Wifi นั้นใช้รีโมทปุ่มตัวเลขพิมพ์เข้าไปได้เลย สามารถเปลี่ยนภาษาโดยการกดตรงปุ่มลูกโลกในรีโมท แค่นี้ก็เชื่อม Wifi ได้แล้ว เมื่อเสร็จแล้วจะมาเข้าระบบการ setting หน้าจอ โดยให้ใช้รีโมทขยายหน้าจอทีละครั้ง เมื่อจอดำด้านหนึ่งก็กด ตกลงบนรีโมท จะย้ายไปเซตอีกด้านหนึ่ง ทำครบ 4 ด้านก็จะแสดงผลเต็มจอ

screen-shot-2559-12-02-at-1-30-47-pm

screen-shot-2559-12-02-at-1-30-55-pm

จากการนั้นระบบจะให้ตั้งชื่อกล่อง ใครขี้เกียจก็เลือก ๆ จากในนั้นไปเลยก็ได้ แล้วจะเข้าหน้าใส่สมาชิก ซึ่งใครสมัครมาแบบไหนก็สามารถเลือกได้เลย ทั้งผ่านการใช้ Log in Facebook หรือจะ Log in ปกติ ถ้าใครมีรหัสการใช้งานก็กรอกได้ตรง (ของผมกรอกไม่สำเร็จ ติดว่าเปลี่ยนอักษรไม่ได้) หรือสุดท้ายจะสมัครใหม่เลยก็ได้ เผอิญผมมี Log in Primetime อยู่ก็เลยใช้ของตัวเองเข้าไป เมื่อกรอก Log in เสร็จ ระบบจะพามาหน้าทีวีเลยทันที ซึ่งการแสดงผลทีวีนั้นชัดเจนมาก ไม่มีปัญหาอาการกระตุกหรือภาพไม่ชัด เล่นทีวีปกติ และ ทีวีดิจิทัลได้เลย ทีนี้ถ้าใครอยากจะเปลี่ยนไปดู Primetime ก็ไม่ยาก หยิบรีโมทมากดไปที่ VOD (Video On Demand) ก็จะเข้าไปหน้า Primetime ได้เลย ในหน้านี้ก็สามารถดู Content ของ Primetime ที่มีได้เลย โดยใช้รีโมทในการเลื่อนเปลี่ยนเมนูด้านบน หรือจะเลือกภาพยนต์และซีรีย์ด้านล่างได้เลย ไม่ต่างจากการใช้ Netflix บนทีวี ซึ่งสะดวกดี

screen-shot-2559-12-02-at-1-31-59-pm

 

ทั้งนี้ Primetime Cnema นี้ก็สามารถใช้ร่วมกับ app Primetime ได้ปกติ สามารถดูผ่าน App บนมือถือหรือบนคอมพิวเตอร์ได้เลย ตอนนี้ผมขอไปนอนดูสักเรื่องก่อน เดี๋ยวจะมารีวิวเนื้อ Content ต่าง ๆ บน GoPrimetime Cnema ให้นะครับscreen-shot-2559-12-02-at-1-32-16-pm screen-shot-2559-12-02-at-1-32-21-pm screen-shot-2559-12-02-at-1-32-32-pm

ตอนนี้ใครสนใจก็ลองเข้าไปสำหรับใครที่สนใจก็ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/cnemabycat หรือ CAT Contact Center 1322

ตอนหน้า เราจะมารีวิวในเรื่อง Content และการใช้งานอื่น ๆ กันครับ

 

หมายเหตุ : บทความนี้เป็น Advertorial และเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนบทความเพียงคนเดียว

 

อภิธานศัพท์ Adtech ที่ควรรู้ไว้เพื่อเข้าใจเวลานำเสนอสื่อออนไลน์

นี้จะเป็นการรวบรวมศัพท์ที่น่าสนใจที่ใช้กับ AdTech ซึ่งเป็นอตุสาหกรรมสื่อโฆษณาที่กำลังเป็นเทรนด์ในขณะนี้ ซึ่งถ้าคุณสนใจก็ควรจะต้องศึกษาไว้ เพื่อให้สามารถสื่อสารและรู้ทันการนำเสนอของเอเจนซี่ต่าง ๆ ได้

display-advertising-technology-landscape_502919a4078a7

  1. Ad Exchange : เป็น Online Marketplace ของนักการตลาดในการซื้อและขาย inventory ของโฆษณาออนไลน์ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบ Realtime auctions ในการซื้อขายกัน
  2. Ad Fraud : กระบวนการปั่น View โดยการใช้ bot หรือหุ่นยนต์ Botnet เพื่อปั่น Click โฆษณาหรือ Drive Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ เพื่อปั่นยอดโฆษณาที่จะได้
  3. Ad Network : บริษัทที่เป็นตัวกลางระหว่างนักลงโฆษณาและผู้ผลิตเนื้อหา ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อและขายสื่อโฆษณาต่าง ๆ
  4. Ad Server : บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีในการป้อนโฆษณาที่ซื้อและขายกัน พร้อมวัดผลให้พร้อมกัน ๆ ว่ามีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร
  5. Agency Trading Desk: หน่วยงานภายใน Agency ที่ทำหน้าซื้อโฆษณาด้วยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ
  6. Audience Extension : บางทีเรียก “look-alike modelling,”  กระบวนการการจัด Segment ของกลุ่มเป้าหมายที่รู้จักและกลุ่มคนจากการใช้ข้อมูลที่มีคุณลักษณะที่คล้ายกัน
  7. Behavioral Targeting: การ target กลุ่มเป้าหมายจากพฤติกรรมการค้นหาหรือเว็บไซต์ที่ได้เข้าไป
  8. Cookie: ข้อมูลที่ฝังลงไปใน Browser ผู้ใช้เพื่อทำการติดตามว่าเข้าเว็บไซต์ใดบ้าง
  9. Data-Management Platform (DMP) : บริษัทที่มีเทคโนโลยีในการเก็บและแบ่งหมวดหมู่ข้อมูลให้ตามที่นักการตลาดต้องการ
  10. Deal ID: เป็นกลุ่ม code เล็ก ๆ ที่เป็นข้อตกลงระหว่างนักโฆษณาและผู้ผลิตเนื้อหา เพื่อให้นักโฆษณาสามารถเข้าไปดู inventory ของผู้ผลิตเนื้อหาได้
  11. Demand-Side Platform (DSP): บริษัทที่มีเทคโนโลยีให้คนซื้อสื่อโฆษณาสามารถซื้อสื่อโฆษณาได้ ผ่านการ Bid หรือ RTB ต่าง ๆ
  12. Supply-Side Platform (SSP): เป็นบริษัท Adtech ที่ทำงานกับ Publisher ในการขายโฆษณาให้ผู้ผลิตสื่อเหล่านี้ในราคาที่ดีที่สุด
  13. First-Party Data: คือข้อมูลที่บริษัทนั้นจัดเก็บโดยตรง
  14. Second-Party Data: เป็นข้อมูลที่บริษัทได้มาจากบริษัทที่จัดเก็บข้อมูล เพื่อขายให้เป็นข้อมูลในการซื้อสื่อโฆษณา
  15. Third-Party Data: เป็นการเก็บข้อมูลทางอ้อม หรือรวบรวมมาจากแหล่งต่าง เพื่อนำขายให้คนซื้อสื่อโฆษณาเพื่อทำการโฆษณาต่อไป
  16. Geotargeting : การ target กลุ่มเป้าหมายจากพื้นที่ที่อยู่ จาก Cellsite ของมือถือ, GPS ของมือถือ หรือรหัสไปรษณีย์ต่าง ๆ
  17. Hashing: การที่บริษัท 2 บริษัทนั้นเอาข้อมูลของทั้ง 2 บริษัทมาจับคู่กัน โดยไม่ต้องเข้าไป access ในแต่ละบริษัทตรงกันข้ามกัน
  18. In-Stream : กระบวนการที่โฆษณานั้นจะปรากฏอยู่ใน Content นั้น ๆ
  19. Pixel: เป็น code เล็ก ๆ ที่จะเข้าไปอยู่ในเว็บไซต์ ที่จะทำให้บริษัทนั้นรู้ว่า cookies ใดที่ถูกใส่ไว้ใน Browser ผู้ใช้แล้วและใส่ cookies ใหม่อื่นเข้าไปแทน
  20. Programmatic Direct: กระบวนการสื่อโฆษณาโดยตรงระหว่างนักโฆษณาและผู้ผลิตเนื้อหา ผ่านระบบการซื้อโฆษณาอัตโนมัติ
  21. Programmatic Reserved หรือ Programmatic Premium : ระบบการซื้อโฆษณาอัตโนมัติที่เปิดให้นักโฆษณาซื้อพิเศษเท่านั้น
  22. Programmatic Non-Reserved: ระบบการซื้อสื่อแบบอัตโนมัติแบบทั่วไป ที่สามรถให้คนซื้อสื่อมาแย่งกันซื้อผ่านการประมูล
  23. Real-Time Bidding (RTB): ระบบการซื้อขายของโฆษณาที่ทำผ่านคอมพิวเตอร์ในการประมูลสื่ออย่าง Realtime
  24. Retargeting : กระบวนการแสดงโฆษณาให้คนที่เคยเข้ามาเว็บไซต์แล้ว ออกไปยังเว็บไซต์อื่น จะให้เห็นโฆษณาจากเว็บก่อนหน้านั้น
  25. Unique-User/Device ID: การจำแนกอุปกรณ์หรือผู้ใช้ เพื่อให้รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน หรือเครื่องเดียว จนกว่าเครื่องนั้นจะถูก reset หรือผู้ใช้นั้นลบบัญชีตัวเอง
  26. Viewability: วิธีการวัดโฆษณาเพื่อให้แน่ใจว่าครึ่งหนึ่งของภาพโฆษณานั้นปรากฏบนหน้าจออุปกรณ์นั้น ๆ อย่างน้อย 1-2 วินาที ซึ่งนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่แทน impression
  27. VTR (View-Through Rate): วิธีการวัดว่ามีคนกี่คนนั้นดูโฆษณาและเข้าไปดูเว็บไซต์หรือ Landing Page ของโฆษณานั้นต่อ
  28. CTR (Click-Through Rate):วิธีการวัดว่ามีคนกดโฆษณาและเข้าไปดูเว็บไซต์หรือ Landing Page ของโฆษณานั้นต่อกี่คน
  29. Instant Replay : กระบวนการที่โฆษณานั้นเล่นอัตโนมัติหลังจากเล่นจบทันที
  30. Post Click Conversions : คือการวัด Conversion หลังจากคนดูโฆษณานั้นกดที่ creative โฆษณา
  31. Dwell : คือจำนวนเวลาที่คนดูโฆษณาใช้เวลาเป็นจำนวนวินาทีในการปฏิสัมพันธ์กับโฆษณานั้น ๆ (วัดว่าสนใจโฆษณาหรือไม่)
  32. Interaction Rate : คือจำนวนครั้งที่คนปฏิสัมพันธ์กับโฆษณา (วัดว่าสนใจโฆษณามากน้อยแค่ไหน)
  33. Expansion Rate : คือสัดส่วนระหว่าง  ad expansions/ad impression

นี่เป็นตัวอย่างศัพท์ที่ควรรู้ไว้ในตอนนี้ และยังมีศัพท์มากมายในเรื่อง Digital Analytics ต่าง ๆ อีกมากมาย ใครกำลังสนใจเรื่อง AdTech ก็ควรศึกษาไว้นะครับ

 

ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 3 : The Insight (Youtube fundamental Insight)

บทความต่อไปนี้จะเป็นซีรีย์ของการทำงานในเชิงกลยุทธ์ในการวางแผนงานของการทำ Marketing Communication จากประสบการณ์และการเรียนรู้จากที่ได้อ่านมา ซึ่งจะมีเป็นตอน ๆ ต่อเนื่องไป

จากตอนที่แล้วที่พูดถึงเรื่องการหา Insight ผ่าน Google Trend (ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 2 : The Insight (Google fundamental Insight)ไป มาตอนนี้เราจะมาพูดถึงการหา Insight อีกแบบเพื่อดูว่าผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายนั้นมีพฤติกรรมความชอบอะไร และการทำการสื่อสารทางการตลาดแบบไหนจึงจะเหมาะสมกัน กับ Youtube Trend Dashboard 

จากการที่เราสามารถรูปแบบและ Pattern ของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน Google Trend กันแล้ว เรายังสามารถรู้ความชอบของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ในเรื่องวิดีโอได้ด้วย ซึ่งทาง Google และ Youtube ได้สร้างเครื่องมือตัวหนึ่งเพื่อให้นักการตลาดหรือคนทั่วไปได้ใช้กันนั้นคือ  Youtube Trend Dashboard  จากการเปิดเผยของ Google และ Youtube เองนั้นประเทศไทยเองเป็นประเทศในกลุ่ม Top 10 ที่มีอัตราการดู Youtube สูงมาก สูงจนที่ Google นั้นต้องมาเปิดตัว Youtube ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันตลาด Youtube ของคนไทย

Screen Shot 2558-07-26 at 11.41.16 AM

Screen Shot 2558-07-26 at 11.41.08 AM

คนไทยนั้นนั้นมีอัตราการชม Youtube สูงมาก และมีอัตราการดู Youtube ที่มีอัตราการดูนั้นสอดคล้องไปกับสื่อโทรทัศน์อย่างมาก ทำให้การทำการตลาดหรือการทำสื่อผ่านโลกออนไลน์นั้น Youtube จะเป็นช่องทางแรก ๆ ที่นักการตลาดคิดถึง แต่หลาย ๆ คนมักพลาดกับการใช้ Youtube ไปโดยไม่ได้ศึกษากลุ่มผู้บริโภคใน Youtube ว่าชอบอะไร หรือ ไม่ชอบอะไร หรือค้นหาการดูอะไรบน Youtube อยู่ วันนี้จะมารู้จักเครื่องมือนี้กัน

Screen Shot 2558-07-26 at 9.40.38 AM

Youtube Trend นั้นสามารถเข้าผ่านได้ที่ https://www.youtube.com/trendsdashboard  ซึ่งที่ Dashboard นี้จะแสดงผลเป็นหน้ารวมของประเทศที่เป็น Default ของ Youtube ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ จากหน้า Dashboard นี่จะมีเมนูที่น่าสนใจอยู่คือ Browse และ Compare ซึ่งสามารถดูแบบภาพรวม และการดูแบบเปรียบเทียบกัน ก็ได้

Screen Shot 2558-07-26 at 10.13.24 AM

นอกจากนี้ยังมีเมนูให้เปรียบเทียบกันระหว่าง ๆ Most Viewed กับ Most Share อีกเช่นกัน และจะเห็นได้ว่าคลิปที่มีความสนใจระหว่างการดูและการส่งต่อนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของคน ว่าคนเราชอบดูคลิปแบบนึง และการส่งต่อจะเป็นคลิปอีกแบบหนึ่ง

Screen Shot 2558-07-26 at 10.14.01 AM

จาก Dashboard ตัวอย่างนี้ผมได้ลองใช้ประเทศไทยในกลุ่มทุกช่วงอายุ มาเปรียบเทียบกันระหว่าง Most Viewed กับ Most Shared คลิปที่มีการดูนั้นจะเป็นพวกคลิป Entertainment ในประเทศไทย แต่คลิปที่จะแชร์กันนั้นจะเป็นคลิปไวรัลต่าง ๆ แทน

จาก Dashboard ดังกล่าวเราสามารถ Compare ช่วงอายุ ว่าผู้บริโภคแต่ละช่วงกลุ่มอายุนั้นมีความสนใจอะไร แตกต่างกันที่ไหนบ้างได้ด้วย

Screen Shot 2558-07-26 at 10.27.36 AM

ซึ่งจะเห็นได้ว่าอันดับ 1 นั้นในแต่ละช่วงอายุคือวิดีโอที่กำลังเป็นกระแสอยู่ แต่วิดีโออันดับถัดมานั้นแตกต่างกันตามความสนใจในแต่ละช่วงอายุ จะได้อย่างรายการ “เป็นต่อ” ที่ไม่มีความสนใจในช่วงอายุ 13-17 ปีแต่พออายุ 18-24 ปีกลับมีความนใจขึ้นมา และตกลงในอายุ 25-34 ปี หรือพวกวิดีโอ How to จะมีความสนใจในอายุที่เพิ่มขึ้น ในขณะ 13-17 ปีจะเป็นวิดีโอความสนุกสนานต่าง ๆ

เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มชายและหญิง แม้ว่าจะมีความชอบคล้าย ๆ ผู้ชายแต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เช่นรายการเป็นต่อที่ผู้ชายนิยมดู ปรากฏว่าผู้หญิงนิยมดูเป็นต่อที่อายุ 18-24 ปี และเรื่องราวที่ผู้หญิงสนใจส่วนใหญ่คือเรื่องราวดาราและบันเทิง ต่าจากผู้ชายที่จะมี How-to หรือวิธีการแก้ปัญหาติดมาบ้าง

Screen Shot 2558-07-26 at 10.36.53 AM

เมื่อเปลี่ยนมาเป็นคลิปที่แชร์กันว่าผู้ชายและผู้หญิง จะแชร์อะไรกันบ้าง จะเริ่มเห็นความแตกต่างมากขึ้นระหว่างคลิปที่แชร์ กับคลิปที่ดู และมีคลิปที่ทั้งดูและแชร์จำนวนมาก ในระหว่างชายและหญิง จะพบว่าเป็นคลิปที่กำลังเป็นกระแส หรือเป็นเรื่อง How-To หรือ Knowledge เยอะมากกว่า คลิปที่เป็น entertainment อีก

Screen Shot 2558-07-26 at 11.01.52 AM

ถ้าอยากดูความต่างมาก ๆ ลองเปรียบเทียบช่วงอายุที่เกิน 40 ขึ้นไป จะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างคนหนุ่มสาวและคนมีอายุแล้วที่จะมีความสนใจต่าง ๆ ในการดูและการส่งต่อที่เปลี่ยนไป นั้นทำให้ใครที่คิดจะทำการตลาดหรือการสื่อสารใด ๆ ที่จะทำเป็นคลิปออกมา ควรจะรู้ความชอบ หรือความไม่ชอบ ของคนกลุ่มเป้าหมายก่อน ว่าชอบดูอะไร หรือ ชอบแชร์อะไร

Screen Shot 2558-07-26 at 11.26.27 AM

ทั้งนี้เครื่องมือ Youtube Trend Dashboard นี้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้นักการตลาดทราบความชอบของผู้บริโภคในการตามดูและการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ว่าเป็นเรื่องอะไรได้บ้าง ทำให้สามารถเข้าใจถึงความคิดของผู้บริโภคในเบื้องต้นได้ส่วนหนึ่ง แต่เครื่องมือนี้ไม่ได้สามารถบอกรายละเอียดได้เยอะกว่า Google Trend Dashboard หรือแยกระหว่างความสนใจของคนกรุงเทพ หรือต่างจังหวัด หรือบอกเป็นช่วงเวลาได้ นอกจากนี้เครื่องมือนี้ยังต้องการคนที่มาวิเคราะห์เครื่องมือนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ว่าคนแต่ละช่วงอายุนั้นมีความสนใจอะไรบ้าง

ในตอนหน้าเราจะลงลึกถึงวิธีการหา insight ที่ทำกันมานานอย่าง Survey และ Interview ที่สามารถทำได้ผ่านทั้งออนไลน์และแบบออฟไลน์ได้ในสมัยนี้

 

 

Dollar Shave Club บริษัทมีดโกนไวรัลร้อยล้านดอลลาร์

ใครจะไปคาดคิดว่า มีดโกนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับที่โกนหนวดนั้นก็สามารถเป็น Start up และขายออนไลน์ แถมสร้างกระแสด้วยตัวเองผ่านงบการตลาดที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ที่ขายมีดโกนผ่าน Moderntrade ต่าง ๆ และนี่คือเรื่องราวของ Dollar Shave Club

(more…)

 

ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 2 : The Insight (Google fundamental Insight)

บทความต่อไปนี้จะเป็นซีรีย์ของการทำงานในเชิงกลยุทธ์ในการวางแผนงานของการทำ Marketing Communication จากประสบการณ์และการเรียนรู้จากที่ได้อ่านมา ซึ่งจะมีเป็นตอน ๆ ต่อเนื่องไป

จากตอนที่แล้วที่พูดถึงเรื่อง Brief (ABC to Integrated Strategic Marketing บทที่ 1 : The Brief )ไป มาตอนนี้เราจะมาพูดถึงการหา Insight เพื่อเป็นข้อมูลในการตอบคำถามของโจทย์ที่ได้มา และวิธีการที่ควรจะไป การหา Insight นั้นสามารถทำได้หลาย ๆ ทาง แต่การใช้วิธีการทางด้าน Digital ในการหาข้อมูล ซึ่งวันนี้เราจะมาสอนในเครื่องมือแรก อย่าง Google Trend กัน

พฤติกรรมของคนเรานั้น เมื่อนึกจะทำอะไร จะคิดอะไรก็จะทำการค้นหาก่อนเป็นสิ่งแรก หรือที่เรารู้จักว่า Micromoment ต่าง ๆ ออกมา การมีตัวตนใน Micromoment นั้นสำคัญมาก และการที่รู้ว่าคนนั้นค้นหาอะไร หรืออยากรู้อะไร และตัวตนของแบรนด์เรานั้นเป็นยังไงในการค้นหาผู้บริโภค และทุก ๆ การค้นหานั้น Google ก็ทำเป็นสถิติไว้ เพื่อให้เราได้เห็นถึงเทรนด์ความสนใจของคนในโลกออนไลน์ และนี้เองก็กลายเป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการทำ insight อย่างง่ายออกมา

(more…)

© 2018 A MarketPress.com Theme