Chobani ธุรกิจโยเกิร์ตพันล้านดอลลาร์ จากคนลี้ภัยสู่ธุรกิจแบบเพื่อสังคม

จากชายหนุ่มย่านชนบทของตุรกี ที่ครอบครัวเลี้ยงแพะและแกะตามเทือกเขาเพื่อทำชีสแบบ Tulcum หนีภัยการเมืองที่จะมีผลต่อชีวิตมายังอเมริกา มาเป็นเจ้าของกิจการโยเกิร์ตพันล้านดอลลาร์ในอเมริกา ที่ช่วยเหลือชีวิตผู้อพยพหลายร้อนคนให้มีงานทำ นี้คือเรื่องราวอันน่าทึ่งและน่าประทับใจของ Hamdi Ulukaya เจ้าของบริษัทโยเกิร์ต Chobani

Hamdi Ulukaya เติบโตที่ชนบทของตุรกี ที่จังหวัด Erzincan ที่นี้ครอบครัวของ Hamdi Ulukaya ทำการเลี้ยงแพะและแกะ เพื่อทำชีสในแบบ  Tulcum เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ในหน้าหนาวครอบครัวเขาจะมาอยู่ที่ Iliç,  เมืองเล็ก ๆ ใกล้ ๆ แม่น้ำ Euphrates ที่ซึ่งมีรถไฟเข้าถึงเท่านั้นและวิ่งผ่านวันละแค่ 2 หน พอหมดหน้าหนาวครอบครัวจะกลับไปที่ภูเขา Munzur พร้อมกับฝูงสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามทุ่งหญ้าหุบเขา แล้วส่งชีสมาขายผ่านหลังม้า พ่อของ Hamdi Ulukaya เป็นคนที่ได้รับการนับถือเป็นผู้นำชุมชน แม่ของเขาไม่จบชั้นประถมด้วยซ้ำ แต่ก็มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจจิตใจคนอื่นด้วยกัน เมื่ออายุได้ 11 ปี Hamdi Ulukaya ต้องมาเข้าโรงเรียน ด้วยวัยเขาก็มีความอยากรู้อยากเห็นว่าโลกเป็นอย่างไร เขาสงสัยทุกวันว่าเบื้องหลังหุบเขาที่เขาอาศัยอยู่นั้นจะมีอะไรอยู่ และจะเอาเรื่องนี้ไปสร้างเรื่องราวในหัว ซึ่งทำให้เขาอยากออกมาผจญภัยในโลกอย่างมาก

Turkish born Hamdi Ulukaya, CEO of Chobani, pauses as he answers questions during an interview November 17, 2014 in New York. AFP PHOTO/Don Emmert

ด้วยความตั้งใจเรียนและความเก่งของเขา Hamdi Ulukaya สามารถสอบได้ทุนไปเรียนในมหาวิทยาลัย Ankara ในสาขา Political Science ในปี 1991 สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพราะเมื่อเข้าเรียน เพื่อนสนิท Hamdi Ulukaya เป็นกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชน Kurdish ในตุรกี และเป็นที่จับตาและติดตามจากตำรวจในตอนนั้น แม้ว่าเขาจะต่อต้านความรุนแรงและไม่เห็นด้วยกับกลุ่มหัวรุนแรง PKK แต่ด้วยความสนิทกับเพื่อนทำให้ตัวเขานั้นถูกจับตาจากตำรวจเช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อตำรวจเริ่มกวาดล้างกลุ่มหัวรุนแรง และคนที่เขารู้จักในมหาวิทยาลัยเริ่มหายตัวไปโดยไม่กลับมา นั้นเพราะรัฐบาลจับตัวไป เขารู้ว่าถ้าเขาถูกจับตัวไป จะไม่มีวันกลับมาเช่นกัน อาจจะติดคุกยาว ถูกทรมาณหรือถูกสังหารทิ้ง แล้ววันที่เขาถูกจับตัวไปก็มาถึง โชคดีที่เขาสามารถออกมาได้โดยตำรวจได้เตือนเขาเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เขากลัวมาก  Hamdi Ulukaya รู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถอยู่ที่นี้ได้แล้ว เขาตัดสินใจจะหนีตุรกีออกมา ตอนแรก Hamdi Ulukaya ตัดสินใจจะไปยุโรป แต่มีคนบอกว่าลองหนีไปอเมริกาดีกว่า ซึ่งตัวเขาเองไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับอเมริกาเลย และคิดว่าทุนนิยมนี้ละที่ทำให้คนจนขึ้น แต่คนที่แนะนำบอกว่า “อย่าโง่ไป ไปอเมริกาเถอะ” แต่เขายืนกรานจะไปยุโรป จนชายที่แนะนำบอกว่า “ยุโรปก็ไม่ได้ดีกว่า ไปอเมริกาแล้วเรียนภาษาอังกฤษซะ” พร้อมแนะนำบริการที่ช่วยให้นักเรียนไปเรียนต่อที่อเมริกาได้

4 เดือนหลังจากนั้นในตุลาคมปี 1994 Hamdi Ulukaya ในตอนอายุ 22 ปีมาถึงอเมริกาที่เมืองนิวยอร์กด้วยเงินติดตัวเพียง $3,000 กับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็ก ๆ ใบเดียว ที่จะต้องใช้ชีวิตคนเดียว เขาหาที่อยู่แถว Long Island’s Adelphi University แม้ว่าเขาจะพูดอังกฤษไม่ได้เลยสักคำ กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น เข้าใจว่านี้มันต้องยากลำบากมาก ๆ แต่เขาก็พร้อมที่จะรับมือและตื่นเต้นในอนาคตที่เกิดขึ้นเช่นกัน ที่นี่เขาเริ่มเข้าโรงเรียนที่  Long Island และเรียนภาษอังกฤษกับวัฒนธรรมอเมริกัน เพียงแค่เดือนเดียวเงินของ Hamdi Ulukaya ก็หมดไป $1,500 แล้วทำให้เขาต้องประหยัดเงินจนต้องย้ายไปเรียนที่ New York’s public Baruch College และทำงานเสริมเป็นคนขายพรมและปั้มน้ำมันที่ Brooklyn filling station เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเขามาก ๆ เพราะอยู่คนเดียว คิดถึงครอบครัว และไม่สามารถกลับประเทศได้ สิ่งที่ทำได้คืออยู่ไปให้ได้โดยผ่านไปแต่ละวัน แต่ละเดือนแทน

โอกาสของ Hamdi Ulukaya ก็เข้ามา เมื่อครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนให้เขียนเล่าถึงสิ่งที่นักเรียนรู้ดีที่สุด เขาได้เขียนเรื่องการทำชีสไป ซึ่งนี้ไปสะดุดตาครูพอดี เพราะครูมีฟาร์มที่อยู่ที่นอกเมือง และครูได้เชิญเขาไปที่ฟาร์มเพื่อสอนการทำชีส ที่นั้นเป็นครั้งแรกที่ Hamdi Ulukaya รู้ว่าอเมริกาก็มีฟาร์ม และเขาหลงรักที่นั้นมาก จนขอให้ครูจ้างเขาทำงานที่ฟาร์ม โดยมีหน้าที่ดูแลวัว และเขาก็ย้ายไประแวกนั้นแล้วเข้าเรียนที่ SUNY Albany

โอกาสตั้งธุรกิจของ Hamdi Ulukaya เริ่มขึ้นเมื่อ พี่น้อง 1 ใน 5 คนชื่อ Bilal มาหา Hamdi Ulukaya ในปี 1995 และหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็ตามมาเยี่ยม ซึ่งเมื่อมาถึงพ่อเขาก็พบว่าชีสที่นี้ไม่ได้คุณภาพเหมือนที่ทำที่ตุรกี และบอกให้สองพี่น้องนำเข้าของจากตุรกีมาทำที่นี้แทน แม้ว่าในการลงทุนจะไม่คุ้มทุนมาก ๆ แต่ Hamdi Ulukaya ก็คิดว่าจะลองทำดู ในปี 2002 ด้วยเงินที่ครอบครัวส่งมาให้ พี่น้อง  Ulukaya ก็เปิดร้าน feta cheese ชื่อ  Euphrates ที่เมือง Johnstown, New York ซึ่งเพียงไม่กี่ปีหลังจากเปิดร้าน กิจการเล็ก ๆ นี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีรายได้ที่จะสามารถใช้ชีวิตได้สบายขึ้นที่อเมริกา ในวันหนึ่งขณะที่เขาทำงานที่ออฟฟิสของร้าน เขากำลังทิ้งจดหมายต่าง ๆ ลงถังขยะปรากฏว่าเขาสะดุดตากับขยะที่ทิ้งไปชิ้นหนึ่งและรื้อขยะที่ทิ้งไปขึ้นมา นั้นคือใบประกาศชายโรงงานโยเกิร์ตที่เปื้อนรอยชาและบุหรี่ ใบประกาศขายโรงงานนั้นมีรูปพร้อมและอุปกรณ์ให้ครบ ซึ่งเป็นโรงงานของ Kraft ห่างจากที่ทำงานเขาไป 90 นาที เขารีบโทรหาตัวแทนขายทันที ราคาขายโรงงานอยู่ที่ $700,000 ซึ่งราคานี้หาไม่ได้แล้วในอเมริกา และคงไม่มีใครสนใจที่จะซื้อโรงงานอายุ 80 ปีนี้ เขาคุยกับตัวแทนขายไปขอดูโรงงานในวันถัดมาทันที

โรงงานที่เขาไปดูตั้งอยู่ที่ South Edmeston อยู่ริมแม่นำ้ Unadilla และสุสานที่ย้อนไปในศตวรรษที่ 19 โรงงานสร้างมาตั้งแต่ปี 1920 และทำ Philadelphia cream cheese มานานนับหลายปี จนในปี 1980 ทาง Kraft ก็ใช้โรงงานนี้ผลิต Breyers yogurt จนปี 2004 ก็ตัดสินใจปิดโรงงานลง ซึ่งปี 2005 ที่ Hamdi Ulukaya มาดูที่โรงงานนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็หยุดทำงานหมดแล้ว และพนักงานกว่า 55 ชีวิตที่ทำงานกับที่นี้มากว่า 21 ปี ก็จะต้องตกงาน Hamdi Ulukaya รู้สึกเหมือนใครสักคนกำลังจะหมดลำหายใจลง และต้องการคนมาชุบชีวิตขึ้นมา เขารู้สึกมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก และมองเห็นว่าเขาจะปลุกชีวิตที่นี้ขึ้นใหม่และให้สิ่งต่าง ๆ เติบโตจากที่นี้ Hamdi Ulukaya มองเห็นโอกาสจากโรงงานนี้ เขาสำรวจตลาดโยเกิร์ตในร้านขายของอเมริกันมาและพบว่าโยเกิร์ตที่นี้ไม่อร่อย และเขาก็ทำโยเกิร์ตกินเองที่บ้าน เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำที่บ้านน่าจะขายได้ที่นี้ แน่นอนสิ่งที่เขาจะทำคือ Greek Yogurt เขาเอาเรื่องโรงงานและธุรกิจไปปรึกษาทนายแต่ทนายไม่เห็นด้วย เพราะแม้แต่ Kraft ยังปิดตัวแล้ว Hamdi Ulukaya จะทำรอดหรือ แต่หลังจากที่เห็นโรงงาน 6 เดือนเขาก็ทำเรื่องกู้เงินจาก Small Business Administration จนสามารถซื้อโรงงานมาได้

Hamdi Ulukaya ต้องเริ่มเรียนรู้ การทำ Mass Production ซึ่งเขาไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้เครื่องจักรทำงานอย่างไร ไม่รู้ว่าจะทำการตลาดอย่างไร หรือจะขายแบบไหน สิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งแรกคือการจ้างพนักงานที่ Kraft ที่ต้องตกงานจากโรงงานปิดตัวกลับมา ในวันแรกที่ตั้งบริษัทขึ้นมา เค้าไม่รู้จะทำอะไร และยืนอยู่ตรงหน้าพนักงานกลุ่มแรกในวันแรก พนักงานถามว่าเราจะทำอะไรต่อไปดี Hamdi Ulukaya บอกว่า เราจะไปร้านขายสี แล้วซื้อสีขาว ฟ้า และแดงมาทาตึกกัน นี้คือกลยุทธ์ตอนนี้ พนักงานทั้งหมดงง แล้วก็บอกว่า Hamdi Ulukaya น่าจะมีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้ เพราะตึกไม่มีใครสนใจมา 30 ปี ทำไมต้องมาสนใจมันด้วย Hamdi Ulukaya บอกว่าเค้าไม่มีแผนสำรอง และนี้เป็นแผนเดียวในหัวตอนนี้ และการที่มัวแต่หาความคิดและไม่ทำอะไรเลย มันแย่กว่าการทำอะไรสักอย่างออกมา สุดท้ายทุกคนช่วยกันทาสีตึกจนเสร็จ และกลายเป็นสิ่งที่พนักงานทำแล้วภูมิใจที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และจากการทาตึกนี้ก็ทำให้ Hamdi Ulukaya และพนักงานมีไอเดียในการทำบริษัทต่อไป Hamdi Ulukaya บอกว่าเค้าทำตามสุภาษิตโบราณ “when you start walking the way the way appears”

สิ่งที่ทำไปได้ผล เขาได้ไอเดียการทำ Greek Yogurt ในสไตล์ยุโรปออกมา ซึ่งในอเมริกาตอนนั้นจะมี Greek Yokurt ในแบรนด์ชื่อ Fage ที่ได้รับความนิยมอยู่แต่ก็ยังเป็นสไตล์ในแบบอเมริกาอยู่ดี เขาเดิมพันด้วยการที่จะทำ Greek Yogurt ในสไตล์ยุโรปที่ถ้วยแบบเตี้ยและกว้างกว่าถ้วยโยเกิร์ตแบบเดิม และทำฉลากที่แตกต่างจากที่โยเกิร์ตทั่วไปมี ด้วยสีสันสดใส กราฟฟิคที่สวยที่ทำให้สะดุดตาคนออกมา ในปี 2007 โยเกิร์ตถ้วยแรกของ Chobani ก็ออกมาตามร้านขายของแขกในแถว Great Neck, Long Island ซึ่ง Hamdi Ulukaya ตกลงกับร้านในการทดลองขายด้วยสินค้า 150 ชิ้น ซึ่งเมื่อขายวันแรก ปรากฏสินค้าขายดีมากต้องใช้พนักงานเติมสินค้าตลอด 12 ชั่วโมง ตัว Hamdi Ulukaya มีวิศัยทัศน์มากกว่านั้นเขาอยากให้โยเกิร์ตเขาตั้งวางแข่งกับโยเกิร์ตท้องถิ่นหรือแบรนด์ทั่วไปในตอนนั้น แม้ว่าโยเกิร์ตจะแพงกว่า และเขามั่นใจว่าจะขายได้ และสิ่งที่เขาคิดจะเป็นจริง ตั้งแต่นั้นเขาไม่เคยคิดว่าจะขายสินค้าได้ไหม แต่ต้องกลับมาคิดว่าจะผลิตสินค้าทันไหมแทน

พนักงานกว่า 30 คนและตัว Hamdi Ulukaya ต้องทำงานทั้งวันและคืนในปี 2008 เพื่อเติมสินค้าให้เต็ม พยายามหาที่นอนในที่นอนได้ตามโรงงาน ด้วยการที่พนักงานขาดแคลนและการที่กำลังการผลิตขยายตัวอย่างมาก ทำให้ต้องรับพนักงานของ Kraft ทั้งหมดกลับมากับคนที่อยู่ในแถวนั้นมาทำงานแต่ก็ยังไม่พอ เขาต้องหาพนักงานเพิ่มเติมเพื่อธุรกิจที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ในปี 2010 Hamdi Ulukaya ไปที่ศูนย์ผู้อพยพ  Mohawk Valley Resource Center for Refugees (MVRCR) ที่มีคนอพยพจาก Myanmar, Syria, Sudan, Iraq, และ Bhutan หรือถิ่นที่มีความขัดแย้งต่าง ๆ เขาได้ยินว่าคนลี้ภัยและอพยพที่นี้มีความยากลำบากในการหางาน เขาก็ต้องการคนมาทำงานพอดี ซึ่งด้วยการช่วยคนที่กำลังหมดหวังในการหางานเหล่านี้ซึ่งทำให้เขาย้อนนึกถึงตัวเองตอนมาถึงอเมริกาเช่นกัน เขาก็ได้คนาทำงานด้วยเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่ศุนย์อพยพบอกว่า จะมีปัญหามากมาย เพราะคนอพยพพูดต่างภาษา เดินทางไม่ค่อยเป็น และมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน Hamdi Ulukaya บอกว่าเรื่องนี้แก้ง่ายมาก และบอกต่อว่าเขาสามารถให้รถมารับส่งได้ จ้างคนมาเป็นล่ามได้ ที่ Chobani เรายินดีต้อนร้บทุกคน ดูตัวเขาเองก็มาจากต่างถิ่นของโลก ทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี เขาเริ่มรับพนักงาน 5-10 คนจากศูนย์ MVRCR มาทำงานโดยให้มีรถรับส่ง และ Hamdi Ulukaya ก็ใส่ใจในทุกข์สุขของพนักงานทุกคน ด้วยการถามว่ามีปัญหาอะไรไหม กังวลอะไรรึเปล่า ถ้ามีอะไรก็บอก Hamdi Ulukaya ได้โดยตรงเลย

มีเรื่องราวจากพนักงานที่เป็นพี่น้องผู้หญิงสองคนที่หนีจากประเทศตัวเอง พ่อเธอถูกสังหารเลยไม่มีคนดูแล ปกป้องครอบครัว ทำให้ถูกผู้ชายจะฉุดไปเป็นภรรยา เมื่อไม่ยอมจึงถูกขู่ฆ่าและตามทำร้าย พี่น้องทั้งสองคนและแม่เขาจึงได้จ่ายเงินให้คนลักลอบเอาคนหนีออกจากประเทศ ซึ่งทั้ง 3 คน ถูกขนใส่ในรถบรรทุกที่แออัด เดินทาง 16 วัน ไม่มีอาหารและน้ำ ซึ่งในระหว่างการลักลอบนั้นเด็กหลาย ๆ คนที่นั่งข้าง ๆ พี่น้องได้เสียชีวิตไป เมื่อมาถึงชายแดนยูเครนทางคนลักลอบเข้าเมืองได้แยกกลุ่มออก ทำให้คู่พี่น้องพลัดพรากจากแม่ และถูกเอาไปทิ้งที่เมือง  Kiev ที่ทั้งหนาว หิว และไม่มีใครรู้จักเลย ทั้งคู่รอจนไม่ไหวจนต้องขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าที่เข้าใจภาษาที่พี่น้องพูด จนมีคนให้ความชั่วเหลือให้ที่พักและอาหาร ทั้งคู่อยู่ที่นั้น 4 ปี เรียนภาษาอังกฤษและทำงานเป็นล่ามให้ refugee center ในระหว่างนั้นก็พยายามติดตามแม่ของตัวเองด้วย และที่ refugee center ทั้งคู่ก็เจอเจ้าหน้าที่ HIAS จากอเมริกา ซึ่งรับปากจะช่วยเหลือทั้งคู่ จนทำให้ทั้งคู่มาอเมริกา อาศัยที่ Idaho ในปี 2012 ทั้งคู่ได้ยินเรื่องของ Hamdi Ulukaya และหวังว่าจะได้เจอเพื่อได้งานทำ ทั้งคู่ทำอาหารของประเทศตัวเองไปให้ที่ออฟฟิสเพื่อมอบให้ CEO Hamdi Ulukaya โดยคนพี่เป็นคนเอาอาหารไปให้ ซึ่งเขาได้รับประทานและมอบกอดอันอบอุ่นให้ พร้อมให้งานทำที่โรงงาน Twin Falls โรงงานใหม่ที่พึงตั้ง วันหนึ่งขณะที่คนน้องกำลังทำความสะอาดโรงงาน เธอบอกให้คนที่ยืนตรงหน้าเธอหลบไปเพราะจะทำความสะอาดพื้นที่เปียก ซึ่งเธอไม่รู้ว่าคนที่เธอบอกให้หลบนั้นคือ Hamdi Ulukaya เขาหันมาและถามว่า เธอชื่ออะไร และมาจากไหน พอโดนคำถามน้ำตาเธอก็ไหลออกมา Hamdi Ulukaya เข้ามาถามว่าร้องให้ทำไม ทำให้เธอต้องเล่าเรื่องทั้งหมด Hamdi Ulukaya ได้บอกว่า ไม่ต้องกังวลและกลัวอะไรแล้ว เธออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว

Hamdi Ulukaya, founder of Chobani, handed over to his employees stock worth around 10 percent of the company when it is sold or goes public. Credit Alexandra Hootnick for The New York Times

ด้วยนโยบายการรับคนอพยพและลี้ภัยนี้ทำให้โรงงาน Chobani นั้นมีพนักงานกว่า 30% เป็นคนจากประเทศอื่น ๆ (ปัจจุบันมีพนักงาน 2000 คน) และกว่า 400 คนเป็นลี้ภัยอพยพจากประเทศตัวเองมา มีคนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 15 ประเทศ จ้างงานด้วยเงินมากกว่าค่าแรงที่ตามบริษัทอื่นให้กัน ด้วยการที่รับคนอพยพมากมายมาทำงานนี้ ทำให้ Hamdi Ulukaya ถูกขู่เอาชีวิตและทำร้ายจากพวกขวาจัดซึ่งพอหนังสือพิมพ์ The New York Time ตีพิมพ์เรื่องราวของ Chobani ออกไป ทาง Hamdi Ulukaya ก็ได้รับจดหมายสนับสนุนมากมาย และนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเขาเลย เขายังทำโครงการชื่อ Tent Foundation เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ช่วยเหลือคนอพยพโดยมีบริษัทกว่า 70 บริษัทเข้าร่วมไม่ว่าจะเป็น  Airbnb, Cisco, IBM, Unilever, และ UPS และยังบริจาคทรัพย์สินของบริษัท 10% ช่วยเหลือคนอพยพอีกด้วย และอีก 10% พนักงาน  Hamdi Ulukay เชื่อว่าการช่วยเหลือนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ และเป็นสิ่งที่ธุรกิจที่ฉลาดจะทำ เพราะคนอพยพพวกนี้จะทำงานหนัก สู้งานและใส่ใจทุ่มเทเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น แถมจะสื่อสัตย์กับบริษัทที่ช่วยเขาด้วย  จากปี 2008-2012 โรงงาน Chobani แรกก็มีพนักงาน 600 คน ทำโยเกิร์ตกว่า 2 ล้านถ้วยออกมา และปฏิวัติอุตสาหกรรมโยเกิร์ตของอเมริกา ซึ่งทำให้ Danone และ General Mills ที่ไม่ได้ระวังในการเกิดขึ้นของ Chobani ก็สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 1 พันล้านดออลาร์แล้วจากตลาดที่มูลค่ากว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ และกว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ในปี 2016 ที่ผ่านมาก็ทำรายได้ไปกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ครองส่วนแบ่งไปกว่า 36%

ในปี 2015-2016 Chobani ก็มีคนมาติดต่อขอซื้อ หรือเอาเข้าตลาดหุ้นเพราะในช่วงเวลานั้น Danone เข้าซื้อ Stonyfield Farm และ General Mills เข้าซื้อ Annie’s Homegrown แต่ Hamdi Ulukaya ไม่สนใจที่จะขายธุรกิจแม้ว่าจะสามารถได้รับเงินที่ใช้ไปมากมายก็ได้ ซึ่งแม้แต่ PepsiCo ยังเข้ามาขอซื้อแต่ด้วยดีลที่ PepsiCo ของซื้อทั้งหมดและควบคุมในบริษัททำให้ Hamdi Ulukaya ไม่สนใจที่จะขายให้ และยอมที่จะหาเงินทุนตัวเองมาลงทุนในโครงการใหม่ที่เดิมพันสูงแทนเช่นการทำ Chobani’s cafés และการขยายตลาดไปประเทศต่าง ๆ ซึ่ง Hamdi Ulukaya บอกว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครควบคุมบริษัทนี้แทนเขา เพราะถ้าบริษัทไม่มีเขา คงจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เขาจะไม่ยอมให้ใครมาตีกรอบว่าจะต้องทำอะไร สิ่งที่ Chobani เป็นคือการต้องเป็นอิสระ และอิสระที่จะทำธุรกิจในทางที่ถูกต้อง

Hamdi Ulukaya มอง Chobani ว่าไม่ได้เป็นแค่บริษัททำ Yogurt แต่เป็นบริษัทที่ทำให้ชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น เขามองว่าบริษัทจะแสดงว่าถึงสิ่งที่คุณรับประทานจะดีขึ้นยังไง สังคมเราจะดีขึ้นยังไง และเราดูแลคนในบริษัทเราอย่างไรให้ดีขึ้นอีกด้วย Hamdi Ulukaya บอกว่าธุรกิจของเขาความเร็วคือหลักการสำคัญและเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเข้าได้เปรียบ ความเร็วในการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ทำให้คู่แข่งนั้นตามไม่ทัน แม้ว่าเขาจะเกลียดการแข่งขัน แต่เขาบอกว่าการสร้างคู่แข่งขึ้นมาจะทำให้เขาต้องพัฒนาตลาดเวลา เพื่อกำขัดคู่แข่งไป แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เข้าต้องการทำสิ่งที่ถูกในธุรกิจนี้ขึ้นมา เขาไม่ชอบไอเดียของ Big Food ที่ทำอาหารที่ไม่สนใจสุขภาพของผู้บริโภค

ด้วยปรัชญาการทำงานของ Hamdi Ulukaya จาก Chobani ทำให้ Chobani กลายเป็นบริษัทโยเกิร์ตที่มีนวัตกรรมในยุคนี้จาก FastCompany 

 

เรียบเรียงจาก Fastcompany 

 

พาชม Wholefoods Austin TX ห้าง Supermarket ที่คิดเพื่อมนุษย์

หลักการ Design Thinking หรืออีกชื่อนึงว่า Human-centered design นั้นกำลังกลายเป็น Concept ที่พูดถึงอย่างมากในยุคนี้ ด้วยการคิดเชิงดีไซน์ที่เอาตัวมนุษย์เป็นศูนย์กลางและออกแบบการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์นั้นสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น สะดวกขึ้นและมีความสุขมากขึ้นนั้น ซึ่งตอนนี้ Design Thinking นั้นมีหลักสูตรที่สอนกันเป็นจริงเป็นจังเลยที่ Standord กับหลักสูตร D School ซึ่งคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการ หรือ Start up หลาย ๆ คนก็ไปเรียน โดยผู้ก่อตั้ง D School คือ David M. Kelley ซึ่งยังเป็นเจ้าของบริษัท Ideo บริษัทที่เป็นผู้นำด้าน Design Thinking อีกด้วย

ผลงานหนึ่งที่กลายเป็น Case Study ของคนทำ Design Thinking และ Tim Brown เอาไปใช้ในการเขียนหนังสือ Change By Design ก็คือห้าง supermarket whole food โดยที่ห้างนี้ได้ใช้บริการการออกแบบของ Ideo เพื่อพัฒนาห้างตัวเองให้เป็นมิตรกับมนุษย์มากขึ้นไปอีก ซึ่งมีสาขาเดียวที่เริ่มทำแบบนี้คือสาขาที่ Austin Texas ที่สำนักงานใหญ่อยู่ 

ในวันนี้ได้มีโอกาสมาที่ Austin Texas และมีคนแนะนำให้มาดู ซึ่งแน่นอนคนบ้าเรื่อง Design Thinking อย่างผมนั้นไม่พลาดอยู่แล้ว ที่จะมาได้เห็นของจริงดังนี้

Whole Foods  ห้างนี้เพื่อความยั่งยืนของมนุษย์ 


ห้าง Whole Foods  เป็น super market หนึ่งของอเมริกา โดยที่นี้จะมีจุดเด่นตรงที่อาหารและสินค้าของ Whole Foods นั้นจะเป็น ออร์แกนนิคทั้งหมด ไม่มีสารกันบูด การปรุงแต่ง สี กลิ่น รสด้วยเคมี และสารให้ความหวาน และยังใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ Whole Foods นั้นได้เป็น  Certified Organic Grocer หรือได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตสินค้าออแกนิกรายแรกอีกด้วย

เริ่มสังเกตุกันเลย


สังเกตุและรู้สึกไหมว่า ทำไมมันทำให้เราอยากซื้อ ทำไมทำให้เราอยากกินมันจัง เพราะด้วยวิธีจัดเรียงผักที่ทำให้เอา Facing ที่ทำให้เห็นถึงความ อิ่ม สมบูรณ์ ของผักออกมา ทำให้เรารู้สึกว่าน่าหยิบ น่าจับ น่ารับประทานอย่างมาก นอกจากนี้ยังเหมือนมีความจงใจที่จะเล่นเรื่องการใช้สีสันของผัก ที่ทำให้ดูตัดกัน ทำให้ตานั้นสามารถโฟกัสได้อย่างดี

Stories with Product

สังเกตไหมว่า ป้ายนั้นไม่ได้บอกว่าขายอะไร แต่ขาย Story ของผักว่า ถ้าคุณซื้อผักนี้แล้วจะดีต่อสังคมอย่างไร หรือแม้แต่ว่าสินค้านั้นเหมาะเอาไปทำอะไร หรืออาหารอะไรต่อ ก็มีเรื่องเล่า ทำให้คนที่ซื้อนึกออกว่าจะเอาผักนี้ไปทำอะไรต่อดี สุดท้ายแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นกังวลของคน (คนไทยก็ตื่นตูมเรื่องนี้) เช่น Wax บนผิวผักและผลไม้ ก็มีบอกว่า Wax นี้คืออะไรอีกด้วย 

Facing Up 

จะเห็นว่ามีวิธีการวางที่เอาสินค้าที่ใส่กล่องนั้นมาใส่ มีการจัดวางสินค้าที่จงใจจะให้เห็นถึงฉลากหน้ากล่องและของในกล่องทั้งหมด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิด Transparent ว่าสินค้านี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ซึ่งนอกจากนี้การจัดวางแบบ Facing up นั้นทำให้ผู้บริโภคเลือกหยิบง่ายมากขึ้น แทนที่จะเป็นการวางซ้อน ๆ กัน ซึ่งถ้าเลือกแล้วไม่เอาก็คงจะโยนวางเกะกะ และดูไม่เป็นระเบียบ แต่นี้พอวางแบบนี้ทำให้คนที่ไม่เอาต้องเก็บจัดวางที่เดิม ซึ่งชั้นและกล่องนั้นจะมีการออกแบบที่พอดี ทำให้กล่องนั้นไม่สามารถวางซ้อนเหนือการจัดเรียงได้ด้วย

เนื้อก็เป็นนะ

พนักงานคอยดูแลการจัดเรียงให้ตรง 

ทั้งนี้ผมสังเกตุเห็น จะมีพนักงานที่คอยมาดูการจัดเรียงสินค้าและเปลี่ยนสินค้าอยู่เสมอ ๆ ซึ่งวิธีการเรียงสินค้าแบบชนิดเดียวกันให้เกิดการซ้ำ 2-3 ซำ้จนเปลี่ยนไปเป็นแบบใหม่


เห็นแล้ว จากรูปจะเห็นว่าจะมีซ้ำ 3 แบบและ 2 แบบตามมา ซึ่งคนซื้อถ้ามองนาน ๆ ก็คงต้องหยิบเลือกออกมาซักอันใช่ไหม

Unmatch but Match

สังเกตุอะไรไหม มันมีความไม่เข้ากันของสินค้าอยู่

ทำไมถ่านมาขายคู่เนื้อ
ทำไมวิปครีมขายคู่เบอร์รี่
ทำไมที่ปอกผลไม้ขายคู่ผลไม้
ทำไมที่ล้างผักขายคู่พืชหัว
ทำไมเบียร์ถึงมี เนื้อเบอร์เกอร์ ผักดอก ผักกาด อยู่ในตู้ 

แม้แต่เครื่องครัวยังจัดวางใกล้ ๆ การขายเนื้อ หรือ เบียร์ยังขายกับแก้วและที่เปิดขวด หรือมันฝรั่งทอดขายคู่โซดา

ทั้งหมดนี้ ทำมาเพื่อการอำนวยความสะดวกของคนที่มาซื้อของ และทำให้คนซื้อของได้เห็นอีกว่า สินค้าพวกนี้ต้องใช้คู่กับอะไร หรือทานคู่กับอะไร ที่ Whole Foods นั้นไม่ได้จัดเรียงสินค้าตามประเภทผลิตภัณฑ์แบบทั้งหมด แต่เป็นการจัดเรียงสินค้าตามประสบการณ์หรือของที่ควรจะใช้ร่วมกันกับสินค้านั้น ๆ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ชีสหรือ แชมเป ที่มีการขายไปกับสินค้าอื่น  และ Apple ที่มีชีสวางข้างบนแล้วบอกว่าว่ากินคู่ชีสแล้วอร่อย ถ้าเดิน ๆ จะเห็นมุมซุปนั้นกระจ่ายหลายที่มาก เพราะซุปนั้นทานคู่กับอาหารหลายอย่างได้

Paradox of Choice 

ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้บริโภค คือการที่มีสินค้าที่มีตัวเลือกเยอะเกิน จนทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ ซึ่งนี้เป็นเรื่องของจิตวิทยา สิ่งที่คนทำด้าน Behavioral Economic Science แนะนำนั้นคือการตัดตัวเลือกให้เลือก 3-5 ตัวเลือกต่อครั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคนั้นตัดสินใจได้ง่ายลง ทีนี้ลองมาดูที่ Whole Food กัน

อย่างที่ได้เล่าไปว่า ที่นี้มีการจัดเรียงสินค้าแบบซ้ำ แต่การซ้ำนั้นจะซ้ำไม่เกิน 3-5 ประเภทที่แตกต่างกันของสินค้า ดูตัวอย่างในรูปเราจะเห็น ว่าสินค้าจะมีเหมือนกัน 3-5 กล่องแล้วเริ่มสินค้าต่อไป แล้วก็เริ่มสินค้าต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาเรามองที่ชั้นวางของ เราจะจับสังเกตุการซ้ำและจำนวนประเภทสินค้าทันที ว่าเหลือ 3-5 ประเภท ทำให้เราเลือกได้ว่าเราอยากจะได้ประเภทไหนของสินค้าในจำนวน 3-5 ตัวเลือกนี้

Everythings Experience 

สิ่งสำคัญของการทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีคือการสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค และการสร้างประสบการณ์คือการให้ผู้บริโภค ได้เสพผ่านสัมผัสทั้ง 5 คือรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ที่นี่เรามาลองดูที่ Whole foods กัน 

จะเห็นว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์ นั้นมีการจัดสินค้า ที่ทำให้เรานั้นอยากมีส่วนร่วม เช่นราเมง ที่ให้เราทำได้เอง หรือสลัดบาร์ที่มีอาหารและสีสันมากมายที่น่ากินอย่างมาก รวมถึงตู้ขนมหวานที่มีการจัดแสงและหันสีสันออกมา เพื่อให้ดูน่ากินขึ้นมาอย่างมาก นอกจากนี้ด้านในยังมีโซนอาหาร หรือกลิ่นต่าง ๆ ที่จะอยู่กลางจุดต่าง ๆ เพื่อสร้างกลิ่นที่ทำให้คนที่เดินผ่านนั้นรู้สึกดี รวมทั้งการให้แสงภายในห้าง สีภายในห้างที่ดูอบอุ่น สบายใจ และเสียงเพลงที่เปิดไม่ได้ดังมาก ไม่มีโฆษณาแทรก หรือเสียงประกาศแทรกเลยในห้าง ทำให้เราสบายใจอย่างมาก

Feel it, Consume it 

เมื่อเสพทางอารมณ์และสัมผัส สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคนั้นอยากได้คือการได้บริโภคและอุปโภคสินค้าเลย นั้นทำให้ Whole Foods มีมุมอาหารกระจายเยอะมาก และคนที่มาสามารถบริโภคอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่มุมอาหารปรุงสดเอเซีย มุมอาหารบาร์บีคิว มุมอาหารที่ต้องดื่มเบียร์หรือไวน์ด้วย หรือมุมพิซซ่า ขนมปัง และกาแฟ ตามด้วยอื่น ๆ มากมาย ซึ่งจะมีจุดที่จัดให้เราได้นั่ง คุย ดื่ม และกินอาหารที่ซื้อได้ตามใจชอบเลย ผมสังเกตเลยว่าทุกจุดนั้นมีคนเต็มเสมอ

Detail Matter 


การใส่ใจในรายละเอียดนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะแม้ใครจะไม่เห็น แต่มีตัวเราที่รู้ ซึ่งที่ Whole Foods นี้ใส่ใจในรายละเอียดถึงขึ้นที่อาจจะเรียกได้ว่า ถึงขั้นคนที่เป็นโรคที่สังเกตในการไม่ถูกต้องของการวางมานี้อาจจะสบายใจขึ้นเยอะ เพราะที่นี้ชั้นวางสินค้านั้นจะทำให้พอดีกับการวางสินค้า สินค้าแทบจะไม่มีช่องโหว่ในชั้นว่างของเลย ทำให้เราเห็นการแบ่งได้อย่างดีมาก นอกจากนี้ในตัวอย่างเช่นน้ำผลไม้เอง ก็มีการวางน้ำผลไม้ที่แช่เอาไว้ แบบเอาฉลากขึ้น เพื่อให้เราอ่านง่าย ทุกขวดอยู่แยกกัน เพื่อให้สามารถทำความเย็นจากน้ำแข็งได้เต็มที่อีกด้วย หรือแม้แต่หน้าคนดูแลอาหาร ก็มีบอกว่าวันนี้เป็นใครดูแล

เว็บไซต์ Whole Food 

สุดท้ายเสียเงินไหม 



แน่นอนมีเหรอจะพลาด ได้อิ่มตา อิ่มใจ อิ่มกาย และท้อง

บทสรุป

จากตัวอย่างของ Whole Foods นั้นแสดงให้เห็นแล้วว่า Design Thinking หรือ Human Centric Design นั้นช่วยได้อย่างไรกับการออกแบบทุกอย่างที่มนุษย์นั้นใช้งานด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อเครื่องมือ Digital แต่กลายมาเป็นเครื่องมือใน Physical ที่มนุษย์ต้องปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวมนุษย์นั้น การตั้งคำถามและการมองปัญหาที่หลาย ๆ คนมองว่าไม่เป็นปัญหานั้นสำคัญอย่างมากใน Design Thinking เพื่อที่จะสามารถทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ถูกจุดต่อ

สุดท้ายนี้ผมยกคำพูดจาก FastCo มาให้ว่า Design Thinking นั้นส่วนสำคัญคือที่จะทำให้สำเร็จนั้นคือทุกคนที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เพราะทุกฟันเฟืองต้องเข้าใจและหมุนไปพร้อมกัน

The secret behind the unique feel of Whole Foods and Trader Joe’s is how employees are empowered to cocreate the customer experience. Each store establishes teams to figure out the best way to serve customers, from the products they offer to the way sections are organized. Each week, employees can see the results of their experiments in the aisles.

Jesse recently joined the cheese department at Whole Foods and one of his favorite jobs is to select the cheeses that customers sample. He feels it helps set the mood of the entire store, and when he nails the selection, the store usually sells the entire stock. Giving teams the tools to constantly improve the business creates an engaging and successful environment.

 

ดูทีไรก็ต้องหิวทุกที วิศัยทัศน์การทำ tastemade ออกมา

คงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook และ Video Clip ทำอาหารอย่าง Tastemade ในตอนนี้ ที่วิดีโอทุกอันที่ออกมา ทำเอาคนที่ดูน้ำลายไหลตลอดเวลาได้ ซึ่ง Tastemade นั้นเกิดขึ้นมาได้ในจังหวะที่พอดีกับยุคที่คนนั้นนิยมการดูวิดีโอและเข้าใจภาษาสื่อกลางของทั้งโลกที่เป้นในเรื่องอาหารออกมา

เรื่องราวของ Tastemade นั้นเริ่มขึ้นจาก Founder ทั้ง 3 คนที่มีประสบการณืชำนาญในแต่ละเรื่องและได้มาทำงานที่เดียวกันใน Demand Media ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นได้แก่ Larry Fitzgibbon ตอนนี้เป็น CEO ของ Tastemade แต่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ Demand Media ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บอย่าง eHow.com และ livestrong.com ซึ่ง Larry นั้นรับผิดชอบในส่วนการดูแลเรื่องสื่อของบริษัทและเป็นคนที่ทำให้ Demand Media เข้าตลาดหุ้นได้ในปี 2011 และที่ Demand Media Larry ได้เจอ Joe Perez  ซึ่งปัจจุบันเค้าจะเป็นคนดูแลด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดของ Tastemade และ Steven Kydd ซึ่งเคยเป็นผู้ก่อตั้ง Demand Media เช่นกันและปัจจุบันดูแลเรื่องการดำเนินงานของ Tastemade ในต่างประเทศ  ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มก่อตั้ง Tastemade หลังจาก Demand media เข้าตลาดหุ้นในปี 2011 ซึ่งด้วยความรู้ความสามารถที่สะสมจากความสำเร็จของ Demand media นั้นทำให้สามารถนำมาปรับใช้กับ Tastemade ได้อย่างดี

Tastemade นั้นเริ่มขึ้นด้วยการที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนนั้นได้มาคุยกันหลังการนัดทานข้าวมื้อเย็น ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นมีความชอบในเรื่องอาหารและได้คุยกันเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งจากจุดเริ่มต้นไอเดียอาหารนี้เองทำให้ทั้ง 3 คนนั้นเริ่มลองคิดว่าจะสร้างรายการอาหารออนไลน์ที่จะเข้าไปจับกลุ่มคนยุค Millenials ที่มีช่วงอายุ 18-34 ปี ซึ่งมีความสนใจในการที่อยากจะสร้างสรรค์ ทดลองหรือหาอะไรทำใหม่ ๆ และกระจายความสามารถตัวเองออกไป ซึ่งด้วยความคิดที่จะทำอาหารและการมองว่าอาหารเป็นภาษาสากลที่สามารถสื่อได้กับคนทั่วโลก และสามารถกระตุ้นให้คนนั้นอยากลองทำได้ด้วย

Tastemade เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ใน Youtube เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการทำอาหารต่าง ๆ ออกไป ซึ่งด้วยพลังของ Social Network ทำให้คลิปของ Tastemade นั้นถูกกระจายอย่างรวดเร็วอย่างทันที Tastemade วางตัวเองเป็นสื่อแนวใหม่ แทนที่จะเป็น MCN (Multi Channel Network) เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการสร้างสื่อที่สร้างมาสำหรับ Digital โดยเฉพาะ ให้คนในยุคดิจิทัลนั้นสามารถเสพได้โดยง่ายดาย ต่างจากรายการอาหารอื่น ๆ ที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองคนดูทีวีแล้วค่อยมาปรับเป็นออนไลน์ ซึ่งทำให้ไม่ได้รับความนิยม ซึ่งเมื่อเทียบกับ Foodnetwork ที่มีคนดู 500,000 คนบนทีวีต่อวัน แต่วิดีโอ Tastemade นั้นมีคนดูนับล้านคนได้เลยทีเดียว

วิธีการสร้างตัวเองของ Tastemade นั้นคือ Content Strategy ล้วน ๆ ตั้งแต่การเลือกทีมงานที่มาทำวิดีโอนั้น ล้วนแต่เป็นทีมทำวิดีโอมืออาชีพ ทั้งหมดมาจากสตูดิโอทีวีซึ่งตอนนี้มีทีมวิดีโอกว่า 70 ทีมในอเมริกา ซึ่งมีสตูโอถ่ายทำหลักที่ L.A. โดยใช้สตูดิโอเก่าของ MTV มาสร้างเป็นห้องถ่ายทำ 4 รายการและมีสตูดิโอทดลองชื่อว่า BUFFY’S STUDIO ซึ่งเป็นห้องถ่ายทำซี่รีย์ Buffy, the Vampire Slayer ที่จะลองทำ Content อาหารหลาย ๆ แบบโดย Producers จะเอาสูตรอาหารมาลองทำเป็นวิดีโอ และ editors ที่ทำงานอยู่อีกห้องจะเอาวิดีโอนั้นมาผลิตเป็นเวอร์ขั่นต่าง ๆ เช่นเวอร์ชั่นสำหรับ Youtube, Facebook, IG, Snapchat หรือ Apple TV เพื่อให้ได้ Content ที่สามารถเข้าไปอยู่ในสื่อแบบต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จของ Tastemade นั้นไม่ได้มาด้วยความบังเอิญเพราะทุกขั้นตอนนั้นมีการคิดมาอย่างเรียบร้อยว่าจะทำอะไรบ้าง ในทุกสัปดาห์ทีมงานจะต้องเอาสูตรอาหารมา Pitch เพื่อลงความเห้นว่าแต่ละวันจะมีสูตรอาหารอะไรที่จะถูกทำเป็นรายการออกไปบ้างซึ่งไม่แตกต่างกับรายการทีวีเท่าไหร่ สิ่งที่แตกต่างกันคือ Tastemade จะมีตำแหน่ง Recipe developers ซึ่งจะเป็นคนที่ดูข้อมูลวิดีโออาหารที่ออกไปว่ามีผลอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการดูทั้งบน youtube บน Facebook หรือการเลื่อนใน snapchat ว่าบ่อยแค่ไหน ซึ่งด้วยข้อมูลจะทำให้รู้ว่าวิดีโอสูตรแบบไหนที่คนนั้นดูน้อยและดูมาก จะมีการมาปรับปรุงส่วนผสมอาหารที่คนดูน้อยเข้ากับสูตรอาหารที่คนดูเยอะ ร่วมกับ “food stylists” ที่จะคอยบอกว่าอาหารแบบไหนควรจะออกมาหน้าตาอย่างไร และเมื่อถ่ายทำเสร็จวิดีโอทั้งหมดจะถูกเข้าไปทำ Post Production ต่าง ๆ ออกมาและถูกปรับแต่งให้เข้ากับ Platform ต่าง ๆ ก่อนปล่อยออกไป นอกจากนี้ Tastemade ยังได้ทดลองจนพบว่าวิดีโอความยาว 1 นาทีนี้คือความยาวที่เหมาะสมที่สุดที่จะเล่าเรื่องและให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด

นอกจากความรู้เรื่องการทำ Content Marketing ยังต้องนับการใช้พลังของ Data และพลังของ Social Network อย่าง Facebook ที่สามารถช่วยแชร์วิดีโอต่าง ๆ ได้ ทีมงานนั้นจะดูข้อมูลของคนดูต่าง ๆ ไม่ว่าจะวิว   Engagement การแชร์ในทุก ๆ Platform แล้วนำมาปรับปรุงในการสร้างประสบการณ์ของ App ให้ได้ดีที่สุด ซึ่งด้วยพลังของ Facebook จากการที่แค่มีคนติดตามเพียงแสนกว่าคนและยอดคนดูประมาณ 500,000 คนต่อเดือน ก็มีเพิ่มกว่า 2.5 ล้านแฟนและคนดูกว่า 165 ล้านอย่างมาก สิ่งที่ Tastemade นั้นเข้าใจคนดูคือการสามารถหยุดนิ้วคนดูให้อยู่ที่เนื้อหาตัวเองได้ ด้วยการถ่ายทำที่มีความสวยงาม Craft โดยเฉพาะภาพอาหารที่สำเร็จแล้ว หรือการใช้สถานที่สวย ๆ ในการถ่ายทำ

ความสำเร็จที่มาจากองค์ความรู้และทีมงานทำให้ภายในหนึ่งปีของ Tastemade มีสมาชิกที่ติดตามดูกว่า 12 ล้านคนต่อเดือนจาก 200 ประเทศและสามารถระดมทุนได้ 5  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2013 ระดมทุน Series B  ได้ 10 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกัน Series C ได้อีก 25 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 และ Series D  อีก 40 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 ซึ่งมาจาก Goldman Sachs ปัจจุบัน Tastemade มียอดคนดูกว่า 1.5 พันล้านวิวต่อเดือน มียอด active view กว่า 100 ล้านคนต่อเดือน ทั้งนี้เป้าหมายและหน้าที่ของทุกคนที่มาทำ Tastemade นั้นคือ การผลิต Content ที่ดีออกมาเพื่อตอบสนองคนดูในดิจิทัล

 

David Karp แห่ง Tumblr Startup พันล้านดอลลาร์ ที่เกิดจากการไม่พอใจในสิ่งที่ทำ

ถ้าคุณทำสินค้าเปลี่ยนโลกได้ออกมาได้และทำเงินได้หลายพันล้าน คุณจะทำหรือไม่ทำ นี้คือความคิดของ David Karp เจ้าของ Tumblr เว็บระดับ Billinonaire ที่ไม่อยากให้เว็บตัวเองเป็นธุรกิจ 

David Karp นั้นเติบโตในยุคที่คอมพิวเตอร์นั้นเริ่มบูม ในแถวเขต Bronx New York โดยแม่ของ David Karp เป็นครูและมีพ่อเป้นนักดนตรี ตั้งแต่เด็กนั้นแม่ของ David Karp ก็เห็นแววในตัวว่ามีอะไรพิเศษ จึงเอาลูกนั้นไปหาผู้ปกครองของนักเรียนตัวเอง ซึ่งผู้ปกครองนั้นคือ Fred Seibert ซึ่งทำงานที่ MTV และ Harna-Barbara นอกจากนี้เค้ายังมีบริษัท Animation ตอนนั้นเลยทำให้มีคอมพิวเตอร์มากมาย แม่ของ David Karp รู้ว่า David นั้นสนใจคอมพิวเตอ์รมากเลยขอให้ Fred นั้นอนุญาตให้ David มาเที่ยวและลองเรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้ไหม ซึ่ง Fred ก็ยินดี แรก ๆ นั้น David Karp ทึ่งกับการที่วิศวกรคอมพิวเตอร์ทำงานในบริษัทอย่างมาก และจากนั้นเขาก็เริ่มมาเป้นประจำ จนวันหนึ่งได้พูดกับ Fred ว่าเขาจะมาที่นี้ทุกวันได้แล้ว เพราะแม่ให้เริ่มเรียน Home School แทน ซึ่งการเรียน Home School ของเขานั้นยอดเยี่ยมมากจนสามารถเข้า MIT ได้ ซึ่ง David Karp คิดว่านี้จะเป็นหนทางที่จะทำให้เค้าเป็นสุดยอดวิศวกรคอมพิวเตอร์ในอนาคต ในระหว่างนี้เขาก็เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรียนเลขกับติวเตอร์ที่เป็นคนเขียนซอฟท์แวร์ไพ่ Poker และ Blackjack

Fred Seibert และ David Karp ตอนเด็กๆ ภาพจาก http://www.imgrum.net/user/jeromie.the.homie/374257711

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียน MIT David Karp นั้นเริ่มทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตที่เว็บไซต์พ่อแม่ชื่อ UrbanParent ซึ่ง CNET ซื้อไปและทำให้ David Karp นั้นมีเงินที่จะมาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง DavidVille ซึ่งในระหว่างนี้เขาได้รับคำขอให้ช่วยพัฒนาระบบ Blog จากบริษัท Fred ความคิด Tumblr ของ David Karp เกิดขึ้นในตอนนี้ที่พัฒนาระบบ Blog นี้เอง เขาเดินไปหา Fred และบอกว่าระบบที่กำลังทำนี้มันไม่ยุ่งยากไปเหรอ มันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ ซึ่ง Fred นั้นรู้ว่าสิ่งที่ David Karp บอกนั้นมันต้องมีอะไรแน่ แต่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร Fred จึงโทรหาเพื่อนนักลงทุนซึ่งมี Bijan Sabet จาก Spark Capital ทันที Bijan Sabet ได้เห็นตัวต้นแบบระบบ Blog ของ David Karp ตัว Bijan นั้นรู้เลยว่านี้จะพลิกโลกได้แน่นอน และบอกว่านี้จะกลายเป็นธุรกิจพันล้านได้ และนี้เป็นการเริ่มต้นของ Tumblr ขึ้นมา

Bijan Sabet และ David Karp

แต่ David Karp นั้นไม่สนใจ เพราะเค้าไม่อยากให้ใครรู้จักในฐานะนักธุรกิจ และมองว่า tumblr เป็นแค่เครื่องมือที่เขาอยากทำขึ้นมาแก้ปัญหาและทำให้เขาทำงานได้สบายขึ้นเท่านั้น Bijan Sabet ใช้เวลากว่าช่วงฤดูร้อนปี 2007 ในการโน้มน้าวให้ David Karp นั้นทำธุรกิจจาก Tumblr และให้เขาได้ลงทุนในนั้น ซึ่ง Bijan ยื่นข้อเสนอว่า 3 ล้านเหรียญให้ แต่ David กลับบอกว่าเงินมันเยอะเกินไป และกลัวแรงกดดันที่จะได้กลับมา ซึ่งในที่สุดข้อตกลงในการร่วมทุนครั้งแรกนั้นอยู่ที่ $750,000 Tumblr ก็ตั้งขึ้นมาโดยมีพนักงานเพียงคนเดียว หลังจากผ่านไปปีแรกจึงมีพนักงานคนที่ 2 และปี 2008 ถึงมีพนักงานคนที่ 3 ซึ่งทำงานข้ามรัฐกัน (ใช้เวลากว่าปีกว่าจึงได้เห็นหน้าพนักงานคนที่ 3) ทั้งนี้ David Karp คิดว่าบริษัทเค้าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานมากมาย และเขาสามารถจัดการ tumblr ได้ด้วยพนักงาน 4 คนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว tumblr นั้นมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผู้ใช้ 6 หลักเป็น 7 หลัก และมีปัญหาเรื่องความเสถียร จึงต้องทำการเพิ่มพนักงานขึ้นมาโดยปริยาย David Karp นั้นไม่ชอบบริหารบริษัทแม้ว่าจะทำได้ก็ตาม เพราะชอบที่จะทำงานอยู่กับการพัฒนา Product และให้วิศัยทัศน์ทีม ซึ่งทำให้ investor นั้นต้องหาคนที่จะมาบิหารหรือช่วยงานบริหารเสมอ

Tumblr Team: David Karp, Jacob Bijani, Peter Vidani

David Karp นั้นเกลียดการหากินกับข้อมูล User อย่างมากและเกลียดการทำ Digital Advertising ในปัจจุบัน เขาเคยออกบทความโจมตีเรื่องการทำโฆษณาออนไลน์มา และบอกว่าวิธีหาเงินเข้า Tumblr ของเค้านั้นดีกว่า ซึ่งรายได้ของ Tumblr นั้นมีมาหลากหลายรุปแบบและผู้ใช้เองก็สร้างรายได้ตรงนี้ได้ ตั้งแต่การขาย theme tumblr ไปจนถึงขาย Content ไปทำรายการ TV เลยก็มี David Karp มองว่างบโฆษณากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ลง TV ไปนั้นถ้าสามารถเอามาทำ Digital Content ที่ให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้ก็จะดี David Karp มองว่าโฆษณาที่ Facebook, Google ทำนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของผู้บริโภค แต่ไปจับเอา Moment ของการที่จะอยากได้แล้ว ส่วนที่ David Karp มองคือการทำ Brand Advertising ที่จะสร้างอารมณ์และความคิดต่อผู้บริโภคในการต้องการแบรนด์นั้นขึ้นมา เหมือนดังที่ Series Madmen หรือโฆษณาใน Superbowl ทำ (เมื่อ Yahoo ซื้อไป David Karp ก็ไม่ได้หาประโยชน์จาก User เลย นักการตลาดจะเลือกซื้อได้เพียงเพศและอายุเท่านั้น)

ทั้งนี้ David Karp เลยเปิดตัวระบบโฆษณาของตัวเองโดยให้นักการตลาดนั้นสามารถมาสร้าง Content ของตัวเองใน tumblr และซื้อระบบการโปรโมท Content นั้นออกไปใน Spotlight ที่เป็นการแนะนำ blog หรือ Radar ที่เป็นระบบที่กองบรรณาธิการแนะนำ blog ขึ้นมา โดยสามารถเข้าถึงได้กว่า 120 ล้าน imp และขายที่ CPM ละ $4-$7 ทั้งนี้ทาง Droga5 ได้ลองใช้แล้วกับแบรนด์ Kraft และพบว่าได้ผลดีกว่า Facebook มาก นอกจากนี้ระบบ Ads นี้ ทาง Mark Cuban เจ้าพ่อธุรกิจและนักลงทุนยังได้กล่าวแนะนำระบบ Ads Tumblr มากกว่า Facebook ด้วย ซึ่ง Tumblr นั้นเติบโตจนถึงขั้น Yahoo ซื้อไปมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดย David Karp มีหุ้น 25% ในนั้นได้เงินไปกว่า 250 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้หลังจากซื้อ Yahoo ยังให้ David Karp บริหารต่อโดยให้เซนต์สัญญาต่อ 4 ปีแลกกับ หุ้นและเงินสด ซึ่งเป็นมูลค่ากว่า 81 ล้านดอลลาร์

Apartment ที่เรียบง่ายของ Karp

ทั้งนี้ David Karp ก็ยังใช้ชีวิตแบบสมถะมาก เค้ามีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก (ครึ่งนึงของตู้เสื้อผ้า) มีเตียงนอน ห้องนั่งเล่นที่มีเพียงโซหาและทีวี และมอเตอร์ไซต์อีก 3 คันที่ไว้ขับผ่อนคลาย (สมบัติหรูอย่างเดียวคือ ครัว ซึ่งเป็นของแฟนที่เป็นเชฟฝึกหัดอยู่) ซึ่งเค้าเกลียดการสะสมสมบัติต่าง ๆ มากและมักเดินทางไปไหนด้วยกระเป๋าเป๋เล็ก ๆ เพียงใบเดียว (David Karp บอกว่าเป็น Jason Bourne Styles) David Karp ยังบอกอีกว่า “เค้าไม่คิดว่า ตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้”

David Karp กับเป้ของเค้า
 

Pejman Nozad จากคนหนีวีซ่า ไม่มีเงิน ไม่มีปริญญา ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ มาขายพรม จนเป็น VC ชื่อดังของ Silicon Valley 

American Dream นั้นคงเป็นเรื่องจริงในที่นี้กับชายวัยกลางคนที่ชื่อ Pejman Nozad ที่มาตั้งรกรากที่อเมริกา รัฐซานฟรานซิสโก จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรติดตัวมา แต่ตอนนี้เค้ามีเป็นเศรษฐีพันล้าน จากการลงทุนใน Startup และเป็น Match Maker ชื่อดังของ Silicon Valley

Pejman Nozad เกิดที่อิหร่าน และเติบโตในช่วงยุคปฏิวัติระบอบกษัตริย์ ซึ่งในปี 1980 ครอบครัวได้ลี้ภัยไปที่เยอรมันนี และตัวเขาเองนั้นหวังว่าจะตามไปหลังจากออกจากการเกณฑ์ทหารแล้ว และหวังว่าจะออกมาเป็นนักฟุตบอลตามความฝันของตัวเอง เมื่อหลุดจากการเป็นทหาร เขาก็ได้ตามเครอบครัวมาอยู่เยอรมันนี พี่ชาย Pejman Nozad อยากไปอเมริกามากและไปขอวีซ่าทุกวัน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธทุกวัน เมื่อ Pejman Nozad มาอยู่เยอรมันนี พี่ชายเขาก็ชวนไปขอวีซ่าด้วยกัน โดย Pejman Nozad ได้ถูกถามเรื่องเล่นฟุตบอล แล้วก็ได้วีซ่านักข่าวมา หลังจากนั้น 2 เดือนเขาก็บินมุ่งตรงไปที่ San Francisco โดยมีแค่เงิน 700$ ในตอนนั้น พูดอังกฤษได้ไม่กี่คำ และรู้จักลุงที่อยู่ที่นั้นคนเดียว

เมื่อมาถึงเขาก็เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นเด็กล้างรถ ที่ร้านล้างรถของคนอิหร่าน จากนั้นก็มาทำงานที่ร้านกาแฟ ร้านโยเกิร์ต แล้วก็ย้ายงานมาทำร้านอาหารเม็กซิกัน จากนั้นก็เป็นยาม เขาใช้เวลาในกลางคืนเพื่อเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และอาศัยที่ห้องเล็ก ๆ ที่เป็นห้องเก็บกระดาษเช็ดปาก เมล็ดกาแฟและถ้วยกาแฟ โอกาสในชีวิตของเขาเริ่มต้นเมื่อเห็นโฆษณาร้านขายพรม ต้องการรับสมัครพนักงานขาย เขาจึงติดต่อไปขอเป็นพนักงานขาย ทางร้านถามว่าเคยขายอะไรมาไหม ทาง Pejman Nozad บอกว่า “ไม่เคย แต่ขอโอกาสให้เขาได้ลอง คุณจะปฏิเสธคนคนนึงที่คุณยังไม่เคยได้เจอเลยเหรอ” นั้นทำให้เขาได้รับงานที่ร้านขายพรมในที่สุด และเรียนรู้ว่า “คุณไม่สามารถจะได้อะไร ถ้าคุณไม่เรียกร้องมัน”

หลังจากที่ 15 ปีที่อยู่อเมริกา Pejman Nozad กลายเป็นสุดยอดนักขายพรมของร้าน สร้างรายได้ให้ร้านมากกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งสำคัญไปกว่านั้นเขามีพรสวรรค์ในการหาโอกาสอย่างมาก วิธีการขายพรมของเขานั้นจะไม่ขายที่ร้านตั้งแต่แรก แต่เขาจะขอไปพบลูกค้าที่บ้านด้วยการเอาพรมไปด้วย 20 ผืน ซึ่งก่อนที่เขาจะไปเขาจะศึกษาลูกค้าอย่างดีว่าเป็นคนแบบไหน หรือชอบอะไร ผ่าน Google และสามารถสร้างการขายพรมด้วยการเจรจาในเรื่องชีวิตของผูซื้อเช่นอาชีพ การทำงาน ซึ่งด้วยวิธีนี้เองทำให้เขาเข้าไปถึงออฟฟิสของ VC และผู้ประกอบการชั้นนำได้ จนรู้จักไปทั่ว เมื่อมี Connection มากมาย เขาจะใช้ร้านขายพรมที่เขาทำงานจัดปาร์ตี้สังสรรค์กันระหว่าง VC และผู้ประกอบการ แต่ตอนนี้เขาเองนั้นก็ไร้ทรัพย์สินที่จะสามารถชวนให้คนลงทุนผ่านเขาได้ คนที่มาช่วยเขาในครั้งนี้คือเจ้าของร้านขายพรมที่เห็นเหตุการณ์ในปาร์ตี้ทั้งหมด และอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนักลงทุน ซึ่งทำให้เจ้าของร้านลงทุนทำ Investment fundในปี 1999 ด้วยเงิน 2 ล้านดอลลาร์และ Pejman Nozad ลงเงินไป 2 แสนดอลลาร์ โดยกองทุนนี้ชื่อว่า Amidzad และลงทุนแบบหุ้นเล็ก ๆ ที่ VC ใหญ่ๆ ไม่สนใจ

สายตาอันเฉียบแหลมของ Pejman Nozad นั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาไปลงทุนใน Startup ชื่อ Danger ซึ่งมีบิดาของ Android อย่าง Andy Rubin เป็น Cofounder การลงทุนนี้เกิดขึ้นเพราะ Pejman Nozad ขายพรมในราคา 5000$ ให้ Andy และเมื่อคุยกันไปมา แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่า Danger ทำอะไร แต่ก็เซ็นต์เช็คไป 400,000$ ซึ่งสุดท้ายบริษัท Microsoft ซื้อไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยการที่ Pejman Nozad มีหุ้นเล็กน้อยในนั้น ทำให้เขาไม่ได้ผลประโยชน์อะไรมากนัก ซึ่งบทเรียนนี้ทำให้เขาจะไม่เจรจาอะไร ถ้าไม่มีคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาและเขาชอบไปเจรจาหรือลงทุนด้วย ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ Babak “Bobby” Yazdani คนที่ลงทุนใน Google และ Salesforce.com ซึ่งเขาก็รู้จัก Bobby ผ่านทางการขายพรม และแนะนำให้ไปรู้จักคนดีไซน์ Chip คอมพิวเตอร์ และกำลังมีไอเดียทำ Startup ทาง Bobby ก็ไม่ปฏิเสธ และหลังจากนั้นเขาก็ลงทุนร่วมกับ Pejman Nozad อีก 8 บริษัท ด้วยวิธีนี้ทำให้เขามี VC มากมายที่มาร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน

วิธีการที่เขาสามารถทำให้ผู้ประกอบการนั้นยอมให้ Pejman Nozad ไปลงทุนได้นั้นเป็นวิธีที่ไม่ธรรมดาที่ต่างจากที่อื่นทำ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้รถ Mitsubishi Mirage กับภรรยา Founder Startup ที่เพิ่งย้ายมาจากอิสราเอลและถังแตก ซึ่งเมื่อเขาช่วยแล้วปรากฏว่าเขาก็ได้หุ้นบริษัทมา อีกครั้งหนึ่งเขาเคยจากเงินค่าขนย้ายบ้านให้กับ Founder Startup อีกรายที่จะย้ายจาก Texas มาอยู่ที่ Palo Alto

Pejman Nozad นั้นใช้วิธีนี้ในการลงทุนของตัวเองชื่อ PejmanMar Ventures และ Match Making ให้เกิดขึ้นปัจจุบันเขามีหุ้นในการลงทุนกับ Dropbox, Palantir, Addepar, Backplane และปัจจุบันเขาก็ยังก็ตั้ง VC ของตัวเองเพื่อลงทุนเอง พร้อมยังเปิดร้านขายพรม และ Gallery พรมเพื่อเป้นที่ใช้ทำ Business Matching เหมือนเดิม และยังมี Party ที่เขายังจัดอยู่เป็นประจำทุกวัน

Pejman Nozad บอกว่าเวลาเขาเลือกลงทุน เขาไม่ได้เลือกที่บริษัทหรือว่าจะทำอะไร เขาเลือกลงทุนในคนที่มหัศจรรย์ตั้งหาก

 

Palantir บริษัท Startup ทำ Data ที่หน่วยข่าวกรองยังต้องใช้

คุณรู้ไหมว่าการทำข่าวกรองผ่านดิจิทัลในปัจจุบันนั้นมาจากบริษัท Startup รายหนึ่งที่ชื่อว่า Palantir ซึ่งบริษัทนี้มีลูกค้าเป็น CIA, NSA, FBI, กองทัพสหรัฐ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ สำนักข่าวและธนาคารใหญ่ ๆ ซึ่งบริษัทนี้จะทำการรบรวมข้อมูลจากดิจิทัลทั้งหมด มาวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงและสรุปเป็นรายงานออกมา

Palantir ก่อตั้งขึ้นโดย Peter Thiel เจ้าพ่อ Paypal คนหนึ่งซึ่งหลังจากขาย Paypal ได้แล้วก็เอาเงินส่วนหนึ่งมาก่อตั้งทำ Palantir โดยให้องค์ความรู้ในการทำ Paypal ในเรื่องการกันการฉัอโกงมาพัฒนาต่อ โดยชื่อ Palantir นั้นมาจากหินเวทย์มันต์ Palantíri ที่เอาไว้คอยสอดส่องโลกและเพื่อน ใน Lord of the ring (อันที่ซารูมานใช้คุยกับเซารอนนั้นละ) ซึ่ง Thiel ได้ลงเงินตัวเองไปกว่า 40 ล้านดอลลาร์ในการก่อตั้งขึ้นมา และหวังว่าบริษัทจะสามารถเข้าไปช่วยจัดการเหตุการณ์ 9/11 ได้

Venture Capitalist Peter Thiel in his offices at the Presidio in San Francisco, Calif., on Tuesday, Sept. 30, 2014. Thiel, who cofounded PayPal with Max Levchin and Elon Musk recently released a book called Zero to One, a how-to for building startups. (John Green/ Bay Area News Group)

พอปี 2004 Peter Thief ได้ชวน Alex Karp เพื่อนสมัยเรียนมาเป็น CEO เพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือได้ Alex Karp นั้นเรียนจบปริญญาเอกด้านปรัชญา และเป็นนักลงทุนตัวยงที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยภาพลักษณ์ CEO นี้เองที่ทำให้ดึงดูด Angel Investor จากยุโรปมาได้ แต่นักลงทุนอเมริกานั้นกลับไม่อยากร่วมด้วย ซึ่งครั้งนึงเค้าเคยถูก Michael Moritz Chairman ของ Sequoia ก่อกวนตลอดการประชุมและถูกผู้บริหาร Kleiner Perkins สั่งสอนกว่าชั่วโมงครึ่งในความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นของบริษัท

Alex Karp

แต่ Alex Karp ไม่ยอมแพ้เพราะจากนั้นบริษัท Palantir ได้เงินลงทุนกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก In-Q-Tel ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของ CIA ที่ให้เงินมาลงทุนสร้างบริษัทที่จะทำเรื่อง Big Data นี้ในการจัดการอาชญากรรมและข่าวกรองทั้งหลายออกมา ตลอดปี 2005-2008 CIA นั้นเป็นลูกค้ารายเดียวของ Palantir และด้วยความช่วยเหลือของ CIA ทำให้ซอฟท์แวร์ของนั้นสมบูรณ์แบบขึ้น โดยซอฟท์แวร์จะทำการเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ผ่านเครื่องมือในดิจิทัลทั้งหมดมาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นกล่องวงจรปิด Social Media การโทรศัพท์ การใช้งานอินเทอร์เนต ซึ่งด้วยเครื่องมือนี้สามารถช่วยทหารจากสงคราม ช่วยสงครามยาเสพติด และติดต่อโจรหรือผู้ก่อคดีมาแล้ว (ครั้งนึงด้วยซอฟท์แวร์นี้ สามารถช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัวได้ทันที)

ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของ Alex Karp ก็สามารถดึงดูดวิศวกรคอมพิวเตอร์เก่ง ๆ มาทำงานด้วย แถมสร้างวัฒนธรรมเฉพาะที่บริษัทขึ้นมา โดยเรียกที่สำนักงานว่า “the Shire” ตาม Lord of the ring พนักงานที่ทำงานที่นี้สามารถเอาหมา มาเลี้ยงได้ ทุกคนชอบใส่เสื้อบริษัทมาทำงานและแทบจะกินนอนที่บริษัทกันเลยทีเดียว

ในปี 2010 บริษัท Palantir ก็ได้ลูกค้าเอกชนรายแรกคือ JPMorgan เพราะทาง NYPD แนะนำให้ทางธนาคารลองใช้เพื่อกันการฟอกเงินหรือป้องกันการเจาะจากแฮคเกอร์ รวมทั้งตรวจสอบธุรกรรมน่าสงสัยหรือธุรกรรมที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสถานะการเงินธนาคารได้ ซึ่งทำให้ Palantir ต้องไปเช่าโรงแรมและให้พนักงานทำ Software ที่ Customise ให้ธนาคารและปัจจุบันทำให้ภาคธนาคารหลายรายที่มาใช้จนต้องตั้งออฟฟิสที่นิวยอร์ค และเรียกสาขานี้ว่า “Gotham” และตกแต่งออฟฟิสสไตล์ Batman อีกด้วย

บริษัท Palantir จะคิดค่าติดตั้งการใช้งานนั้นประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รายเดือนตามมา ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งอย่าง IBM, Booz Allen, Lockedheed Martin อย่างมาก ติดตั้งไว แถมทำงานได้เร็ว แสดงผลได้แม่นยำกว่าอย่างมาก บริษัทตอนนี้มีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ และมีรายได้กว่า 450 ล้านดอลลาร์ในปี 2013

Palantir ถูกตั้งคำถามในการทำงานหลายรอบในเรื่องจริยธรรมและเคยมีเหตุการณืข้อมูลหลุดไปยัง Wikileaks โดยพนักงานตัวเอง เพราะไม่พอใจในการบังคับใช้จริยธรรมในองค์กรที่หละหลวม จนทำให้ Alex Karp ต้องตั้งสาย hotline ชื่อ Batphone ให้พนักงานโทรแจ้งงานที่อาจจะละเมิดจริยธรรมเพื่อที่จะให้บริษัทพิจารณาปฏิเสธไม่ทำงานนั้นได้ เช่นการทำงานให้บริษัทบุหรี่

บริษัท Palantir นั้นมีที่ปรึกษาเป็น อดีตหัวหน้าผู้อำนวยการ CIA และ Condoleeza Rice ที่เคยเป็นที่ปรึกษาความมั่งคงให้ประธานาธิบดี และซอฟท์แวร์นั้นเคยกล่าวขวัญว่าเป้นซอฟท์แวร์ที่ CIA ล่าตัว Osama Bin Laden มาได้ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม Alex Karp บอกว่าสิ่งที่บริษัททำไม่ได้ละเมิดกฏหมายในตอนนี้แต่ก็อาจจะไม่ได้ดีไปทั้งหมด

ปล. ตอนนี้ Alex Karp ต้องมี Body guard ดูแล 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นทีมบอดี้การ์ดทหารรับจ้างจากอดีตหน่วยนาวิกโยธินมาดูแล เพื่อป้องการจู่โจมจากพวกหัวรุนแรงและพวกก่อการร้าย

 

Aaron Levie แห่ง Box.com ชายผู้อยากเป็น Oracle แห่งยุคนี้

ถ้าคุณเพิ่งได้ Seed Funding มา 106 ล้านดอลลาร์ คุณจะบอกกับ VC ว่าจะระดมทุนเพิ่มอีก 50 ล้านดอลลาร์เลยไหม นี่คือประวัติอันหน้าทึ่งของ Startups พันล้านดอลลาร์อย่าง Box.com นี้เป็นสิ่งที่ Founder Box.com Aaron Levie ทำ เค้าไม่สนใจเลยว่าจะผ่าน Funding มากี่รอบแล้ว เค้าสนใจแค่ว่าเค้าต้องการระดมทุนเพื่อเอามาทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จคือการเปลี่ยนโลกของ Enterprise โดยอยากเป็น Oracle ใหม่ในยุคนี้

Aaron Levie เติบโตในย่านชนบทของวอชิงตัน ในยุคที่ Netscape เปิดตัว ทำให้เค้าได้ลงไปจับโลกของ Internet ในยุคแรก ๆ เลย Aaron Levie เล่นอินเตอร์เนทในยุคนั้นจนถึงตีสองเกือบทุกวัน และตอนนั้นเค้าก็มีเริ่มมีไอเดียธุรกิจแล้ว โดย Aaron Levie เพิ่งมีอายุ 10 ปี และมักเอาไอเดียธุรกิจ มา Pitch กับพ่อแม่ทุกวัน และหลาย ๆ ครั้งก็กลายเป็นไอเดียที่น่าสนใจ Aaron Levie เริ่มทำ Startup มาตั้งแต่มัธยมและผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วน ทำให้เค้าได้บทเรียนทางธุรกิจมากมาย จนเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ขณะที่เรียนวิชา Marketing อยู่นั้น Aaron Levie ได้ Aha moment ในการเรื่องตลาดองค์กรขึ้นมา ทำให้เค้าได้ไอเดียว่าอยากจะทำธุรกิจกับตลาดองค์กร ซึ่งนั้นคือการเปลี่ยนตู้เอกสารทุกอันในออฟฟิส มาเป็นระบบ Cloud Storage ของตัวเอง

ด้วยไอเดียนี้เค้าชวนเพื่อนที่รู้จัก Dylan Smith มาเริ่มทำ Startup ตัวนี้โดยใช้เงินลงทุน 15,000$ ที่ได้จากการเล่น Poker Online มาเช่า Servers และเริ่มโทรหากับส่งแนวความคิดไปให้ VC หลายคน ซึ่งทุกคนปฏิเสธหมด ยกเว้น Mark Cuban ซึ่ง Mark Cuban ตอบตกลงและให้เงินมา 350,000$ โดยแลกกับหุ้น 30% เมื่อทั้ง 2 ได้เงินแล้ว จึงดรอปการเรียนจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าสู่ Sillicon Valley แทน เมื่อถึง Sillicon Valley ทาง Aaron Levie เริ่มคิดถึง Model Business ว่าจะเป็นแบบไหน โดยเค้าค้นพบว่าคนนั้นไม่ยินดีที่จ่ายเงินในการใช้ครั้งแรก โชคดีที่มีวิชา คณิตศาสตร์ออกมา Aaron Levie ค้นพบเค้าสามารถให้ GB แรกฟรีได้ และขอให้มีเพียง 3% ของผู้ใช้ upgrade มาจ่ายค่าสมาชิกในการใช้งานที่ 2.99$/GB ซึ่งคุ้มต้นทุนที่อยู่ใน 1$/GB ทำให้เค้าได้ Model Frremium ออกมา แต่ Mark Cuban นั้นไม่พอใจ ที่เงินนั้นจะต้องถูกจ่ายไปเพื่อให้คนลองฟรี

Mark Cuban ขายหุ้นทิ้งให้ Draper Fisher Jurvetson ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนไปในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์ (ถ้าตอนนี้หุ้นนี้จะมีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์) แต่ Box ก็ยังไม่โตและมีรายได้ที่ยังไม่มากนักสักที และผู้ใช้บริการนั้นก็ต่างเรียกร้อง Feature ใหม่ ๆ ออกมา สิ่งที่ Aaron Levie ทำคือการโทรหาลูกค้าแต่ละรายว่าอยากได้ Feature อะไรที่ทำ ให้จ่ายเงินมากขึ้น ลูกค้าทุกคนต่างบอกว่าคือการมี “Security Features” และ “Dashboard” ว่าพนักงานแต่ละคนใช้งาน storage ไปเท่าไหร่

นี้เป็น Aha moment ที่ 2 ที่เค้ารู้สึก Aaron Levie รู้ตัวว่า Target ผิดที่และคู่แข่งที่สำคัญที่น่าจะเป็นคือ Microsoft Share point ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในตลาดองค์กร แต่เค้าไม่มีเงินที่จะมาสร้างและทุ่มเทในการทำ Features นี้ Aaron Levie ตระเวณหา VC เพื่อมาลงทุนเป็นเวลา 2 ปี จนได้ VC ลงเงินอีก 6 ล้านดอลลาร์ทำให้สามารถพัฒนา Features ได้มากมาย จากนั้นในปี 2010 ปีที่ iPad เปิดตัว Aaron Levie นั่งดู Keynote ของ Steve Jobs และเห็นการเปิดตัวของ iPad นี้ สิ่งที่เค้าเห็นทำให้เกิด Aha moment ที่ 3 นั้นคือ ผู้บริหารทุกคนต้องใช้ iPad ในการทำงานอย่างแน่นอน และ Box.com ต้องทำบริการลงบน iPad เค้ารีบอีเมล์ปลุก Engineer ทุกคนในคืนนั้นและทำ Box.com ในเวอร์ชั่น iPad ออกมา ซึ่งในเวลาเดียวกัน P&G กำลังจะใช้ iPad กับพนักงานกว่า 18,000 คนในการทำงาน ทำให้ Box.com เข้ามาในจังหวะที่พอดี และจาก P&G นี้ก็เปิดประตูสู่บริษัทอื่นต่อไป

ด้วยการมาของ Box.com นี้ทำให้ตลาด Enterprise นั้นต่างเร่งปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด เจ้ายักษ์ใหญ่ทุกคนต่างเร่งกว้านซื้อบริการมาให้บริการแบบ Freemiumตอนนี้ Box.com นั้นกลายเป็น Cloud Storage ของ Enterprise ในระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เค้ายังเป็นนักเรียนอยู่เสมอ Aaron Levie ชอบส่งอีเมล์ไปคุยกับผู้บุกเบิกวงการ Tech ดัง ๆ ต่าง ๆ โดยขึ้นหัวอีเมล์ว่า “ขอรบกวนเวลา 1 ชั่วโมงคุยกับผมได้ไหม”

 

Evan Spiegel กับ Snapchat ผู้ซึ่ง Mark Zuckerberg มองเป็นคู่แข่งและภัยของ Facebook 

ชายอายุ 23 ต้น ๆ ที่สร้าง Platform ที่เปลี่ยนโลกได้อีกคน และทำให้คนอเมริกันหลายสินล้านคนเปลี่ยนจากการใช้ Facebook มาใช้ Platform นี้แทน และปฏิเสธการเข้าซื้อของ Facebook และถูก Mark Zuckerberg ขู่มาแล้ว นี้คือ Evan Spiegel ผู้ทำ Snapchat ออกมา

Evan Spiegel นั้นมีประวัติที่คล้าย ๆ Mark Zuckerberg อย่างมาก เพราะครอบครัวเขาเกิดมาโดยมีแม่เป็นนักกฏหมายจาก Harvard และพ่อเป็นนักกฏหมายจาก Yale ซึ่ง Evan Spiegel เข้าเรียนก็ได้คอมพิวเตอร์นี้ละที่แก้เบื่อออกมา และสามารถสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกได้ตอนปอ 6 และเริ่มเรียนรู้การใช้ Photoshopพอขึ้นมอปลายก็เริ่มมีบุคลิกภาพแบบ Mark Zuckerberg เพราะพ่อกับแม่เขานั้นหย่ากัน ทำให้เขาเริ่มมี Tactics ในการเรียกร้องกับพ่อแม่ เช่นการไปเที่ยว หรือการขอรถ BMW 550i มาใช้ ซึ่งถ้าไม่ได้เขาจะไปอยู่กับผู้ปกครองอีกฝั่ทันที ซึ่งทำให้พ่อของเขาซื้อให้ทันที และเขาก็อาศัยกับพ่อจนถึงเรียนมหาวิทยาลัย Evan Spiegel เข้าเรียนที่ Stanford ในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่นี้เขาได้เจอ Murphy ที่เรียนสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะกลายเป็นคนที่ก่อตั้ง Snapchat ในอนาคตเช่นกัน ซึ่งในระหว่างการเรียนที่ Stanford Evan Spiegel ก็ฉายแว่วจนได้รับโอกาสทำงานที่ Intuit ในเรื่องการทำระบบ Txtweb และเรียนรู้เรื่อง Content และ Murphy ก็ทำระบบในการปรึกษาผู้ปกครองในการดูแลการศึกษาให้เด็ก

จุดเริ่มต้นของ Snapchat เริ่มขึ้นเมื่อ Reggie Brown มาปรึกษาว่าจะลบรูปที่ส่งไปให้คนบางคนได้อย่างไรดี ซึ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของ App พันล้านดอลลาร์ขึ้นมา และทั้ง 3 คนก่อร่วมกันตั้งบริษัทที่จะพัฒนาระบบที่ส่งข้อความแล้วหายไป ซึ่งทำให้ Evan เป็น CEO, Murphy เป็น CTO และ Brown เป็น CMO และเริ่มทำตัวต้นแบบพร้อมเรียกแอพนี้ว่า Picaboo โดยเอาไปเสนอนักลงทุน แต่นักลงทุนก็ไม่เข้าใจในระบบว่าคนเราจะลบรูปไปทำไม ในตอนนั้นเจ้าของไอเดียอย่าง Brown มอง Picaboo เป็นเครื่องมือส่งข้อความทางเพศหรือรูปล่อแหลมต่าง ๆ ที่หายไปได้ระหว่างหนุ่มสาว แอพ Picaboo เปิดตัวในปี 2011 มีคนใช้จริง ๆ แค่ 127 คน ซึ่งทำให้แต่ละคนนั้นต้องหาทางออกและทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทีมขึ้นมา

Brown นั้นเกิดความคิดว่าทั้ง Evan และ Murphy จะปลดตัวเองลง ทำให้เริ่มเรียกร้องหุ้นของบริษัท 30% ซึ่งทาง Evan และ Murphy เห็นว่า Brown นั้นไม่ควรได้อะไรแบบนั้น ซึ่งทำให้เกิดการทะเลาะหนักมาก จน Evan ยุติการสนทนาและเข้าไปเปลี่ยนรหัส Admin ของแอพ และตัดการติดต่อสื่อสารของ Brown ทิ้งทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับความขัดแย้งของ Facebook ระหว่าง Mark Zuckerberg และพี่น้อง Winklevoss กับ Eduardo Saverin อย่างมาก ซึ่งความน่าตลกก็คือ ทีม Snapchat ใช้ทีมกฏหมายเดียวกับทีมที่ Facebook ใช้ในการยุติคดีเหมือนกัน

เมื่อเหลือ 2 คนทำงาน Evan และ Murphy ก็เปลี่ยนชื่อ App เป็น Snapchat และเพิ่มฟีเจอร์เรื่องการถ่ายภาพกับการเพิ่ม caption ไปในภาพ แต่ตอนนี้แอพก็ยังไม่เป้นที่นิยมเช่นกัน ทำให้ Evan กลับไปเรียนต่อและ Murphy กลับไปทำงาน และปล่อยแอพให้ทำงานต่อไป แต่เมื่อ User โตมาถึงหลักพันคน Evan นั้นเจอ Pattern สำคัญของการใช้แอพ คือมีช่วงเวลาการใช้สูงสุดคือ 9 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็น นี้คือเวลาของนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เกิดคือโรงเรียนนั้นห้ามใช้ Facebook และทุกคนนั้นมี iPad ทำให้ Snapchat กลายเป็นเครื่องมือเดียวในการสื่อสารของนักเรียน แถมข้อความหายด้วยทำให้คุณครูจับไม่ได้ว่าส่งอะไร เพื่อเข้าช่วงสิ้นปี 2011 นักเรียนได้ iPhone ใหม่ ทำให้ตัวเลขผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 2,241 คนทันที และพอปีใหม่ 2012 ก็ 20,000 คน ช่วงเมษายนก็กลายเป็น 100,000 คน

เมื่อคนใช้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม ทั้งคู่ต้องหาเงินมาจ่ายค่า Server ทั้งคู่ใช้เงินที่ได้มามาจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนเมื่อ Jeremy Liew จาก Light Speed Ventures นั้นมาเจอว่าหลานของคนรู้จักใช้งานและบอกว่ากำลังฮิตในวัยรุ่น พอ ๆ กับ IG หรือ Angrybird ทำให้ Jeremy Liew สนใจมากจนตามหาคนผลิตแอพนี้ ซึ่งสืบไปเจอว่าเป็นทั้งคู่ และตกลงเงินในปีเมษายน 2012 เป็นจำนวนกว่า $485,000 ซึ่งพอ Evan Spiegel ได้เงินมาก็ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาโฟกัสการทำ Snapchat โดยเฉพาะ จากเงินที่ได้มาทำให้ Evan สามารถจ้างคนมาทำงานได้โดยมีพนักงานในช่วงแรกต้องทำงานที่บ้านของ Evan และกินนอนที่บ้านหรือใช้ห้องของน้องสาว Evan ในการพักผ่อน และทำงานทั้งวันทั้งคืนจนแอพนั้นสมบูรณ์ขึ้น ด้วยความฮิตในหมู่วัยรุ่นที่เบื่อ Facebook และการติดตามของผู้ปกครอง โรงเรียนและการโพสต่าง ๆ ใน Facebook ที่จะมีตลอดไป ทำให้ผู้ใช้ Snapchat นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เมื่อเริ่มแย่งผู้ใช้ Facebook ไปทำให้กลายเป็นเป้าสังเกตของ Mark Zuckerberg ทันที ในตอนแรก Mark จะให้ Even นั้นมาหาที่สำนักงาน Facebook แต่ Mark Zuckerberg ตัดสินใจบินไปหาที่บ้านของ Evan แทน ซึ่งที่นั้น Mark ได้เจอทั้ง Evan และ Murphy ซึ่งเมื่อเจอ Mark ก็โชว์ความต้องการของตัวเองทันทีว่าอยากจะทำอะไรกับ Snapchat และเล่า Feature ใหม่ที่ Facebook กำลังทำที่ชื่อ Poke โดยเป็นแอพแชร์รูปและหายไปเช่นกัน ซึ่งทำให้ Evan รับรู้ในความหมายว่า Mark อยากจะถล่ม Snapchat หากไม่ขายหรือร่วมมือกับ Facebook

เมื่อ Mark กลับไป ทั้ง Evan และ Murphy ต่างไปหาซื้อหนังสือ ตำราพิชัยสงครามซุนวู มาอ่านและให้พนักงานอ่านด้วย เพราะการกระทำของ Facebook เป็นการแสดงให้เห็นว่า Sbapchat จะยิ่งใหญ่ได้ และ Facebook ก็กลัว Snapchat นั้นเอง ในธันวาคม 2012 แอพ Poke ของ Mark Zuckerberg ก็ถูกปล่อยออกมา และ Mark ก็อีเมล์ไปหา Evan พร้อมบอกว่า “หวังว่าคุณจะสนุกกับแอพนี้” เมื่อทีม Evan รีวิวดูก็พบว่าเหมือนกับการก๊อปปี้ Snapchat ไปเลย แต่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมในปีเดียวกัน Snapchat ก็เปิดตัวแอพสมบูรณ์ของตัวเองออกมา และกลายเป็นแอพอันดับหนึ่งในวันคริสต์มาสนั้นทันที

หลังจากคริสต์มาส Mark Zuckerberg ติดต่อมาอีกครั้ง ในคราวนี้ Mark Zuckerberg ยื่นข้อเสนอในการเข้าซื้อกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าตอนนั้นแอพจะไม่มีรายได้ ไม่มีโมเดลธุรกิจ และเพิ่งเกิดมาได้ 2 ปี แต่ Evan นั้นปฏิเสธไป และทำให้ Snapchat กำลังเข้าสู่ IPO ในปี 2016-2017 และสร้างมูลค่ามากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 นี้เอง และคาดการณ์ว่าน่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์แน่นอน ด้วยตัวเลขผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม Even และ Murphy ก็ยังต้องจัดการปัญหาของผู้ก่อตั้งอีกคนต่อไปว่าจะจบลงอย่างไร

 

Palmer Luckey ชายคนนี้ไม่ได้มาด้วยโชคในการทำ Oculus Rift

Oculus Rift บริษัทที่ Facebook ซื้อเข้ามาด้วยมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีสินค้าหรือรายได้เข้ามา แต่ Facebook มั่นใจในวิศัยทัศน์และอนาคตที่ Founder บริษัทนี้สร้างขึ้นมาในเรื่อง VR และ Founder นี้ชื่อว่า Palmer Luckey

Palmer Luckey นั้นเป็น Startup Billionaire Founder ที่แตกต่างจากคนอื่น เพราะชีวิตการสร้าง Startup ของ Palmer นั้นไม่ได้เริ่มต้นในโรงรถ หรือหอในมหาวิทยาลัยดังเช่น Startup Founder คนดังอื่น ๆ แต่ Palmer เป็นผู้หลงใหลในเรื่องเทคโนโลยีอุปกรณ์มาตั้งแต่แต่เด็ก ซึ่ง Palmerนั้นมีพ่อเป็นคนขายรถยนต์และมีแม่เป็นแม่บ้าน เขาได้รับการศึกษาแบบ homeschool มาโดยตลอด และที่บ้านกับพี่น้องเขาเองก็ส่งเสริมให้เขานั้นทำตามสิ่งที่อยากทำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนร้องเพลงโอเปร่า ร้องเพลงในเรือกอนโดล่าให้นักท่องเที่ยว เล่นกอล์ฟ นอกจากนี้เวลาว่างของ Palmer นั้นคือการเล่นเกมต่าง ๆ และเกมที่โปรดของเขาที่สุดคือ Chrono Trigger และ GoldenEye 64 อีกด้วย ทั้งนี้ Palmer  ไม่ต่างจากคนที่โตมาในยุคนี้ที่ได้เจอวัฒนธรรมภาพยนต์ sci-fi อย่างเรื่อง The Matrix และ The Lawnmower Man ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจที่จะนำเขามาสู่โลก VR

ด้วยวัฒนธรรมต่าง ๆ ของโลก Sci-fi และวิดีโอเกม ทำให้ Palmer  เริ่มสนใจใน VR อย่างมาก เขาคิดว่าเทคโนโลยีนี้นี่มันสุดเจ๋ง และคิดว่าต้องมีฐานทัพลับอเมริกาสักที่ทดลองเรื่อง VR นี้อยู่อย่างแน่นอน ด้วยความที่เทคโนโลยี VR นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และมีมานานแล้ว ทำให้ Palmer นั้นหาวิธีที่จะหาเครื่อง VR เก่า ๆ ที่เคยออกมา ซึ่งเขาใช้ ebay ในการหา VR เก่า ๆ เหล่านี้ซึ่งครั้งที่เปิดตัวใหม่ ๆ ขายกว่า   $97,000 แต่ในตอนนี้ขายแค่ $87 และเพื่อที่จะหาเงินมาซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ได้ Palmer ใช้วิธีการศึกษาวิชาไฟฟ้าเบื้องต้น และทำเงินกว่า  $30,000 โดยซื้อ iPhone พัง ๆ มาซ่อมแล้วปล่อยขายใหม่เพื่อเอากำไรกลับมา

เมื่อได้อุปกรณ์ VR เก่า ๆ เหล่านี้มา Palmer จัดการใช้วิชาไฟฟ้าที่เรียนรู้ในการดัดแปลงให้อุปกรณ์นี้ดีขึ้น จากอุปกรณ์ที่หนัก เลนส์ไม่ดีมาทำให้ดีขึ้นโดยการใช้เลนส์ต่าง ๆ ออกมา หรือสลับดัดแปลงจากอุปกรณ์ VR ยี่ห้อต่างๆ  เข้าด้วยกัน ด้วยเวลาที่ใช้ทำให้เค้าได้อุปกรณ์ VR ที่ดีกว่าในอดีตมาไว้ลองพัฒนาต่อ ซึ่งพอปี 2009 Palmer นั้นได้เข้ามหาวิทยาลัย Cal State เขาเข้าศึกษาที่คณะวารสาร และใช้เวลาว่างในการพัฒนาตัวต้นแบบ VR ที่เขาเรียกว่า PR1 หรือ Prototype One  และความคลั่งไคล่ของเขานำพาเขาไปเจอกับผู้บุกเบิกในเรื่อง VR ในปี 2011 โดยได้ไปทำงาน Parttime กับ Mark Bolas ที่วิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัย Southern California ซึ่งที่นั้นกำลังทำวิจัยในการปรับปรุงอุปกรณ์ VR ให้ดีขึ้น และนวัตกรรมของที่นี้ให้เป็น Open Source ทั้งหมด  Palmer เข้าไปเรียนรู้และรับเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับปรุงของตัวเอง

เมษายนปี 2012 Palmer Luckey ก็สร้างตัวต้นแบบตัวที่หกออกมา และตั้งชื่อว่า The Rift ที่คาดหวังว่าจะเป้นสะพานเชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ความสำเร็จของ Palmer Luckey นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีความล้มเหลวและบทเรียนต่าง ๆ ให้เรียนรู้ในการทำ VR มากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แถมวัฒนธรรม Startup ที่ทำหใ้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ  Palmer Luckey เข้าไปหาความรู้และขอการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากเว็บบอร์ดชื่อ MTBS3D, หรือ “Meant to Be Seen in 3-D” และด้วยเว็บบอร์ดนี้ทำให้ Palmer เจอกับ John Carmack ที่ทำบริษัท id Software ในปี 1991 และเป็นผู้พัฒนาเกม Doom และ Quake ซึ่งในเมษายนปี 2012   John Carmack ได้ติดต่อ Palmer เพื่อขอยืมหรือซื้อตัวต้นแบบของเขาไปออกงานได้ไหม

Palmer ส่งตัวต้นแบบ  Rift ให้ John Carmack ตัวนึงและ 2 เดือนต่อจากนั้น ณ งานวิดีโอเกม E3 ที่ LA John Carmack ได้เดโมเกม Doom 3 ของเขาบนเครื่อง Rift  และ John Carmack นั้นพูดชมเครื่อง Rift ให้คนในงานนั้นฟัง ทำให้กระแสของ Rift นั้นแพร่กระจายไปทั่วงานอย่างทันที และเสียงนั้นก็ไปถึง Brendan Iribe ซึ่งเป็น Chief Product Officer ของบริษัท game-streaming ชื่อ Gaikai ได้ติดต่อขอเจอ Plamer  ในงานแล้วได้ลองเล่น Rift จนประทับใจ จึงได้ติดต่อขอลงทุนในบริษัทของ Palmer จำนวนไม่กี่พันดอลลาร์ในตอนนั้น และเป็น Seed Fundung mujทำให้บริษัท Oculus VR นั้นเกิดขึ้นมา

แต่ด้วยเงินแค่นั้นยังไม่พอที่จะทำให้ Rift ตัวต้นแบบนั้นสำเร็จได้ Palmer จึงได้คิดหาทางที่จะหาเงินทุนจำนวนมากที่จะทำให้โครงการนั้นสำเร็จได้ ซึ่งทำให้เขาหันเข้าหา Kickstarter ในการระดมทุนให้ได้ $250,000 เพื่อทำให้ต้นแบบนั้นสำเร็จ แต่ Kickstarter นั้นไม่อนุญาตให้ลงทุนในบริษัททำให้ Palmer ระดมทุนในโครงการเป้นการขายตัวต้นแบบที่นักพัฒนาจะเอาไปพัฒนาใส่ software ตัวเองต่อได้ในราคา $300 ซึ่งทำให้เขาได้เงินทุนมาพัฒนาบริษัทโดยไม่ต้องเสียหุ้นบริษัทสักนิดเดียว ปรากฏว่าเมื่อเขาเอาโครงการ Rift ลงใน Kickstarter ภายในเวลา 2 ชั่วโมงการระดมทุนก็สามารถได้เงินไป $250,000 ในขณะที่ทำการระดมทุนในวันแรกที่   Kickstarter ตัว Palmer เองก็ไปออกงานที่ QuakeCon gaming convention ที่ดาลัส เท็กซัส โดยที่บูธไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย แต่ปรากฏว่ามีคนมาต่อคิวรอเล่นจำนวนมาก ซึ่งคนต้องรอคิวอย่างต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นกำลังเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่แน่นอน และเมื่อจบเดือนนึงใน Kickstarter ทำให้เขาได้เงินไปกว่า $2.4 ล้าน จากคนลงเงินทั้งหมด  9,522 คน ทำให้ฝัน Startup ของ Palmer เริ่มเป็นจริงอย่างแน่นอน

ปัญหาคือ Palmer นั้นอายุยังน้อยและรู้ตัวว่ายังไม่มีความสามารถในการบริหาร เขาจึงได้เชิญให้ Brendan Iribe ที่เคยมาลงทุนในบริษัทให้มาเป็น CEO และให้ John Carmack เป็น CTO และตัวเขาเองเป็น Founder ของบริษัทแทนและโฟกัสในการทำ VR ให้เป็นจริง ด้วยกระแสของ Oculus VR ที่มาแรง จากการไปโชว์ตัวที่งาน SXSW จนถึง Game Developers Conference  ผู้คนต่างหลั่งไหลมารอต่อคิวเพื่อเล่นเครื่องเล่นนี้ ในมิถุนายนปี 2013 Oculus ได้เงินลงทุน Series A ไปอีก $16  ล้าน จาก Spark Capital และ Matrix Partners โดยมีการตีมูลค่าไว้กว่า  $30 ล้าน จากนั้นใน 6 เดือนต่อมาก็ได้เงินลงทุน  Series B ไปอีก $75 ล้านจาก Andreessen Horowitz และมีการตีมูลค่าเพิ่มเป็น $300 ล้าน

หลังจากนั้นไม่ถึงอีก 1 ปี Mark Zuckerberg ก็ส่งอีเมล์มาคุยเรื่อง VR กับ Palmer และเรื่อง Sci-fi ต่าง ๆ ซึ่งในมกราคมปี 2014 Mark Zuckerberg ก็บินไปที่ออฟฟิสของ Oculus เพื่อลองเล่น Rift จริงๆ  ซึ่งด้วยความสนใจของ Mark Zuckerberg  ต่อ VR และเชื่อมั่นว่า VR จะกลายเป้นสิ่งที่หลาย ๆ คนจะทำต่อไป ทำให้ Mark Zuckerberg เล่าวิศัยทัศน์ของเขาในเรื่องการสื่อสารของมนุษย์และการใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคถัดไปที่เกี่ยวข้องกับ VR ให้กับ Brendan Iribe และ Palmer ฟัง แล้วหลังจากนั้น 2 เดือน Mark Zuckerberg ก็ยื่นข้อเสนอซื้อ Oculus จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดจ่ายเลย $400 ล้าน หุ้นFacebook จำนวนหนึ่ง และเงิน Incentive อีก $300 ล้าน ด้วยหุ้นที่  Palmer มีใน Oculus กว่า 25% ทำให้เขานั้นน่าจะมีเงินกว่า $600 ล้านเลยทีเดียว

แม้ว่า Palmer จะประสบความสำเร็จเช่นนี้ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตแบบธรรมดา โดยสังสรรค์กับเพื่อนที่สนิทของเขา 7 คน และอยู่บ้านที่แชร์กับรูมเมทที่ tony Atherton และใช้เวลาที่บ้านเล่นเกมอย่าง Super Smash Bros ตัว Palmer  ชอบใส่เสื้อลายฮาวาย กางเกงขาสั้น และด้วยเงินของ Facebook กับทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่  Facebook มีทำให้ Oculus กลายเป็นบริษัทที่น่าจับตาขึ้นมาอย่างทันทีในยุคนี้

 

Dollar Shave Club บริษัทมีดโกนไวรัลร้อยล้านดอลลาร์

ใครจะไปคาดคิดว่า มีดโกนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับที่โกนหนวดนั้นก็สามารถเป็น Start up และขายออนไลน์ แถมสร้างกระแสด้วยตัวเองผ่านงบการตลาดที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ที่ขายมีดโกนผ่าน Moderntrade ต่าง ๆ และนี่คือเรื่องราวของ Dollar Shave Club

(more…)

 

GoPro Action Cam สะเทือนโลกถ่ายภาพ 

Nick Woodman ผู้ซึ่งกำลังไปเที่ยวบาหลี ที่อินโดนิเซียในปี 2002 หลังจากล้มเหลวทางธุรกิจที่บริษัทตัวเองนั้นเจ๊งไม่เป็นท่า ก็ได้ออกไปท่องเที่ยวและเล่นเซิร์ฟบอร์ด Nick Woodman ได้ใช้กล้องที่ใช้แล้วทิ้งขนาด 35mm ใส่กล่องกันน้ำ ติดที่ข้อมือเพื่อที่จะถ่ายภาพขณะเล่นเซิร์ฟ แต่ภาพที่ได้ออกมาช่างต่างกับที่เค้าคิดไว้เพราะถ่ายอะไรที่เค้าอยากได้ไม่ติดเลย เค้าคิดว่าถ้ามีสายคาดกล้องดี ๆ นั้นจะทำให้กล้องนั้นถ่ายภาพได้ดีขึ้น เค้าจึงอยากผลิตสายคาดที่จะเอากล้องมาติดได้ และนี่เองเป็นที่มาของกล้อง GoPro

(more…)

 

Shake Shack เบอร์เกอร์ร้านใน Park จนกลายเป็นธุรกิจอาหารมูลค่าพันล้านดอลล์

ในปี 2000 ที่ Madison Square Park ใน New York นั้นกำลังมีโครงการปรับปรุง ซึ่งมีผู้อำนวยการโครงการชื่อ Danny Meyer เป็นผู้ปรับปรุง เค้าได้ปรับปรุงสวนสาธารณะนี้ให้เป็นพื้นที่ชุมชน และมีส่วนแสดงนิทรรศการกับร้านค้าต่าง ๆ กลางใจสวนสาธารณะ ซึ่งมีร้าน Hot Dog เป็นร้านแรกในสวนนั้น

(more…)

© 2017 A MarketPress.com Theme