ความเสือก จินตนาการ และการตลาด เหตุผลทำไม ARG ถึงเวิร์ค

ในโลกของมนุษย์นั้นมีพฤติกรรมหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากนั้นคือความใคร่รู้ (Curiosity) หรือที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านว่าความเสือกมนุษย์มีสมองที่มีส่วนของอารมณ์และเหตุผลทำงานคู่กันหลายๆครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองนั้นคือการที่ส่วนของอารมณ์นำหน้าเหตุผลและทำให้อารมณ์ใครรู้ในเรื่องคนอื่นหรือเรื่องราวต่างๆนั้นเกิดขึ้นมาแล้วทำไมเราถึงอยากรู้หรืออยากเสือกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้นเป็นเพราะอาการทางจิตวิทยาแบบหนึ่งในหลักการของ Maslow ที่เราทุกคนนั้นต้องการได้รับความยอมรับจากสังคมขึ้นมาเราอยากเป็น Somebody ไม่ใช่ Nobody ที่ไม่มีใครสนใจทำให้เรากลัวการถูกทิ้งเอาไว้ในเบื้องหลังของสังคมซึ่งทำให้เกิดอาการอีกอย่างในปัจจุบันที่เรียกว่า Fear of Missing out หรือ Fomo นั้นเองเมื่อเราเกิดความใคร่รู้และอยากรู้อย่างมาก (อยากเสือกจนตัวสั่น) ทำให้อารมณ์ของเราที่เกิดขึ้นในสมองนั้นจะเกิดการกระหายที่จะเสาะหาเนื้อเรื่องนั้นอย่างมากได้และเมื่อรู้แล้วสิ่งที่อยากทำต่อก็คือการบอกต่อซึ่งการบอกต่อนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมที่น่าสนใจต่อมานั้นคือจินตนาการ

ใน Inception นั้นมีคำพูดที่น่าสนใจที่บอกว่า “Genuine inspiration, right? Now, in a dream our mind continuously does this. We create and perceive our world simultaneously. And our mind does this so well that we don’t even know it’s happening” สมองของเรานั้นมหัศจรรย์มากด้วยการที่เราสามารถสร้างและเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจากจินตนาการหรือประสบการณ์ที่เก็บไว้ในสมองส่วน Subconscious ต่างๆออกมาเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในข้อมูลให้ครบถ้วนถ้ามองเป็น Jigsaw ก็คือเราส่วนตัวต่อที่อาจจะไม่ครบถ้วนและสมบูรณ์ทำให้สมองนั้นสร้างจินตนาการที่จะเข้าไปเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปเหล่านั้นให้ครบถ้วนหรือเมื่อมีข้อมูลในสมองที่ต้องการบอกต่อทำให้มนุษย์นั้นจะเสริมจินตนาการส่วนตัวเข้าไปเพื่อขยายเรื่องนั้นให้น่าสนใจขึ้นมาในการเล่าต่ออย่างทันทีทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อข้อมูลที่เราได้มาจากการใคร่รู้ที่มาแบบไม่ปะติดปะต่อกันหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์มาผสมผสานกับจิตนาการที่ตัวเองมี (ซึ่งมาจากประสบการณ์ความเชื่อต่างๆออกมา) ทำให้ผลที่ได้ที่เรามักจะเห็นกันคือทฤษฎีสมคบคิดต่างๆที่เกิดขึ้นมาที่ส่งต่อกันแบบนี้จากความใคร่รู้ที่ไม่ครบกับจินตนาการที่เสริมเติมแต่งเข้าไป

ด้วย 2 เหตุผลนี้ทำให้สามารถเอามาใช้กับงานการตลาดด้วยการตลาดที่ดีคือการให้ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเข้าไปเพื่อสร้างให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ตัวตนของแบรนด์สินค้าและบริการของแบรนด์รวมทั้งทำให้รู้ว่าแบรนด์สินค้าและบริการนั้นจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของบริโภคอย่างไรแบรนด์ที่ดีจะทำการตลาดที่สามารถสร้างความใคร่รู้ขึ้นมาได้ (ใช้พฤติกรรมเสือกให้เป็นประโยชน์) โดยให้ข้อมูลที่บางส่วนไปและต้องไปหาเพิ่มเติมขึ้นมาซึ่งแน่นอนด้วยข้อมูลที่น้อยเช่นนี้ทำให้คนที่ติดตามแบรนด์หรือใคร่รู้ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบต่อชิ้นส่วนขึ้นมาส่วนที่ขาดหายไปก็ต้องใช้จินตนาการในการเพิ่มเติมเข้าไปตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้เราเห็นได้จากการเปิดตัวสินค้าของ Apple ที่จะมีข้อมูลบางส่วนหลุดออกมาทำให้คนที่ติดตามแบรนด์นั้นมีความอยากรู้ในสินค้าใหม่และค้นหาข้อมูลต่างๆมาเสริมสร้างจินตนาการตัวเองโดยการสร้างทฤษฏีต่างๆออกมาถกเถียงกัน

ด้วยการเอาทั้ง 3 เรื่องมาประกอบกันแบบนี้นักการตลาดเลยสามารถสร้างทฤษฏีสมคบคิดที่ใช้ความใคร่รู้จินตนาการและผสมกับการตลาดออกมามาสร้างสิ่งที่เรียกว่า ARG (Alternative Reality Games) หรือการสร้างเกมที่อยู่บนโลกแห่งความจริงขึ้นมาโดยการสร้างเรื่องราวอื่นๆเพิ่มเติมจาก Materials หลักที่อยู่ในจินตนาการที่ไม่สามารถเล่าหมดได้หรือยังไม่สามารถทำให้คนเข้าใจหมดได้ออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงโดยการให้คำใบ้ต่างๆจากใน Materials หลักมาหาเสริมผ่านทาง Website อื่นๆ Webboard หรือ Social Media เองก็ตามตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการทำ ARG คือภาพยนต์เรื่อง Cloverfield ที่มีจักรวาลที่ใหญ่มากและเนื้อเรื่องทางภาพยนต์นั้นเป็นหนึ่งในนั้นทำให้คนต้องหาข้อมูลมาปะติดปะต่อกันจากภาพยนต์เรื่องแรกว่ามีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรจนถึงบทสรุปอย่างไรจนมาถึงภาคต่ออย่าง Cloverfield lane ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรจนตั้งทฤษฎีที่สืบเนื่องต่อมาจนทำนายไปถึงว่าภาพยนต์นี้จะมีภาคต่อไปอีกกี่ตอนซึ่งทำให้เกิดการสร้างกลุ่ม Community ที่ตามหาความจริงในเรื่องนี้และอยากรู้ว่าทฤษฎีตัวเองนั้นถูกต้องหรือไม่และออกมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทำให้เกิด Voice ทางการตลาดได้อย่างง่ายดายอีกตัวอย่างก็ภาพยนต์อย่าง Batman The Dark Knight ที่สร้างกิจกรรมให้คนมาให้มาร่วมเล่นจนมาถึงการแบ่งฝ่ายแล้วเปิดตัวให้ดู Teaser ภาพยนต์ขึ้นมา

ทั้งนี้การเข้าใจหลักการทางจิตวิทยาและพฤติกรรมคนนั้นมีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างการตลาดของแบรนด์ตัวเองและสินค้าขึ้นมาการเข้าใจมนุษย์และสามารถใช้อารมณ์ความคิดของคนให้เป็นประโยชน์ขึ้นมาทำให้การตลาดของตัวเองนั้นให้แข็งแกร่งขึ้นโดยการใช้พลังจินตนาการและความเสือกของคนหมู่มากมาเสริมกัน

 
 
 
 
 

Slide: Marketing Ops Is A Philosophy Not a Department By Justin Dunham

<iframe src=”//www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/9iPWIh2rqCW37l” width=”595″ height=”485″ frameborder=”0″ marginwidth=”0″ marginheight=”0″ scrolling=”no” style=”border:1px solid #CCC; border-width:1px; margin-bottom:5px; max-width: 100%;” allowfullscreen> </iframe> <div style=”margin-bottom:5px”> <strong> <a href=”//www.slideshare.net/MarTechConf/marketing-ops-is-a-philosophy-not-a-department-by-justin-dunham” title=”Marketing Ops Is A Philosophy Not a Department By Justin Dunham” target=”_blank”>Marketing Ops Is A Philosophy Not a Department By Justin Dunham</a> </strong> from <strong><a target=”_blank” href=”//www.slideshare.net/MarTechConf”>MarTech Conference</a></strong> </div>

 

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Victoria Secret แบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิง

แบรนด์แฟชั่นในอดีตนั้นเราจะเห็นนางแบบหรือนายแบบเดินกันบนรันเวน์ที่ประกอบด้วยเพลง EDM หรือเพลงที่เป็นเสียงบรรเลงอย่างเดียว ไม่มีการแสดงแสง สี เสียงใด ๆ นางแบบและนายแบบนั้นจะเดินหน้านิ่ง ๆ ไร้ชีวิต ชีวา และไม่มีการเปิด Public ให้คนติดตามดูรายการสดได้ ซึงแฟชั่นโชว์ทั่วไปนั้นจะมีฤดูกาลในการเดินรันเวย์แฟชั่นจะมีฤดูกาลแต่เพียงช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคมและกันยายน-ตุลาคม ซึ่ง Event นี้จะมีใครสักกี่คนที่จะได้ติดตามชมแล้วกลายเป็น Talk of the town

Victoria Secret นั้นเป็นแบรนด์ชุดชั้นในเซ็กซี่ของผู้หญิงที่คิดต่างออกไปตั้งแต่ที่แบรนด์ถูกซื้อต่อมา ด้วยการคิดเพื่อให้เกิดการสร้าง Consumer Experice ที่ดีทั้งหมด การทำ Fashion Show ของ Victoria Secret จึงได้ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ช่วงเวลาการจัดงาน : เป็นประจำทุกปีที่ Fashion Show ของ Victoria Secret นั้นจะจัดกันช่วงต้นเดือน-กลางเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีใครมาจัดแฟชั่นโชว์กัน แต่เดี๋ยวก่อนนี้เป็นช่วงเวลาก่อนคริสต์มาสที่ฝรั่งจะหาของขวัญคริสต์มาสไปให้คนที่เรารักหรือห่วงใย แน่นอนด้วยการมอง Event เป็น Marketing Tools นึงก็จัดก่อนคริสต์มาสที่คนกำลังจับจ่ายใช้สอย เพื่อที่คนจะได้ดูแฟชั่นโชว์นี้แล้วกระตุ้นให้เกิดความชอบ ประสบการณ์ที่อยากจะมาซื้อ

การสร้างกระแส :

กลยุทธ์อย่างหนึ่งของ Victoria Secret คือการสร้างกระแสล่วงหน้าของการที่จะมาถึงของการเดินแบบประจำปี ด้วยการสร้างความตื่นเต้นว่าคนที่จะได้มาเป็นนางฟ้าในการเดินแบบนั้นจะเป็นใครบ้าง สร้างให้คนอยากรู้ในตัวนางแบบแต่ละคนว่ามีใครบ้าง พร้อมทั้งสร้างการติดตามในชีวิตนางแบบแต่ละคนขึ้นมา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดกระแสมากขึ้นไปอีกด้วยการใช้ศิลปินในการทำให้คนติดตามว่าศิลปินที่จะขึ้นแสดงนั้นจะเป็นใครบ้าง และจะแสดงแบบไหนบนเวที ยังมีการทำคลิปเพื่อบอกว่าการเดินแบบนั้นจะเริ่มเมื่อไหร่ ติดตามได้ทางไหน ทำให้ผู้ชมนั้นไม่พลาดที่จะติดตาม พร้อมทำการสื่อสารกับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เดินแบบอีกด้วย

การถ่ายทอดสด :

แบรนด์แฟชั่นอื่น ๆ นั้น การเดินแบบนั้นคนที่จะได้ดูแบบจริง ๆ จัง ๆ หรือแบบสดนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่เฉพาะมาก เช่นคนในวงการแฟชั่น ดารา เซเลปและสื่อสารแฟชั่นต่าง ๆ และเป็นอีเว้นท์ที่ปิด ไม่มีทางเลยที่คนนอกจะได้ดู คนจะได้ดูอีกทีก็ในช่อง FashionTV หรือออกข่าว ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจไหม แต่ Victoria Secret นั้นคิดต่างด้วยการทำให้โชว์นั้นมี “อะไรที่น่าสนใจ” ที่คนจะมาดู และทำการถ่ายทอดสด 3 ชั่วโมงเต็มแบบไร้โฆษณา ทำให้ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับคนทั่วไปแบบทันทีไม่มีสะดุดอีกด้วย คนจะติดตามประนึง Superbowl ที่ลุ้นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทำให้เมื่อดูจบกระแสการพูดบอกต่อหรือส่งต่อจึงมีมากมาย ได้ Free media อีกเพียบ

การสร้าง Entertainment Show:

สิ่งที่แตกต่างจากการเดินแบบอื่น ๆ ของ Victoria Secret คือ การใช้ความบันเทิงคู่กับการเดินแบบ งานเดินแบบอื่น ๆ จะใช้เพลงประกอบแล้วมีนางแบบเดินบนรันเวย์ แต่ของ Victoria Secret นั้นใช้การแสดงสดของศิลปินที่กำลังเป็นกระแส และมีคนติดตามมากมายมาสร้างความบันเทิงบนรันเวย์ ควบคู่กับการการสร้าง interaction กับนางแบบที่เดิน ทำให้คนที่ดูและติดตามดูนั้นไม่ได้ดูแค่เพียงการเดินแบบเท่านั้น แต่เป็นการดูความบันเทิงอย่างคอนเสิร์ตย่อม ๆ ไปด้วย

โชว์การเดินแบบ :

แฟชั่นโชว์อื่น ๆ อาจจะมีการเดินแบบที่ประหลาด ๆ บ้าง มีชุดประหลาด ๆ ที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง นายแบบ นางแบบเดินหน้านิ่ง ๆ เสียงเพลงที่คนทั่วไปฟังแล้วจะหลับได้ ทำให้คนทั่วไปไม่อยากดู แต่ Victoria Secret ที่คิดต่างว่า ทำไมไม่ทำให้การเดินแบบต่างไป ทำไมต้องเหมือนคนอื่น ทำให้มีอะไรที่น่าสนใจ ที่คนจะอยากดู อยากติดตามและบอกต่อ นั้นจะเกิดส่วนผสมระหว่างการเดินแบบและโชว์การแสดงสด ที่นางแบบที่เดินดูมีความสุขระหว่างเดินและได้มีส่วนร่วมกับศิลปินที่แสดง ซึ่งด้วยศิลปิน การตกแต่งเวที ทำให้คนนั้นติดตามทั้งว่าใครจะมาร้องเพลงประกอบบนรันเวย์ และแฟชั่นปีนี้จะตกแต่งแบบนั้น นั้นทำให้เกิดความสนุกตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม ทุกคนส่งต่อภาพนางแบบที่ชอบ ส่งต่อเพลงศิลปินที่ชอบ ทุกอย่างกลายเป็น Consumer Experience ที่ดี ทำให้เกิด Free media ที่ Consumer บอกกัน

ด้วยการมอง Fashion show ตัวเองมากกว่าแค่ Launching Collection ใหม่  แต่มองไปถึงเป็น Postioning ใหม่และสร้างเป็น Marketing Tools ที่จะสร้างกระแสโดยตรงกับ Consumer ได้ทันที โดยไม่ต้องการ การ spinoff จากสื่อ ดารา หรือเซเลปในงานด้วยซ้ำ ทำให้ Victoria Secret Fashion กลายเป็นการเดินแฟชั่นที่หลาย ๆ คนติดตามอย่างมากในทุกวันนี้

ลงครั้งแรกที่ Linkedin 

 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 2 #AWnewyork

จากตอนแรก เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 มาวันนี้จะมาต่อในวันที่ 3 และ 4 กัน

ในวันที่ 3 นั้นเป็นวันที่ผมเริ่มเหนื่อย ๆ จากการวิ่งไปมาระหว่างสัมมนาแล้ว และประกอบกับการเดินเยอะมากในการใช้เวลาทั้งเช้าและเย็นที่เหลือในเมือง New York ทำให้เริ่มไม่อยากเดินไประหว่างสถานที่ไกล ๆ และเริ่ม Information overload แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องไปฟังเพื่อให้คุ้มค่ากับที่มา ซึ่งในตอนเช้าสถานที่ต่าง ๆ ก็มีขนมนมเนยเตรียมต้อนรับใน Session เช้า และมีกิจกรรมให้เล่นได้ของแจกมากมายอีกเช่นเคย 

ซึ่งหัวข้อวันที่ 28 นี้มีดังนี้

ซึ่งหัวข้อในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทรนด์ที่กำลังจะมาไม่ว่า Programmatic, VR, Data และ Cognative Marketing ทั้งนี้โดยสรุปหัวข้อในวันนี้

  • The Next Era of Programmatic เป็นการเล่ามุมมองว่ายุคหน้าของ Programmatic นั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้เอาเข้าจริงแล้ว Programmatic ที่ใช้ ๆ กันมันแค่ระยะเริ่มต้นของยุคการซื้อสื่อแบบ Programmatic แต่ในยุคนี้คือจะควบรวมตั้งแต่สื่อนอกบ้าน ทีวี วิทยุ และสื่อในร้านต่าง ๆ ออกมาเป็น Programmatic ผนวกกับข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสร้างสื่อที่เข้าไปตรงความต้องการผู้บริโภคและดูแลผู้บริโภคได้ทันที
  • The Virtual Reality Audience Explained. เป็นการเล่าถึงกระแสของ VR นั้นกำลังมาแรง และตอนนี้ VR นั้นอยู่ในระยะเริ่มต้นของเหมือนตอนที่อุตสาหกรรมภาพยนต์นั้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีหลาย ๆ บริษัทยักษ์ร่วมลงเงินตั้งกองทุนไปลงทุน Startup ด้าน VR ต่าง ๆ หรือทำบริษัท Content ขึ้นมา โดยคาดการณ์ว่า VR จะกลายเป็นอุปกรณ์บันเทิงรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้เหมือนโทรศัพท์ในยุคนี้
  • Fox NFL Town Hall อันนี้มาเล่าเรื่องการทำการตลาดผ่าน Sport Marketing ของ Fox ว่าสามารถใช้ Sport Marketing มาช่วยทำการตลาดได้อย่างไร และมีผลอย่างไรต่อธุรกิจขึ้นมา โดยมีนักกีฬาและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างการแข่งขัน พร้อมผู้ชมนับล้านที่ดูรายการอยู่
  • A Dispatch from the Future of Search เป็นการมองอนาคตของ Search ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ Search อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถ Suggestion ความต้องการของเราโดยอิงจากพฤติกรรมที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้บริโภคเข้าไป สามารถนำไปผนวกกับการ communication ระหว่างคนกับ Machine ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • Big Data, Great Creative เป็นการเอาข้อมูลของ Data ที่เก็บได้มาสร้างเป็น Insight เพื่อสร้างงาน Creative ที่ตรงใจผู้บริโภคออกมา เป้นการผนวกระหว่างศาสตร์ของ Data เข้ากับความต้องการของครีเอทีฟเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นงานเจ๋ง ๆ มาได้
  • Adventures in Venturing การเล่าเรื่องของบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ และทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ จากธุรกิจเดิม ๆ ได้ขึ้นมา
  • Digital Transformation in the Cognitive Era เป็น Session  ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่หุ่นยนต์นั้นสามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคนี้เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วมีสิทธิ์ที่จะตายลงอย่างรวดเร็ว
  • AB InBev: Experiential Marketing เป็น Session สุดท้ายของวันที่นักการตลาดต่างชื่นชอบ เพราะมีการแจกเบียร์สด Stella Artois ให้ดื่มในระหว่างฟังแถมแก้วกลับไปด้วย มีถึงขั้นพูดว่า “The session is fuckin awesome!!”  ซึ่งเป็น session ที่ head of marketing ของ  Stella Artois มาเล่าการทำการตลาดผ่าน Sesory marketing และ Experience marketing เชื่อมระหว่าง Digital, Data และ Creative  เข้าด้วยกัน

งานในวันสุดท้ายมี Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มสมาธิหลุดแล้ว เพราะรู้เหนื่อยกับการรับข้อมูลต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

  • The Business Reality behind Virtual Reality เป็นการมาเล่าถึงธุรกิจที่จะอยู่เบื้องหลัง VR ต่าง ๆ ว่าจะมีตั้งแต่ผู้ผลิต Platform, ผู้พัฒนาระบบที่จะเข้าไปใน VR, บริษัท Content และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่มากมายและกำลังมีความสนใจอย่างสูงมากอีกด้วย
  • Disrupt the Disruptors: How Companies Can Inoculate Themselves Against Disruption เป็นการเล่าถึงว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดในภาวะ Disruption นี้ได้อย่างไร มีความน่าสนใจในวิธีการทำงานที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปได้
  • Turning Gamers Into Shoppers เป็น Session ที่เล่าถึงพลังของการใช้เกม เพื่อดันการตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าของนักการตลาดขึ้นมา ซึ่งกลุ่มเกมนี้กลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีความสนใจสูงต่อ Content ที่ออกมา
  • Where Content Meets Commerce เล่าเรื่องถึงการต้องทำ Content เพื่อสร้างให้เกิดการทำการขายสินค้าในออนไลน์ในยุคนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะ nurture คนให้ไปซื้อสินค้าได้
  • Ask the CMOs: Is the AOR DOA? เป็น Session สุดท้ายของวันที่คนน้อยมากที่จะเข้าฟังแล้ว แต่เป็น Session ที่ดีที่พูดถึงว่า agency กับลูกค้าในยุคหน้าจะทำงานกันอย่างไร โดยรวมคือ Agency จะกลายเป็นการร่วมมือของ Specialist agency มาแทน full service agency เพราะลูกค้าต้องการได้คนทำงาน expert มาร่วมทีมกัน และทำงานที่ดีที่สุดให้ลูกค้าขึ้น

ทั้งนี้  advertising week ที่ไปครั้งนี้ทำให้ผมได้รับไอเดียและเปิดภาพวิธีการทำงานของต่างประเทศและเทรนด์ที่โลกกำลังหมุนไป ซึ่งสามารถเอากลับมาใช้ในงานได้อย่างดี สำหรับปีนี้ผมมีแผนที่จะไป SXSW และ advertising week อีกเช่นกัน

 
 
 

เล่าเรื่อง Advertising Week New York ตอนที่ 1 #AWnewyork

เมื่อกันยายนที่ผ่านมานั้นผมได้มีโอกาสไปร่วมไปงาน Conference ที่ต่างประเทศมานั้นคืองาน  Advertising Week จัดขึ้นที่ New York City ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งงงานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเหมือนงานสัมมนาเรื่องการสื่อสารทางการตลาด อัพเดทเทรนด์การสื่อสารการตลาด โฆษณาและมาเจอเพื่อนฝูงกันของเหล่าคนทำโฆษณาและการสื่อสารการตลาดที่อเมริกา ส่วนแบบต่างชาติเหมือนผมที่ไปก็เหมือนเปิดหู เปิดตา ดูเทรนด์ล่าสุดของที่นั้นกับตาและฟังกับหูเพื่อเอามาอัพเดทในงานกัน

งาน Advertising Week ที่ New York นี้จัดมาเป็นปีที่ 13 แล้ว และเป็นที่แรกที่จัด Advertising Week ซึ่งตอนนี้นอกจาก New York แล้วก็มี Advertising Week London และ Advertising Week Tokyo ตามมา โดยในงานจะเป็นการอัพเดทเรื่องราวทางการตลาดและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาจากผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้า และดารากับ Startup ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งงานที่นิวยอร์คนี้จะจัดในละแวกแถว ๆ Times Square ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจของที่นั้นเลยทีเดียว โดยสถานที่จัดงานจะแบ่งเป็นสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่โรงละคร บาร์ ออฟฟิสของ NewYork Times ออฟฟิสไมโครซอฟท์ ออฟฟิสรอยเตอร์ ตลาดหุ้น Nasdaq หรือ Town Hall ของเมืองเองก็ตาม งานที่ผมไปนั้นเริ่มต้นในวันที่ 26 กันยายนไปจนถึงวันที่ 29 กันยายนในปีที่แล้ว ปีนี้จะจัดในวันที่ 25-28 กันยายน 2017

งานเริ่มเปิดตัวที่ออฟฟิสของ New York Times ซึ่งใช้หอประชุมเพื่อเปิดงาน งานนั้นเริ่มต้นตอน 8.30 am. โดยต้องไปปรินต์บัตรเข้างานที่โรงละครฝั่งตรงข้ามก่อน และมาต่อคิวเข้างานใน Session แรกที่จะเริ่มขึ้น โดยจะมี Staff สุดน่ารักคอยดูแล และมีกิจกรรมจาก  Publisher และ Startup ต่าง ๆ หน้างานเพื่อให้คนร่วมสนุกกันไม่ว่าจะเป็น iHeartmedia, Sizmek หรือ Waze ซึ่งเป็น Sponsor ของงาน

นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมมากมายในงานที่ให้ผู้ร่วมงานมาได้ร่วมสนุกหรือเก็บของที่ระลึกกลับกัน  และมีอาหารเลี้ยงมากมายไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ขนม ของว่าง และมื้อกลางวันที่เป็นรถ Pizza จาก Sizmek และไอศครีมจาก iHeartRadio  ที่มาบริการ ตามตึกต่าง ๆ ก็มีบริการอย่างดีเช่นตึก Microsoft ที่มีขนมปัง น้ำส้มและกาแฟ Starbucks Coldbrew กาแฟสด และ น้ำหมักผลไม้มาบริการ

งานในวันแรกนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • กระแสของ Live Video มาแรงมาก ๆ เราเห็นได้จาก Snapchat ที่ทุกคนนั้น Live เรื่องราวของตัวเองออกมา และ Communicate กันผ่านวิดีโอ ซึ่งรูปแบบวิดีโอนี้ที่นิยมมาได้นั้นเป็นเพราะความที่สามารถเห็นเหตุการณ์สด ไม่มีการ Fake ทำให้คนนั้นรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ Authentic มากขึ้นในสังคมที่ทุกคนนั้นพยายามสร้างภาพกัน
  • การสร้าง Storytelling ต่อไปจะไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องราว แต่เป็นการสามารถที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวของ Consumer เข้ากับบริบทต่าง ๆ ในชีวิต และเชื่อมไปยังเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการเข้าถึง Consumer ได้
  • เรื่องราวการทำงานของ Startup ซึ่งมี PopSugar, Casper และ Mashable มาเล่าถึงการสร้าง Startup ของตัวเอง วิธีการแก้ปัญหาของธุรกิจตัวเอง และการสร้างรายได้ขึ้นมา ซึ่ง PopSugar กับ Mashable นั้นจะคล้าย ๆ กันคือโตมาจากคนทำงาน Content และ Focus ในสิ่งที่ทำ ส่วน Casper เป็น Startup ทำเตียงใช้วิธีการมีนวัตกรรมองตัวเอง แล้ว outsource การผลิตไปที่จีน
  • ในเรื่อง Programmatic นั้นจากงานบนเวที สรุปว่า Programmatic ที่ใช้กันทุกวันนี้ยังไม่สมบูรณ์และเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าเป็น 3.0 ของ Programmatic ซึ่งคนทำ Programmatic มองอยนาคตของ Programmatic ที่จะไปไกลกว่านี้ในระดับ Personalised และเชื่อม Data ไปจนถึงหลักการ CRM ขึ้นมาได้
  • จากผู้เขียนหนังสือ Beyond Advertising มาเล่าถึง เรื่องที่ว่าสื่อที่เป็นหน้าจอต่อไปจะลดบทบาทลงแล้วกลายเป็นสื่อที่ผู้บริโภคจะเอาติดตัวไปตลอดเวลามีอำนาจควบคุมในการที่จะรับสือ นักการตลาดและโฆษณาต้องหวนกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสื่อสารในยุคที่ผู้บริโภคต้องการคนที่รับฟัง และเข้าใจความต้องการ มากกว่านักขาย
  • สุดท้ายของวัน เป็นเรื่องราวของการใช้ Automation System มาสร้างระบบที่เรียกได้ว่า Curate Content ขึ้นมา เพื่อช่วยในความสะดวกในการทำ Content และสามารถส่ง Content ไปยังกลุ่มเป้าหมายในระดับ  Personalised ที่จะได้เนื้อหาที่ตรงแต่ละคนเลย

งานในวันที่สองนั้นใน Session ที่ผมเข้าฟังก็มีดังนี้

โดยสรุปในแต่ละ Session

  • การคิดครีเอทีฟในยุคนี้ไม่ควรแยกจากมีเดีย แต่ควรคิดที่เริ่มต้นด้วยว่า Consumer Journey เจอ Media แบบไหน และ Consumer ชอบที่จะได้ข้อมูลจาก Media แบบไหน แล้ว  ครีเอทีฟ ควรจะสื่อสารในแต่ละ Media อย่างไร เพื่อสร้างการสื่อสารทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพออกมา
  • Seth Godin กูรูการตลาดชื่อดัง มาเล่าถึงเรื่องการ Communication ที่ควรจะเป็นในยุคนี้ ซึ่งเล่าว่านักการตลาดชอบทำอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ได้เข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน ทำอะไรควรสร้างการสื่อสารที่สามารถชักนำและชักจูงความคิดคนได้ด้วยความเด่นกว่าในแบบต่าง ๆ
  • Sheryl Sandberg และ Mary Barra มาเล่าบทบทของผู้หญิงในการบริหาร และการเป็นผู้นำในยุคนี้ว่าทำงานอย่างไร
  • อันนี้เป็น Session ที่น่าสนใจ เพราะเป็นกระบวนการคิดของ Agency และ Brand ในการสร้างนวัตกรรมขึ้นมา และทำตัว Disruption โดยการเข้าใจวิธีคิดของ Startup และทำตัวเพื่อตอบสนองแบรนด์หรือ Startup ที่ต้องการการสื่อสารทางการตลาดได้
  • ยุคนี้ที่ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากแบรนด์ แบรนด์ไม่ใช่แค่ขายของอีกต่อไป แต่ต้องขายว่าแบรนด์นั้นเกิดมาเพื่ออะไรแล้วผู้บริโภคจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือได้อะไรจากการใช้แบรนด์นี้ขึ้นมา
  • สุดท้ายของวันที่ 2 ก็เป็นเหล่า Founder ธุรกิจ มาเล่าวิธีการทำธุรกิจและวิธีบริหารจัดการต่าง ๆ ว่าสามารถสร้างให้ธุรกิจตัวเองเติบโตมาถึงในปัจจุบันได้อย่างไร มีคนดัง ๆ อย่าง David Droga และ Ben Silbermann ผู้ก่อตั้ง Pinterest มาเล่าด้วย

จบ Session ทั้ง 2 วัน ที่เหลือมาต่อกันตอนที่ 2 กันนะครับ

 

© 2017 A MarketPress.com Theme