ดูทีไรก็ต้องหิวทุกที วิศัยทัศน์การทำ tastemade ออกมา

คงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook และ Video Clip ทำอาหารอย่าง Tastemade ในตอนนี้ ที่วิดีโอทุกอันที่ออกมา ทำเอาคนที่ดูน้ำลายไหลตลอดเวลาได้ ซึ่ง Tastemade นั้นเกิดขึ้นมาได้ในจังหวะที่พอดีกับยุคที่คนนั้นนิยมการดูวิดีโอและเข้าใจภาษาสื่อกลางของทั้งโลกที่เป้นในเรื่องอาหารออกมา

เรื่องราวของ Tastemade นั้นเริ่มขึ้นจาก Founder ทั้ง 3 คนที่มีประสบการณืชำนาญในแต่ละเรื่องและได้มาทำงานที่เดียวกันใน Demand Media ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นได้แก่ Larry Fitzgibbon ตอนนี้เป็น CEO ของ Tastemade แต่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ Demand Media ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บอย่าง eHow.com และ livestrong.com ซึ่ง Larry นั้นรับผิดชอบในส่วนการดูแลเรื่องสื่อของบริษัทและเป็นคนที่ทำให้ Demand Media เข้าตลาดหุ้นได้ในปี 2011 และที่ Demand Media Larry ได้เจอ Joe Perez  ซึ่งปัจจุบันเค้าจะเป็นคนดูแลด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดของ Tastemade และ Steven Kydd ซึ่งเคยเป็นผู้ก่อตั้ง Demand Media เช่นกันและปัจจุบันดูแลเรื่องการดำเนินงานของ Tastemade ในต่างประเทศ  ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มก่อตั้ง Tastemade หลังจาก Demand media เข้าตลาดหุ้นในปี 2011 ซึ่งด้วยความรู้ความสามารถที่สะสมจากความสำเร็จของ Demand media นั้นทำให้สามารถนำมาปรับใช้กับ Tastemade ได้อย่างดี

Tastemade นั้นเริ่มขึ้นด้วยการที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนนั้นได้มาคุยกันหลังการนัดทานข้าวมื้อเย็น ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นมีความชอบในเรื่องอาหารและได้คุยกันเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งจากจุดเริ่มต้นไอเดียอาหารนี้เองทำให้ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มลองคิดว่าจะสร้างรายการอาหารออนไลน์ที่จะเข้าไปจับกลุ่มคนยุค Millenials ที่มีช่วงอายุ 18-34 ปี ซึ่งมีความสนใจในการที่อยากจะสร้างสรรค์ ทดลองหรือหาอะไรทำใหม่ ๆ และกระจายความสามารถตัวเองออกไป ซึ่งด้วยความคิดที่จะทำอาหารและการมองว่าอาหารเป็นภาษาสากลที่สามารถสื่อได้กับคนทั่วโลก และสามารถกระตุ้นให้คนนั้นอยากลองทำได้ด้วย

Tastemade เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ใน Youtube เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการทำอาหารต่าง ๆ ออกไป ซึ่งด้วยพลังของ Social Network ทำให้คลิปของ Tastemade นั้นถูกกระจายอย่างรวดเร็วอย่างทันที Tastemade วางตัวเองเป็นสื่อแนวใหม่ แทนที่จะเป็น MCN (Multi Channel Network) เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการสร้างสื่อที่สร้างมาสำหรับ Digital โดยเฉพาะ ให้คนในยุคดิจิทัลนั้นสามารถเสพได้โดยง่ายดาย ต่างจากรายการอาหารอื่น ๆ ที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองคนดูทีวีแล้วค่อยมาปรับเป็นออนไลน์ ซึ่งทำให้ไม่ได้รับความนิยม ซึ่งเมื่อเทียบกับ Foodnetwork ที่มีคนดู 500,000 คนบนทีวีต่อวัน แต่วิดีโอ Tastemade นั้นมีคนดูนับล้านคนได้เลยทีเดียว

วิธีการสร้างตัวเองของ Tastemade นั้นคือ Content Strategy ล้วน ๆ ตั้งแต่การเลือกทีมงานที่มาทำวิดีโอนั้น ล้วนแต่เป็นทีมทำวิดีโอมืออาชีพ ทั้งหมดมาจากสตูดิโอทีวีซึ่งตอนนี้มีทีมวิดีโอกว่า 70 ทีมในอเมริกา ซึ่งมีสตูโอถ่ายทำหลักที่ L.A. โดยใช้สตูดิโอเก่าของ MTV มาสร้างเป็นห้องถ่ายทำ 4 รายการและมีสตูดิโอทดลองชื่อว่า BUFFY’S STUDIO ซึ่งเป็นห้องถ่ายทำซี่รีย์ Buffy, the Vampire Slayer ที่จะลองทำ Content อาหารหลาย ๆ แบบโดย Producers จะเอาสูตรอาหารมาลองทำเป็นวิดีโอ และ editors ที่ทำงานอยู่อีกห้องจะเอาวิดีโอนั้นมาผลิตเป็นเวอร์ขั่นต่าง ๆ เช่นเวอร์ชั่นสำหรับ Youtube, Facebook, IG, Snapchat หรือ Apple TV เพื่อให้ได้ Content ที่สามารถเข้าไปอยู่ในสื่อแบบต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จของ Tastemade นั้นไม่ได้มาด้วยความบังเอิญเพราะทุกขั้นตอนนั้นมีการคิดมาอย่างเรียบร้อยว่าจะทำอะไรบ้าง ในทุกสัปดาห์ทีมงานจะต้องเอาสูตรอาหารมา Pitch เพื่อลงความเห้นว่าแต่ละวันจะมีสูตรอาหารอะไรที่จะถูกทำเป็นรายการออกไปบ้างซึ่งไม่แตกต่างกับรายการทีวีเท่าไหร่ สิ่งที่แตกต่างกันคือ Tastemade จะมีตำแหน่ง Recipe developers ซึ่งจะเป็นคนที่ดูข้อมูลวิดีโออาหารที่ออกไปว่ามีผลอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการดูทั้งบน youtube บน Facebook หรือการเลื่อนใน snapchat ว่าบ่อยแค่ไหน ซึ่งด้วยข้อมูลจะทำให้รู้ว่าวิดีโอสูตรแบบไหนที่คนนั้นดูน้อยและดูมาก จะมีการมาปรับปรุงส่วนผสมอาหารที่คนดูน้อยเข้ากับสูตรอาหารที่คนดูเยอะ ร่วมกับ “food stylists” ที่จะคอยบอกว่าอาหารแบบไหนควรจะออกมาหน้าตาอย่างไร และเมื่อถ่ายทำเสร็จวิดีโอทั้งหมดจะถูกเข้าไปทำ Post Production ต่าง ๆ ออกมาและถูกปรับแต่งให้เข้ากับ Platform ต่าง ๆ ก่อนปล่อยออกไป นอกจากนี้ Tastemade ยังได้ทดลองจนพบว่าวิดีโอความยาว 1 นาทีนี้คือความยาวที่เหมาะสมที่สุดที่จะเล่าเรื่องและให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด

นอกจากความรู้เรื่องการทำ Content Marketing ยังต้องนับการใช้พลังของ Data และพลังของ Social Network อย่าง Facebook ที่สามารถช่วยแชร์วิดีโอต่าง ๆ ได้ ทีมงานนั้นจะดูข้อมูลของคนดูต่าง ๆ ไม่ว่าจะวิว   Engagement การแชร์ในทุก ๆ Platform แล้วนำมาปรับปรุงในการสร้างประสบการณ์ของ App ให้ได้ดีที่สุด ซึ่งด้วยพลังของ Facebook จากการที่แค่มีคนติดตามเพียงแสนกว่าคนและยอดคนดูประมาณ 500,000 คนต่อเดือน ก็มีเพิ่มกว่า 2.5 ล้านแฟนและคนดูกว่า 165 ล้านอย่างมาก สิ่งที่ Tastemade นั้นเข้าใจคนดูคือการสามารถหยุดนิ้วคนดูให้อยู่ที่เนื้อหาตัวเองได้ ด้วยการถ่ายทำที่มีความสวยงาม Craft โดยเฉพาะภาพอาหารที่สำเร็จแล้ว หรือการใช้สถานที่สวย ๆ ในการถ่ายทำ

ความสำเร็จที่มาจากองค์ความรู้และทีมงานทำให้ภายในหนึ่งปีของ Tastemade มีสมาชิกที่ติดตามดูกว่า 12 ล้านคนต่อเดือนจาก 200 ประเทศและสามารถระดมทุนได้ 5  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2013 ระดมทุน Series B  ได้ 10 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกัน Series C ได้อีก 25 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 และ Series D  อีก 40 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 ซึ่งมาจาก Goldman Sachs ปัจจุบัน Tastemade มียอดคนดูกว่า 1.5 พันล้านวิวต่อเดือน มียอด active view กว่า 100 ล้านคนต่อเดือน ทั้งนี้เป้าหมายและหน้าที่ของทุกคนที่มาทำ Tastemade นั้นคือ การผลิต Content ที่ดีออกมาเพื่อตอบสนองคนดูในดิจิทัล

 
 

Slide: Marketing Ops Is A Philosophy Not a Department By Justin Dunham

<iframe src=”//www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/9iPWIh2rqCW37l” width=”595″ height=”485″ frameborder=”0″ marginwidth=”0″ marginheight=”0″ scrolling=”no” style=”border:1px solid #CCC; border-width:1px; margin-bottom:5px; max-width: 100%;” allowfullscreen> </iframe> <div style=”margin-bottom:5px”> <strong> <a href=”//www.slideshare.net/MarTechConf/marketing-ops-is-a-philosophy-not-a-department-by-justin-dunham” title=”Marketing Ops Is A Philosophy Not a Department By Justin Dunham” target=”_blank”>Marketing Ops Is A Philosophy Not a Department By Justin Dunham</a> </strong> from <strong><a target=”_blank” href=”//www.slideshare.net/MarTechConf”>MarTech Conference</a></strong> </div>

 
 

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Victoria Secret แบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิง

แบรนด์แฟชั่นในอดีตนั้นเราจะเห็นนางแบบหรือนายแบบเดินกันบนรันเวน์ที่ประกอบด้วยเพลง EDM หรือเพลงที่เป็นเสียงบรรเลงอย่างเดียว ไม่มีการแสดงแสง สี เสียงใด ๆ นางแบบและนายแบบนั้นจะเดินหน้านิ่ง ๆ ไร้ชีวิต ชีวา และไม่มีการเปิด Public ให้คนติดตามดูรายการสดได้ ซึงแฟชั่นโชว์ทั่วไปนั้นจะมีฤดูกาลในการเดินรันเวย์แฟชั่นจะมีฤดูกาลแต่เพียงช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคมและกันยายน-ตุลาคม ซึ่ง Event นี้จะมีใครสักกี่คนที่จะได้ติดตามชมแล้วกลายเป็น Talk of the town

Victoria Secret นั้นเป็นแบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิงที่คิดต่างออกไปตั้งแต่ที่แบรนด์ถูกซื้อต่อมา ด้วยการคิดเพื่อให้เกิดการสร้าง Consumer Experice ที่ดีทั้งหมด การทำ Fashion Show ของ Victoria Secret จึงได้ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ช่วงเวลาการจัดงาน : เป็นประจำทุกปีที่ Fashion Show ของ Victoria Secret นั้นจะจัดกันช่วงต้นเดือน-กลางเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีใครมาจัดแฟชั่นโชว์กัน แต่เดี๋ยวก่อนนี้เป็นช่วงเวลาก่อนคริสต์มาสที่ฝรั่งจะหาของขวัญคริสต์มาสไปให้คนที่เรารักหรือห่วงใย แน่นอนด้วยการมอง Event เป็น Marketing Tools นึงก็จัดก่อนคริสต์มาสที่คนกำลังจับจ่ายใช้สอย เพื่อที่คนจะได้ดูแฟชั่นโชว์นี้แล้วกระตุ้นให้เกิดความชอบ ประสบการณ์ที่อยากจะมาซื้อ

การสร้างกระแส :

กลยุทธ์อย่างหนึ่งของ Victoria Secret คือการสร้างกระแสล่วงหน้าของการที่จะมาถึงของการเดินแบบประจำปี ด้วยการสร้างความตื่นเต้นว่าคนที่จะได้มาเป็นนางฟ้าในการเดินแบบนั้นจะเป็นใครบ้าง สร้างให้คนอยากรู้ในตัวนางแบบแต่ละคนว่ามีใครบ้าง พร้อมทั้งสร้างการติดตามในชีวิตนางแบบแต่ละคนขึ้นมา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดกระแสมากขึ้นไปอีกด้วยการใช้ศิลปินในการทำให้คนติดตามว่าศิลปินที่จะขึ้นแสดงนั้นจะเป็นใครบ้าง และจะแสดงแบบไหนบนเวที ยังมีการทำคลิปเพื่อบอกว่าการเดินแบบนั้นจะเริ่มเมื่อไหร่ ติดตามได้ทางไหน ทำให้ผู้ชมนั้นไม่พลาดที่จะติดตาม พร้อมทำการสื่อสารกับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เดินแบบอีกด้วย

การถ่ายทอดสด :

แบรนด์แฟชั่นอื่น ๆ นั้น การเดินแบบนั้นคนที่จะได้ดูแบบจริง ๆ จัง ๆ หรือแบบสดนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่เฉพาะมาก เช่นคนในวงการแฟชั่น ดารา เซเลปและสื่อสารแฟชั่นต่าง ๆ และเป็นอีเว้นท์ที่ปิด ไม่มีทางเลยที่คนนอกจะได้ดู คนจะได้ดูอีกทีก็ในช่อง FashionTV หรือออกข่าว ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจไหม แต่ Victoria Secret นั้นคิดต่างด้วยการทำให้โชว์นั้นมี “อะไรที่น่าสนใจ” ที่คนจะมาดู และทำการถ่ายทอดสด 3 ชั่วโมงเต็มแบบไร้โฆษณา ทำให้ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับคนทั่วไปแบบทันทีไม่มีสะดุดอีกด้วย คนจะติดตามประนึง Superbowl ที่ลุ้นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทำให้เมื่อดูจบกระแสการพูดบอกต่อหรือส่งต่อจึงมีมากมาย ได้ Free media อีกเพียบ

การสร้าง Entertainment Show:

สิ่งที่แตกต่างจากการเดินแบบอื่น ๆ ของ Victoria Secret คือ การใช้ความบันเทิงคู่กับการเดินแบบ งานเดินแบบอื่น ๆ จะใช้เพลงประกอบแล้วมีนางแบบเดินบนรันเวย์ แต่ของ Victoria Secret นั้นใช้การแสดงสดของศิลปินที่กำลังเป็นกระแส และมีคนติดตามมากมายมาสร้างความบันเทิงบนรันเวย์ ควบคู่กับการการสร้าง interaction กับนางแบบที่เดิน ทำให้คนที่ดูและติดตามดูนั้นไม่ได้ดูแค่เพียงการเดินแบบเท่านั้น แต่เป็นการดูความบันเทิงอย่างคอนเสิร์ตย่อม ๆ ไปด้วย

โชว์การเดินแบบ :

แฟชั่นโชว์อื่น ๆ อาจจะมีการเดินแบบที่ประหลาด ๆ บ้าง มีชุดประหลาด ๆ ที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง นายแบบ นางแบบเดินหน้านิ่ง ๆ เสียงเพลงที่คนทั่วไปฟังแล้วจะหลับได้ ทำให้คนทั่วไปไม่อยากดู แต่ Victoria Secret ที่คิดต่างว่า ทำไมไม่ทำให้การเดินแบบต่างไป ทำไมต้องเหมือนคนอื่น ทำให้มีอะไรที่น่าสนใจ ที่คนจะอยากดู อยากติดตามและบอกต่อ นั้นจะเกิดส่วนผสมระหว่างการเดินแบบและโชว์การแสดงสด ที่นางแบบที่เดินดูมีความสุขระหว่างเดินและได้มีส่วนร่วมกับศิลปินที่แสดง ซึ่งด้วยศิลปิน การตกแต่งเวที ทำให้คนนั้นติดตามทั้งว่าใครจะมาร้องเพลงประกอบบนรันเวย์ และแฟชั่นปีนี้จะตกแต่งแบบนั้น นั้นทำให้เกิดความสนุกตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม ทุกคนส่งต่อภาพนางแบบที่ชอบ ส่งต่อเพลงศิลปินที่ชอบ ทุกอย่างกลายเป็น Consumer Experience ที่ดี ทำให้เกิด Free media ที่ Consumer บอกกัน

ด้วยการมอง Fashion show ตัวเองมากกว่าแค่ Launching Collection ใหม่  แต่มองไปถึงเป็น Postioning ใหม่และสร้างเป็น Marketing Tools ที่จะสร้างกระแสโดยตรงกับ Consumer ได้ทันที โดยไม่ต้องการ การ spinoff จากสื่อ ดารา หรือเซเลปในงานด้วยซ้ำ ทำให้ Victoria Secret Fashion กลายเป็นการเดินแฟชั่นที่หลาย ๆ คนติดตามอย่างมากในทุกวันนี้

ลงครั้งแรกที่ Linkedin 

 

David Karp แห่ง Tumblr Startup พันล้านดอลลาร์ ที่เกิดจากการไม่พอใจในสิ่งที่ทำ

ถ้าคุณทำสินค้าเปลี่ยนโลกได้ออกมาได้และทำเงินได้หลายพันล้าน คุณจะทำหรือไม่ทำ นี้คือความคิดของ David Karp เจ้าของ Tumblr เว็บระดับ Billinonaire ที่ไม่อยากให้เว็บตัวเองเป็นธุรกิจ 

David Karp นั้นเติบโตในยุคที่คอมพิวเตอร์นั้นเริ่มบูม ในแถวเขต Bronx New York โดยแม่ของ David Karp เป็นครูและมีพ่อเป้นนักดนตรี ตั้งแต่เด็กนั้นแม่ของ David Karp ก็เห็นแววในตัวว่ามีอะไรพิเศษ จึงเอาลูกนั้นไปหาผู้ปกครองของนักเรียนตัวเอง ซึ่งผู้ปกครองนั้นคือ Fred Seibert ซึ่งทำงานที่ MTV และ Harna-Barbara นอกจากนี้เค้ายังมีบริษัท Animation ตอนนั้นเลยทำให้มีคอมพิวเตอร์มากมาย แม่ของ David Karp รู้ว่า David นั้นสนใจคอมพิวเตอ์รมากเลยขอให้ Fred นั้นอนุญาตให้ David มาเที่ยวและลองเรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้ไหม ซึ่ง Fred ก็ยินดี แรก ๆ นั้น David Karp ทึ่งกับการที่วิศวกรคอมพิวเตอร์ทำงานในบริษัทอย่างมาก และจากนั้นเขาก็เริ่มมาเป้นประจำ จนวันหนึ่งได้พูดกับ Fred ว่าเขาจะมาที่นี้ทุกวันได้แล้ว เพราะแม่ให้เริ่มเรียน Home School แทน ซึ่งการเรียน Home School ของเขานั้นยอดเยี่ยมมากจนสามารถเข้า MIT ได้ ซึ่ง David Karp คิดว่านี้จะเป็นหนทางที่จะทำให้เค้าเป็นสุดยอดวิศวกรคอมพิวเตอร์ในอนาคต ในระหว่างนี้เขาก็เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรียนเลขกับติวเตอร์ที่เป็นคนเขียนซอฟท์แวร์ไพ่ Poker และ Blackjack

Fred Seibert และ David Karp ตอนเด็กๆ ภาพจาก http://www.imgrum.net/user/jeromie.the.homie/374257711

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียน MIT David Karp นั้นเริ่มทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตที่เว็บไซต์พ่อแม่ชื่อ UrbanParent ซึ่ง CNET ซื้อไปและทำให้ David Karp นั้นมีเงินที่จะมาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง DavidVille ซึ่งในระหว่างนี้เขาได้รับคำขอให้ช่วยพัฒนาระบบ Blog จากบริษัท Fred ความคิด Tumblr ของ David Karp เกิดขึ้นในตอนนี้ที่พัฒนาระบบ Blog นี้เอง เขาเดินไปหา Fred และบอกว่าระบบที่กำลังทำนี้มันไม่ยุ่งยากไปเหรอ มันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ ซึ่ง Fred นั้นรู้ว่าสิ่งที่ David Karp บอกนั้นมันต้องมีอะไรแน่ แต่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร Fred จึงโทรหาเพื่อนนักลงทุนซึ่งมี Bijan Sabet จาก Spark Capital ทันที Bijan Sabet ได้เห็นตัวต้นแบบระบบ Blog ของ David Karp ตัว Bijan นั้นรู้เลยว่านี้จะพลิกโลกได้แน่นอน และบอกว่านี้จะกลายเป็นธุรกิจพันล้านได้ และนี้เป็นการเริ่มต้นของ Tumblr ขึ้นมา

Bijan Sabet และ David Karp

แต่ David Karp นั้นไม่สนใจ เพราะเค้าไม่อยากให้ใครรู้จักในฐานะนักธุรกิจ และมองว่า tumblr เป็นแค่เครื่องมือที่เขาอยากทำขึ้นมาแก้ปัญหาและทำให้เขาทำงานได้สบายขึ้นเท่านั้น Bijan Sabet ใช้เวลากว่าช่วงฤดูร้อนปี 2007 ในการโน้มน้าวให้ David Karp นั้นทำธุรกิจจาก Tumblr และให้เขาได้ลงทุนในนั้น ซึ่ง Bijan ยื่นข้อเสนอว่า 3 ล้านเหรียญให้ แต่ David กลับบอกว่าเงินมันเยอะเกินไป และกลัวแรงกดดันที่จะได้กลับมา ซึ่งในที่สุดข้อตกลงในการร่วมทุนครั้งแรกนั้นอยู่ที่ $750,000 Tumblr ก็ตั้งขึ้นมาโดยมีพนักงานเพียงคนเดียว หลังจากผ่านไปปีแรกจึงมีพนักงานคนที่ 2 และปี 2008 ถึงมีพนักงานคนที่ 3 ซึ่งทำงานข้ามรัฐกัน (ใช้เวลากว่าปีกว่าจึงได้เห็นหน้าพนักงานคนที่ 3) ทั้งนี้ David Karp คิดว่าบริษัทเค้าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานมากมาย และเขาสามารถจัดการ tumblr ได้ด้วยพนักงาน 4 คนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว tumblr นั้นมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผู้ใช้ 6 หลักเป็น 7 หลัก และมีปัญหาเรื่องความเสถียร จึงต้องทำการเพิ่มพนักงานขึ้นมาโดยปริยาย David Karp นั้นไม่ชอบบริหารบริษัทแม้ว่าจะทำได้ก็ตาม เพราะชอบที่จะทำงานอยู่กับการพัฒนา Product และให้วิศัยทัศน์ทีม ซึ่งทำให้ investor นั้นต้องหาคนที่จะมาบิหารหรือช่วยงานบริหารเสมอ

Tumblr Team: David Karp, Jacob Bijani, Peter Vidani

David Karp นั้นเกลียดการหากินกับข้อมูล User อย่างมากและเกลียดการทำ Digital Advertising ในปัจจุบัน เขาเคยออกบทความโจมตีเรื่องการทำโฆษณาออนไลน์มา และบอกว่าวิธีหาเงินเข้า Tumblr ของเค้านั้นดีกว่า ซึ่งรายได้ของ Tumblr นั้นมีมาหลากหลายรุปแบบและผู้ใช้เองก็สร้างรายได้ตรงนี้ได้ ตั้งแต่การขาย theme tumblr ไปจนถึงขาย Content ไปทำรายการ TV เลยก็มี David Karp มองว่างบโฆษณากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ลง TV ไปนั้นถ้าสามารถเอามาทำ Digital Content ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้ก็จะดี David Karp มองว่าโฆษณาที่ Facebook, Google ทำนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของผู้บริโภค แต่ไปจับเอา Moment ของการที่จะอยากได้แล้ว ส่วนที่ David Karp มองคือการทำ Brand Advertising ที่จะสร้างอารมณ์และความคิดต่อผู้บริโภคในการต้องการแบรนด์นั้นขึ้นมา เหมือนดังที่ Series Madmen หรือโฆษณาใน Superbowl ทำ (เมื่อ Yahoo ซื้อไป David Karp ก็ไม่ได้หาประโยชน์จาก User เลย นักการตลาดจะเลือกซื้อได้เพียงเพศและอายุเท่านั้น)

ทั้งนี้ David Karp เลยเปิดตัวระบบโฆษณาของตัวเองโดยให้นักการตลาดนั้นสามารถมาสร้าง Content ของตัวเองใน tumblr และซื้อระบบการโปรโมท Content นั้นออกไปใน Spotlight ที่เป็นการแนะนำ blog หรือ Radar ที่เป็นระบบที่กองบรรณาธิการแนะนำ blog ขึ้นมา โดยสามารถเข้าถึงได้กว่า 120 ล้าน imp และขายที่ CPM ละ $4-$7 ทั้งนี้ทาง Droga5 ได้ลองใช้แล้วกับแบรนด์ Kraft และพบว่าได้ผลดีกว่า Facebook มาก นอกจากนี้ระบบ Ads นี้ ทาง Mark Cuban เจ้าพ่อธุรกิจและนักลงทุนยังได้กล่าวแนะนำระบบ Ads Tumblr มากกว่า Facebook ด้วย ซึ่ง Tumblr นั้นเติบโตจนถึงขั้น Yahoo ซื้อไปมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดย David Karp มีหุ้น 25% ในนั้นได้เงินไปกว่า 250 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้หลังจากซื้อ Yahoo ยังให้ David Karp บริหารต่อโดยให้เซนต์สัญญาต่อ 4 ปีแลกกับ หุ้นและเงินสด ซึ่งเป็นมูลค่ากว่า 81 ล้านดอลลาร์

Apartment ที่เรียบง่ายของ Karp

ทั้งนี้ David Karp ก็ยังใช้ชีวิตแบบสมถะมาก เค้ามีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก (ครึ่งนึงของตู้เสื้อผ้า) มีเตียงนอน ห้องนั่งเล่นที่มีเพียงโซหาและทีวี และมอเตอร์ไซต์อีก 3 คันที่ไว้ขับผ่อนคลาย (สมบัติหรูอย่างเดียวคือ ครัว ซึ่งเป็นของแฟนที่เป็นเชฟฝึกหัดอยู่) ซึ่งเค้าเกลียดการสะสมสมบัติต่าง ๆ มากและมักเดินทางไปไหนด้วยกระเป๋าเป๋เล็ก ๆ เพียงใบเดียว (David Karp บอกว่าเป็น Jason Bourne Styles) David Karp ยังบอกอีกว่า “เค้าไม่คิดว่า ตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้”

David Karp กับเป้ของเค้า
 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 2 #AWnewyork

จากตอนแรก เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 มาวันนี้จะมาต่อในวันที่ 3 และ 4 กัน

ในวันที่ 3 นั้นเป็นวันที่ผมเริ่มเหนื่อย ๆ จากการวิ่งไปมาระหว่างสัมมนาแล้ว และประกอบกับการเดินเยอะมากในการใช้เวลาทั้งเช้าและเย็นที่เหลือในเมือง New York ทำให้เริ่มไม่อยากเดินไประหว่างสถานที่ไกล ๆ และเริ่ม Information overload แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไปฟังเพื่อให้คุ้มค่ากับที่มา ซึ่งในตอนเช้าสถานที่ต่าง ๆ ก็มีขนมนมเนยเตรียมต้อนรับใน Session เช้า และมีกิจกรรมให้เล่นได้ของแจกมากมายอีกเช่นเคย 

ซึ่งหัวข้อวันที่ 28 นี้มีดังนี้

ซึ่งหัวข้อในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทรนด์ที่กำลังจะมาไม่ว่า Programmatic, VR, Data และ Cognative Marketing ทั้งนี้โดยสรุปหัวข้อในวันนี้

  • The Next Era of Programmatic เป็นการเล่ามุมมองว่ายุคหน้าของ Programmatic นั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้เอาเข้าจริงแล้ว Programmatic ที่ใช้ ๆ กันมันแค่ระยะเริ่มต้นของยุคการซื้อสื่อแบบ Programmatic แต่ในยุคนี้คือจะควบรวมตั้งแต่สื่อนอกบ้าน ทีวี วิทยุ และสื่อในร้านต่าง ๆ ออกมาเป็น Programmatic ผนวกกับข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสร้างสื่อที่เข้าไปตรงความต้องการผู้บริโภคและดูแลผู้บริโภคได้ทันที
  • The Virtual Reality Audience Explained. เป็นการเล่าถึงกระแสของ VR นั้นกำลังมาแรง และตอนนี้ VR นั้นอยู่ในระยะเริ่มต้นของเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมภาพยนต์นั้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทยักษ์ร่วมลงเงินตั้งกองทุนไปลงทุน Startup ด้าน VR ต่าง ๆ หรือทำบริษัท Content ขึ้นมา โดยคาดการณ์ว่า VR จะกลายเป็นอุปกรณ์บันเทิงรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้เหมือนโทรศัพท์ในยุคนี้
  • Fox NFL Town Hall อันนี้มาเล่าเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing ของ Fox ว่าสามารถใช้ Sport Marketing มาช่วยทำการตลาดได้อย่างไร และมีผลอย่างไรต่อธุรกิจขึ้นมา โดยมีนักกีฬาและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างการแข่งขัน พร้อมผู้ชมนับล้านที่ดูรายการอยู่
  • A Dispatch from the Future of Search เป็นการมองอนาคตของ Search ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ Search อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถ Suggestion ความต้องการของเราโดยอิงจากพฤติกรรมที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคเข้าไป สามารถนำไปผนวกกับการ communication ระหว่างคนกับ Machine ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • Big Data, Great Creative เป็นการเอาข้อมูลของ Data ที่เก็บได้มาสร้างเป็น Insight เพื่อสร้างงาน Creative ที่ตรงใจผู้บริโภคออกมา เป้นการผนวกระหว่างศาสตร์ของ Data เข้ากับความต้องการของครีเอทีฟเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงานเจ๋ง ๆ มาได้
  • Adventures in Venturing การเล่าเรื่องของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ และทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ จากธุรกิจเดิม ๆ ได้ขึ้นมา
  • Digital Transformation in the Cognitive Era เป็น Session  ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่หุ่นยนต์นั้นสามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคนี้เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วมีสิทธิ์ที่จะตายลงอย่างรวดเร็ว
  • AB InBev: Experiential Marketing เป็น Session สุดท้ายของวันที่นักการตลาดต่างชื่นชอบ เพราะมีการแจกเบียร์สด Stella Artois ให้ดื่มในระหว่างฟังแถมแก้วกลับไปด้วย มีถึงขั้นพูดว่า “The session is fuckin awesome!!”  ซึ่งเป็น session ที่ head of marketing ของ  Stella Artois มาเล่าการทำการตลาดผ่าน Sesory marketing และ Experience marketing เชื่อมระหว่าง Digital, Data และ Creative  เข้าด้วยกัน

งานในวันสุดท้ายมี Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มสมาธิหลุดแล้ว เพราะรู้เหนื่อยกับการรับข้อมูลต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

  • The Business Reality behind Virtual Reality เป็นการมาเล่าถึงธุรกิจที่จะอยู่เบื้องหลัง VR ต่าง ๆ ว่าจะมีตั้งแต่ผู้ผลิต Platform, ผู้พัฒนาระบบที่จะเข้าไปใน VR, บริษัท Content และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่มากมายและกำลังมีความสนใจอย่างสูงมากอีกด้วย
  • Disrupt the Disruptors: How Companies Can Inoculate Themselves Against Disruption เป็นการเล่าถึงว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดในภาวะ Disruption นี้ได้อย่างไร มีความน่าสนใจในวิธีการทำงานที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปได้
  • Turning Gamers Into Shoppers เป็น Session ที่เล่าถึงพลังของการใช้เกม เพื่อดันการตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าของนักการตลาดขึ้นมา ซึ่งกลุ่มเกมนี้กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีความสนใจสูงต่อ Content ที่ออกมา
  • Where Content Meets Commerce เล่าเรื่องถึงการต้องทำ Content เพื่อสร้างให้เกิดการทำการขายสินค้าในออนไลน์ในยุคนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะ nurture คนให้ไปซื้อสินค้าได้
  • Ask the CMOs: Is the AOR DOA? เป็น Session สุดท้ายของวันที่คนน้อยมากที่จะเข้าฟังแล้ว แต่เป็น Session ที่ดีที่พูดถึงว่า agency กับลูกค้าในยุคหน้าจะทำงานกันอย่างไร โดยรวมคือ Agency จะกลายเป็นการร่วมมือของ Specialist agency มาแทน full service agency เพราะลูกค้าต้องการได้คนทำงาน expert มาร่วมทีมกัน และทำงานที่ดีที่สุดให้ลูกค้าขึ้น

ทั้งนี้  advertising week ที่ไปครั้งนี้ทำให้ผมได้รับไอเดียและเปิดภาพวิธีการทำงานของต่างประเทศและเทรนด์ที่โลกกำลังหมุนไป ซึ่งสามารถเอากลับมาใช้ในงานได้อย่างดี สำหรับปีนี้ผมมีแผนที่จะไป SXSW และ advertising week อีกเช่นกัน

 
 
 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 #AWnewyork

เมื่อกันยายนที่ผ่านมานั้นผมได้มีโอกาสไปร่วมไปงาน Conference ที่ต่างประเทศมานั้นคืองาน  Advertising Week จัดขึ้นที่ New York City ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งงงานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเหมือนงานสัมมนาเรื่องการสื่อสารทางการตลาด อัพเดทเทรนด์การสื่อสารการตลาด โฆษณาและมาเจอเพื่อนฝูงกันของเหล่าคนทำโฆษณาและการสื่อสารการตลาดที่อเมริกา ส่วนแบบต่างชาติเหมือนผมที่ไปก็เหมือนเปิดหู เปิดตา ดูเทรนด์ล่าสุดของที่นั้นกับตาและฟังกับหูเพื่อเอามาอัพเดทในงานกัน

งาน Advertising Week ที่ New York นี้จัดมาเป็นปีที่ 13 แล้ว และเป็นที่แรกที่จัด Advertising Week ซึ่งตอนนี้นอกจาก New York แล้วก็มี Advertising Week London และ Advertising Week Tokyo ตามมา โดยในงานจะเป็นการอัพเดทเรื่องราวทางการตลาดและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาจากผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้า และดารากับ Startup ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งงานที่นิวยอร์คนี้จะจัดในละแวกแถว ๆ Times Square ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจของที่นั้นเลยทีเดียว โดยสถานที่จัดงานจะแบ่งเป็นสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่โรงละคร บาร์ ออฟฟิสของ NewYork Times ออฟฟิสไมโครซอฟท์ ออฟฟิสรอยเตอร์ ตลาดหุ้น Nasdaq หรือ Town Hall ของเมืองเองก็ตาม งานที่ผมไปนั้นเริ่มต้นในวันที่ 26 กันยายนไปจนถึงวันที่ 29 กันยายนในปีที่แล้ว ปีนี้จะจัดในวันที่ 25-28 กันยายน 2017

งานเริ่มเปิดตัวที่ออฟฟิสของ New York Times ซึ่งใช้หอประชุมเพื่อเปิดงาน งานนั้นเริ่มต้นตอน 8.30 am. โดยต้องไปปรินต์บัตรเข้างานที่โรงละครฝั่งตรงข้ามก่อน และมาต่อคิวเข้างานใน Session แรกที่จะเริ่มขึ้น โดยจะมี Staff สุดน่ารักคอยดูแล และมีกิจกรรมจาก  Publisher และ Startup ต่าง ๆ หน้างานเพื่อให้คนร่วมสนุกกันไม่ว่าจะเป็น iHeartmedia, Sizmek หรือ Waze ซึ่งเป็น Sponsor ของงาน

นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมมากมายในงานที่ให้ผู้ร่วมงานมาได้ร่วมสนุกหรือเก็บของที่ระลึกกลับกัน  และมีอาหารเลี้ยงมากมายไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ขนม ของว่าง และมื้อกลางวันที่เป็นรถ Pizza จาก Sizmek และไอศครีมจาก iHeartRadio  ที่มาบริการ ตามตึกต่าง ๆ ก็มีบริการอย่างดีเช่นตึก Microsoft ที่มีขนมปัง น้ำส้มและกาแฟ Starbucks Coldbrew กาแฟสด และ น้ำหมักผลไม้มาบริการ

งานในวันแรกนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • กระแสของ Live Video มาแรงมาก ๆ เราเห็นได้จาก Snapchat ที่ทุกคนนั้น Live เรื่องราวของตัวเองออกมา และ Communicate กันผ่านวิดีโอ ซึ่งรูปแบบวิดีโอนี้ที่นิยมมาได้นั้นเป็นเพราะความที่สามารถเห็นเหตุการณ์สด ไม่มีการ Fake ทำให้คนนั้นรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ Authentic มากขึ้นในสังคมที่ทุกคนนั้นพยายามสร้างภาพกัน
  • การสร้าง Storytelling ต่อไปจะไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องราว แต่เป็นการสามารถที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวของ Consumer เข้ากับบริบทต่าง ๆ ในชีวิต และเชื่อมไปยังเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเข้าถึง Consumer ได้
  • เรื่องราวการทำงานของ Startup ซึ่งมี PopSugar, Casper และ Mashable มาเล่าถึงการสร้าง Startup ของตัวเอง วิธีการแก้ปัญหาของธุรกิจตัวเอง และการสร้างรายได้ขึ้นมา ซึ่ง PopSugar กับ Mashable นั้นจะคล้าย ๆ กันคือโตมาจากคนทำงาน Content และ Focus ในสิ่งที่ทำ ส่วน Casper เป็น Startup ทำเตียงใช้วิธีการมีนวัตกรรมองตัวเอง แล้ว outsource การผลิตไปที่จีน
  • ในเรื่อง Programmatic นั้นจากงานบนเวที สรุปว่า Programmatic ที่ใช้กันทุกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์และเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าเป็น 3.0 ของ Programmatic ซึ่งคนทำ Programmatic มองอยนาคตของ Programmatic ที่จะไปไกลกว่านี้ในระดับ Personalised และเชื่อม Data ไปจนถึงหลักการ CRM ขึ้นมาได้
  • จากผู้เขียนหนังสือ Beyond Advertising มาเล่าถึง เรื่องที่ว่าสื่อที่เป็นหน้าจอต่อไปจะลดบทบาทลงแล้วกลายเป็นสื่อที่ผู้บริโภคจะเอาติดตัวไปตลอดเวลามีอำนาจควบคุมในการที่จะรับสือ นักการตลาดและโฆษณาต้องหวนกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสื่อสารในยุคที่ผู้บริโภคต้องการคนที่รับฟัง และเข้าใจความต้องการ มากกว่านักขาย
  • สุดท้ายของวัน เป็นเรื่องราวของการใช้ Automation System มาสร้างระบบที่เรียกได้ว่า Curate Content ขึ้นมา เพื่อช่วยในความสะดวกในการทำ Content และสามารถส่ง Content ไปยังกลุ่มเป้าหมายในระดับ  Personalised ที่จะได้เนื้อหาที่ตรงแต่ละคนเลย

งานในวันที่สองนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • การคิดครีเอทีฟในยุคนี้ไม่ควรแยกจากมีเดีย แต่ควรคิดที่เริ่มต้นด้วยว่า Consumer Journey เจอ Media แบบไหน และ Consumer ชอบที่จะได้ข้อมูลจาก Media แบบไหน แล้ว  ครีเอทีฟ ควรจะสื่อสารในแต่ละ Media อย่างไร เพื่อสร้างการสื่อสารทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพออกมา
  • Seth Godin กูรูการตลาดชื่อดัง มาเล่าถึงเรื่องการ Communication ที่ควรจะเป็นในยุคนี้ ซึ่งเล่าว่านักการตลาดชอบทำอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ได้เข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน ทำอะไรควรสร้างการสื่อสารที่สามารถชักนำและชักจูงความคิดคนได้ด้วยความเด่นกว่าในแบบต่าง ๆ
  • Sheryl Sandberg และ Mary Barra มาเล่าบทบทของผู้หญิงในการบริหาร และการเป็นผู้นำในยุคนี้ว่าทำงานอย่างไร
  • อันนี้เป็น Session ที่น่าสนใจ เพราะเป็นกระบวนการคิดของ Agency และ Brand ในการสร้างนวัตกรรมขึ้นมา และทำตัว Disruption โดยการเข้าใจวิธีคิดของ Startup และทำตัวเพื่อตอบสนองแบรนด์หรือ Startup ที่ต้องการการสื่อสารทางการตลาดได้
  • ยุคนี้ที่ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากแบรนด์ แบรนด์ไม่ใช่แค่ขายของอีกต่อไป แต่ต้องขายว่าแบรนด์นั้นเกิดมาเพื่ออะไรแล้วผู้บริโภคจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือได้อะไรจากการใช้แบรนด์นี้ขึ้นมา
  • สุดท้ายของวันที่ 2 ก็เป็นเหล่า Founder ธุรกิจ มาเล่าวิธีการทำธุรกิจและวิธีบริหารจัดการต่าง ๆ ว่าสามารถสร้างให้ธุรกิจตัวเองเติบโตมาถึงในปัจจุบันได้อย่างไร มีคนดัง ๆ อย่าง David Droga และ Ben Silbermann ผู้ก่อตั้ง Pinterest มาเล่าด้วย

จบ Session ทั้ง 2 วัน ที่เหลือมาต่อกันตอนที่ 2 กันนะครับ

© 2018 A MarketPress.com Theme