Chobani ธุรกิจโยเกิร์ตพันล้านดอลลาร์ จากคนลี้ภัยสู่ธุรกิจแบบเพื่อสังคม

จากชายหนุ่มย่านชนบทของตุรกี ที่ครอบครัวเลี้ยงแพะและแกะตามเทือกเขาเพื่อทำชีสแบบ Tulcum หนีภัยการเมืองที่จะมีผลต่อชีวิตมายังอเมริกา มาเป็นเจ้าของกิจการโยเกิร์ตพันล้านดอลลาร์ในอเมริกา ที่ช่วยเหลือชีวิตผู้อพยพหลายร้อนคนให้มีงานทำ นี้คือเรื่องราวอันน่าทึ่งและน่าประทับใจของ Hamdi Ulukaya เจ้าของบริษัทโยเกิร์ต Chobani

Hamdi Ulukaya เติบโตที่ชนบทของตุรกี ที่จังหวัด Erzincan ที่นี้ครอบครัวของ Hamdi Ulukaya ทำการเลี้ยงแพะและแกะ เพื่อทำชีสในแบบ  Tulcum เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ในหน้าหนาวครอบครัวเขาจะมาอยู่ที่ Iliç,  เมืองเล็ก ๆ ใกล้ ๆ แม่น้ำ Euphrates ที่ซึ่งมีรถไฟเข้าถึงเท่านั้นและวิ่งผ่านวันละแค่ 2 หน พอหมดหน้าหนาวครอบครัวจะกลับไปที่ภูเขา Munzur พร้อมกับฝูงสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามทุ่งหญ้าหุบเขา แล้วส่งชีสมาขายผ่านหลังม้า พ่อของ Hamdi Ulukaya เป็นคนที่ได้รับการนับถือเป็นผู้นำชุมชน แม่ของเขาไม่จบชั้นประถมด้วยซ้ำ แต่ก็มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจจิตใจคนอื่นด้วยกัน เมื่ออายุได้ 11 ปี Hamdi Ulukaya ต้องมาเข้าโรงเรียน ด้วยวัยเขาก็มีความอยากรู้อยากเห็นว่าโลกเป็นอย่างไร เขาสงสัยทุกวันว่าเบื้องหลังหุบเขาที่เขาอาศัยอยู่นั้นจะมีอะไรอยู่ และจะเอาเรื่องนี้ไปสร้างเรื่องราวในหัว ซึ่งทำให้เขาอยากออกมาผจญภัยในโลกอย่างมาก

Turkish born Hamdi Ulukaya, CEO of Chobani, pauses as he answers questions during an interview November 17, 2014 in New York. AFP PHOTO/Don Emmert

ด้วยความตั้งใจเรียนและความเก่งของเขา Hamdi Ulukaya สามารถสอบได้ทุนไปเรียนในมหาวิทยาลัย Ankara ในสาขา Political Science ในปี 1991 สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพราะเมื่อเข้าเรียน เพื่อนสนิท Hamdi Ulukaya เป็นกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชน Kurdish ในตุรกี และเป็นที่จับตาและติดตามจากตำรวจในตอนนั้น แม้ว่าเขาจะต่อต้านความรุนแรงและไม่เห็นด้วยกับกลุ่มหัวรุนแรง PKK แต่ด้วยความสนิทกับเพื่อนทำให้ตัวเขานั้นถูกจับตาจากตำรวจเช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อตำรวจเริ่มกวาดล้างกลุ่มหัวรุนแรง และคนที่เขารู้จักในมหาวิทยาลัยเริ่มหายตัวไปโดยไม่กลับมา นั้นเพราะรัฐบาลจับตัวไป เขารู้ว่าถ้าเขาถูกจับตัวไป จะไม่มีวันกลับมาเช่นกัน อาจจะติดคุกยาว ถูกทรมาณหรือถูกสังหารทิ้ง แล้ววันที่เขาถูกจับตัวไปก็มาถึง โชคดีที่เขาสามารถออกมาได้โดยตำรวจได้เตือนเขาเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เขากลัวมาก  Hamdi Ulukaya รู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถอยู่ที่นี้ได้แล้ว เขาตัดสินใจจะหนีตุรกีออกมา ตอนแรก Hamdi Ulukaya ตัดสินใจจะไปยุโรป แต่มีคนบอกว่าลองหนีไปอเมริกาดีกว่า ซึ่งตัวเขาเองไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับอเมริกาเลย และคิดว่าทุนนิยมนี้ละที่ทำให้คนจนขึ้น แต่คนที่แนะนำบอกว่า “อย่าโง่ไป ไปอเมริกาเถอะ” แต่เขายืนกรานจะไปยุโรป จนชายที่แนะนำบอกว่า “ยุโรปก็ไม่ได้ดีกว่า ไปอเมริกาแล้วเรียนภาษาอังกฤษซะ” พร้อมแนะนำบริการที่ช่วยให้นักเรียนไปเรียนต่อที่อเมริกาได้

4 เดือนหลังจากนั้นในตุลาคมปี 1994 Hamdi Ulukaya ในตอนอายุ 22 ปีมาถึงอเมริกาที่เมืองนิวยอร์กด้วยเงินติดตัวเพียง $3,000 กับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็ก ๆ ใบเดียว ที่จะต้องใช้ชีวิตคนเดียว เขาหาที่อยู่แถว Long Island’s Adelphi University แม้ว่าเขาจะพูดอังกฤษไม่ได้เลยสักคำ กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น เข้าใจว่านี้มันต้องยากลำบากมาก ๆ แต่เขาก็พร้อมที่จะรับมือและตื่นเต้นในอนาคตที่เกิดขึ้นเช่นกัน ที่นี่เขาเริ่มเข้าโรงเรียนที่  Long Island และเรียนภาษอังกฤษกับวัฒนธรรมอเมริกัน เพียงแค่เดือนเดียวเงินของ Hamdi Ulukaya ก็หมดไป $1,500 แล้วทำให้เขาต้องประหยัดเงินจนต้องย้ายไปเรียนที่ New York’s public Baruch College และทำงานเสริมเป็นคนขายพรมและปั้มน้ำมันที่ Brooklyn filling station เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเขามาก ๆ เพราะอยู่คนเดียว คิดถึงครอบครัว และไม่สามารถกลับประเทศได้ สิ่งที่ทำได้คืออยู่ไปให้ได้โดยผ่านไปแต่ละวัน แต่ละเดือนแทน

โอกาสของ Hamdi Ulukaya ก็เข้ามา เมื่อครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนให้เขียนเล่าถึงสิ่งที่นักเรียนรู้ดีที่สุด เขาได้เขียนเรื่องการทำชีสไป ซึ่งนี้ไปสะดุดตาครูพอดี เพราะครูมีฟาร์มที่อยู่ที่นอกเมือง และครูได้เชิญเขาไปที่ฟาร์มเพื่อสอนการทำชีส ที่นั้นเป็นครั้งแรกที่ Hamdi Ulukaya รู้ว่าอเมริกาก็มีฟาร์ม และเขาหลงรักที่นั้นมาก จนขอให้ครูจ้างเขาทำงานที่ฟาร์ม โดยมีหน้าที่ดูแลวัว และเขาก็ย้ายไประแวกนั้นแล้วเข้าเรียนที่ SUNY Albany

โอกาสตั้งธุรกิจของ Hamdi Ulukaya เริ่มขึ้นเมื่อ พี่น้อง 1 ใน 5 คนชื่อ Bilal มาหา Hamdi Ulukaya ในปี 1995 และหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็ตามมาเยี่ยม ซึ่งเมื่อมาถึงพ่อเขาก็พบว่าชีสที่นี้ไม่ได้คุณภาพเหมือนที่ทำที่ตุรกี และบอกให้สองพี่น้องนำเข้าของจากตุรกีมาทำที่นี้แทน แม้ว่าในการลงทุนจะไม่คุ้มทุนมาก ๆ แต่ Hamdi Ulukaya ก็คิดว่าจะลองทำดู ในปี 2002 ด้วยเงินที่ครอบครัวส่งมาให้ พี่น้อง  Ulukaya ก็เปิดร้าน feta cheese ชื่อ  Euphrates ที่เมือง Johnstown, New York ซึ่งเพียงไม่กี่ปีหลังจากเปิดร้าน กิจการเล็ก ๆ นี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีรายได้ที่จะสามารถใช้ชีวิตได้สบายขึ้นที่อเมริกา ในวันหนึ่งขณะที่เขาทำงานที่ออฟฟิสของร้าน เขากำลังทิ้งจดหมายต่าง ๆ ลงถังขยะปรากฏว่าเขาสะดุดตากับขยะที่ทิ้งไปชิ้นหนึ่งและรื้อขยะที่ทิ้งไปขึ้นมา นั้นคือใบประกาศชายโรงงานโยเกิร์ตที่เปื้อนรอยชาและบุหรี่ ใบประกาศขายโรงงานนั้นมีรูปพร้อมและอุปกรณ์ให้ครบ ซึ่งเป็นโรงงานของ Kraft ห่างจากที่ทำงานเขาไป 90 นาที เขารีบโทรหาตัวแทนขายทันที ราคาขายโรงงานอยู่ที่ $700,000 ซึ่งราคานี้หาไม่ได้แล้วในอเมริกา และคงไม่มีใครสนใจที่จะซื้อโรงงานอายุ 80 ปีนี้ เขาคุยกับตัวแทนขายไปขอดูโรงงานในวันถัดมาทันที

โรงงานที่เขาไปดูตั้งอยู่ที่ South Edmeston อยู่ริมแม่นำ้ Unadilla และสุสานที่ย้อนไปในศตวรรษที่ 19 โรงงานสร้างมาตั้งแต่ปี 1920 และทำ Philadelphia cream cheese มานานนับหลายปี จนในปี 1980 ทาง Kraft ก็ใช้โรงงานนี้ผลิต Breyers yogurt จนปี 2004 ก็ตัดสินใจปิดโรงงานลง ซึ่งปี 2005 ที่ Hamdi Ulukaya มาดูที่โรงงานนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็หยุดทำงานหมดแล้ว และพนักงานกว่า 55 ชีวิตที่ทำงานกับที่นี้มากว่า 21 ปี ก็จะต้องตกงาน Hamdi Ulukaya รู้สึกเหมือนใครสักคนกำลังจะหมดลำหายใจลง และต้องการคนมาชุบชีวิตขึ้นมา เขารู้สึกมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก และมองเห็นว่าเขาจะปลุกชีวิตที่นี้ขึ้นใหม่และให้สิ่งต่าง ๆ เติบโตจากที่นี้ Hamdi Ulukaya มองเห็นโอกาสจากโรงงานนี้ เขาสำรวจตลาดโยเกิร์ตในร้านขายของอเมริกันมาและพบว่าโยเกิร์ตที่นี้ไม่อร่อย และเขาก็ทำโยเกิร์ตกินเองที่บ้าน เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำที่บ้านน่าจะขายได้ที่นี้ แน่นอนสิ่งที่เขาจะทำคือ Greek Yogurt เขาเอาเรื่องโรงงานและธุรกิจไปปรึกษาทนายแต่ทนายไม่เห็นด้วย เพราะแม้แต่ Kraft ยังปิดตัวแล้ว Hamdi Ulukaya จะทำรอดหรือ แต่หลังจากที่เห็นโรงงาน 6 เดือนเขาก็ทำเรื่องกู้เงินจาก Small Business Administration จนสามารถซื้อโรงงานมาได้

Hamdi Ulukaya ต้องเริ่มเรียนรู้ การทำ Mass Production ซึ่งเขาไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้เครื่องจักรทำงานอย่างไร ไม่รู้ว่าจะทำการตลาดอย่างไร หรือจะขายแบบไหน สิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งแรกคือการจ้างพนักงานที่ Kraft ที่ต้องตกงานจากโรงงานปิดตัวกลับมา ในวันแรกที่ตั้งบริษัทขึ้นมา เค้าไม่รู้จะทำอะไร และยืนอยู่ตรงหน้าพนักงานกลุ่มแรกในวันแรก พนักงานถามว่าเราจะทำอะไรต่อไปดี Hamdi Ulukaya บอกว่า เราจะไปร้านขายสี แล้วซื้อสีขาว ฟ้า และแดงมาทาตึกกัน นี้คือกลยุทธ์ตอนนี้ พนักงานทั้งหมดงง แล้วก็บอกว่า Hamdi Ulukaya น่าจะมีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้ เพราะตึกไม่มีใครสนใจมา 30 ปี ทำไมต้องมาสนใจมันด้วย Hamdi Ulukaya บอกว่าเค้าไม่มีแผนสำรอง และนี้เป็นแผนเดียวในหัวตอนนี้ และการที่มัวแต่หาความคิดและไม่ทำอะไรเลย มันแย่กว่าการทำอะไรสักอย่างออกมา สุดท้ายทุกคนช่วยกันทาสีตึกจนเสร็จ และกลายเป็นสิ่งที่พนักงานทำแล้วภูมิใจที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และจากการทาตึกนี้ก็ทำให้ Hamdi Ulukaya และพนักงานมีไอเดียในการทำบริษัทต่อไป Hamdi Ulukaya บอกว่าเค้าทำตามสุภาษิตโบราณ “when you start walking the way the way appears”

สิ่งที่ทำไปได้ผล เขาได้ไอเดียการทำ Greek Yogurt ในสไตล์ยุโรปออกมา ซึ่งในอเมริกาตอนนั้นจะมี Greek Yokurt ในแบรนด์ชื่อ Fage ที่ได้รับความนิยมอยู่แต่ก็ยังเป็นสไตล์ในแบบอเมริกาอยู่ดี เขาเดิมพันด้วยการที่จะทำ Greek Yogurt ในสไตล์ยุโรปที่ถ้วยแบบเตี้ยและกว้างกว่าถ้วยโยเกิร์ตแบบเดิม และทำฉลากที่แตกต่างจากที่โยเกิร์ตทั่วไปมี ด้วยสีสันสดใส กราฟฟิคที่สวยที่ทำให้สะดุดตาคนออกมา ในปี 2007 โยเกิร์ตถ้วยแรกของ Chobani ก็ออกมาตามร้านขายของแขกในแถว Great Neck, Long Island ซึ่ง Hamdi Ulukaya ตกลงกับร้านในการทดลองขายด้วยสินค้า 150 ชิ้น ซึ่งเมื่อขายวันแรก ปรากฏสินค้าขายดีมากต้องใช้พนักงานเติมสินค้าตลอด 12 ชั่วโมง ตัว Hamdi Ulukaya มีวิศัยทัศน์มากกว่านั้นเขาอยากให้โยเกิร์ตเขาตั้งวางแข่งกับโยเกิร์ตท้องถิ่นหรือแบรนด์ทั่วไปในตอนนั้น แม้ว่าโยเกิร์ตจะแพงกว่า และเขามั่นใจว่าจะขายได้ และสิ่งที่เขาคิดจะเป็นจริง ตั้งแต่นั้นเขาไม่เคยคิดว่าจะขายสินค้าได้ไหม แต่ต้องกลับมาคิดว่าจะผลิตสินค้าทันไหมแทน

พนักงานกว่า 30 คนและตัว Hamdi Ulukaya ต้องทำงานทั้งวันและคืนในปี 2008 เพื่อเติมสินค้าให้เต็ม พยายามหาที่นอนในที่นอนได้ตามโรงงาน ด้วยการที่พนักงานขาดแคลนและการที่กำลังการผลิตขยายตัวอย่างมาก ทำให้ต้องรับพนักงานของ Kraft ทั้งหมดกลับมากับคนที่อยู่ในแถวนั้นมาทำงานแต่ก็ยังไม่พอ เขาต้องหาพนักงานเพิ่มเติมเพื่อธุรกิจที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ในปี 2010 Hamdi Ulukaya ไปที่ศูนย์ผู้อพยพ  Mohawk Valley Resource Center for Refugees (MVRCR) ที่มีคนอพยพจาก Myanmar, Syria, Sudan, Iraq, และ Bhutan หรือถิ่นที่มีความขัดแย้งต่าง ๆ เขาได้ยินว่าคนลี้ภัยและอพยพที่นี้มีความยากลำบากในการหางาน เขาก็ต้องการคนมาทำงานพอดี ซึ่งด้วยการช่วยคนที่กำลังหมดหวังในการหางานเหล่านี้ซึ่งทำให้เขาย้อนนึกถึงตัวเองตอนมาถึงอเมริกาเช่นกัน เขาก็ได้คนาทำงานด้วยเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่ศุนย์อพยพบอกว่า จะมีปัญหามากมาย เพราะคนอพยพพูดต่างภาษา เดินทางไม่ค่อยเป็น และมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน Hamdi Ulukaya บอกว่าเรื่องนี้แก้ง่ายมาก และบอกต่อว่าเขาสามารถให้รถมารับส่งได้ จ้างคนมาเป็นล่ามได้ ที่ Chobani เรายินดีต้อนร้บทุกคน ดูตัวเขาเองก็มาจากต่างถิ่นของโลก ทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี เขาเริ่มรับพนักงาน 5-10 คนจากศูนย์ MVRCR มาทำงานโดยให้มีรถรับส่ง และ Hamdi Ulukaya ก็ใส่ใจในทุกข์สุขของพนักงานทุกคน ด้วยการถามว่ามีปัญหาอะไรไหม กังวลอะไรรึเปล่า ถ้ามีอะไรก็บอก Hamdi Ulukaya ได้โดยตรงเลย

มีเรื่องราวจากพนักงานที่เป็นพี่น้องผู้หญิงสองคนที่หนีจากประเทศตัวเอง พ่อเธอถูกสังหารเลยไม่มีคนดูแล ปกป้องครอบครัว ทำให้ถูกผู้ชายจะฉุดไปเป็นภรรยา เมื่อไม่ยอมจึงถูกขู่ฆ่าและตามทำร้าย พี่น้องทั้งสองคนและแม่เขาจึงได้จ่ายเงินให้คนลักลอบเอาคนหนีออกจากประเทศ ซึ่งทั้ง 3 คน ถูกขนใส่ในรถบรรทุกที่แออัด เดินทาง 16 วัน ไม่มีอาหารและน้ำ ซึ่งในระหว่างการลักลอบนั้นเด็กหลาย ๆ คนที่นั่งข้าง ๆ พี่น้องได้เสียชีวิตไป เมื่อมาถึงชายแดนยูเครนทางคนลักลอบเข้าเมืองได้แยกกลุ่มออก ทำให้คู่พี่น้องพลัดพรากจากแม่ และถูกเอาไปทิ้งที่เมือง  Kiev ที่ทั้งหนาว หิว และไม่มีใครรู้จักเลย ทั้งคู่รอจนไม่ไหวจนต้องขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าที่เข้าใจภาษาที่พี่น้องพูด จนมีคนให้ความชั่วเหลือให้ที่พักและอาหาร ทั้งคู่อยู่ที่นั้น 4 ปี เรียนภาษาอังกฤษและทำงานเป็นล่ามให้ refugee center ในระหว่างนั้นก็พยายามติดตามแม่ของตัวเองด้วย และที่ refugee center ทั้งคู่ก็เจอเจ้าหน้าที่ HIAS จากอเมริกา ซึ่งรับปากจะช่วยเหลือทั้งคู่ จนทำให้ทั้งคู่มาอเมริกา อาศัยที่ Idaho ในปี 2012 ทั้งคู่ได้ยินเรื่องของ Hamdi Ulukaya และหวังว่าจะได้เจอเพื่อได้งานทำ ทั้งคู่ทำอาหารของประเทศตัวเองไปให้ที่ออฟฟิสเพื่อมอบให้ CEO Hamdi Ulukaya โดยคนพี่เป็นคนเอาอาหารไปให้ ซึ่งเขาได้รับประทานและมอบกอดอันอบอุ่นให้ พร้อมให้งานทำที่โรงงาน Twin Falls โรงงานใหม่ที่พึงตั้ง วันหนึ่งขณะที่คนน้องกำลังทำความสะอาดโรงงาน เธอบอกให้คนที่ยืนตรงหน้าเธอหลบไปเพราะจะทำความสะอาดพื้นที่เปียก ซึ่งเธอไม่รู้ว่าคนที่เธอบอกให้หลบนั้นคือ Hamdi Ulukaya เขาหันมาและถามว่า เธอชื่ออะไร และมาจากไหน พอโดนคำถามน้ำตาเธอก็ไหลออกมา Hamdi Ulukaya เข้ามาถามว่าร้องให้ทำไม ทำให้เธอต้องเล่าเรื่องทั้งหมด Hamdi Ulukaya ได้บอกว่า ไม่ต้องกังวลและกลัวอะไรแล้ว เธออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว

Hamdi Ulukaya, founder of Chobani, handed over to his employees stock worth around 10 percent of the company when it is sold or goes public. Credit Alexandra Hootnick for The New York Times

ด้วยนโยบายการรับคนอพยพและลี้ภัยนี้ทำให้โรงงาน Chobani นั้นมีพนักงานกว่า 30% เป็นคนจากประเทศอื่น ๆ (ปัจจุบันมีพนักงาน 2000 คน) และกว่า 400 คนเป็นลี้ภัยอพยพจากประเทศตัวเองมา มีคนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 15 ประเทศ จ้างงานด้วยเงินมากกว่าค่าแรงที่ตามบริษัทอื่นให้กัน ด้วยการที่รับคนอพยพมากมายมาทำงานนี้ ทำให้ Hamdi Ulukaya ถูกขู่เอาชีวิตและทำร้ายจากพวกขวาจัดซึ่งพอหนังสือพิมพ์ The New York Time ตีพิมพ์เรื่องราวของ Chobani ออกไป ทาง Hamdi Ulukaya ก็ได้รับจดหมายสนับสนุนมากมาย และนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเขาเลย เขายังทำโครงการชื่อ Tent Foundation เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ช่วยเหลือคนอพยพโดยมีบริษัทกว่า 70 บริษัทเข้าร่วมไม่ว่าจะเป็น  Airbnb, Cisco, IBM, Unilever, และ UPS และยังบริจาคทรัพย์สินของบริษัท 10% ช่วยเหลือคนอพยพอีกด้วย และอีก 10% พนักงาน  Hamdi Ulukay เชื่อว่าการช่วยเหลือนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ และเป็นสิ่งที่ธุรกิจที่ฉลาดจะทำ เพราะคนอพยพพวกนี้จะทำงานหนัก สู้งานและใส่ใจทุ่มเทเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น แถมจะสื่อสัตย์กับบริษัทที่ช่วยเขาด้วย  จากปี 2008-2012 โรงงาน Chobani แรกก็มีพนักงาน 600 คน ทำโยเกิร์ตกว่า 2 ล้านถ้วยออกมา และปฏิวัติอุตสาหกรรมโยเกิร์ตของอเมริกา ซึ่งทำให้ Danone และ General Mills ที่ไม่ได้ระวังในการเกิดขึ้นของ Chobani ก็สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 1 พันล้านดออลาร์แล้วจากตลาดที่มูลค่ากว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ และกว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ในปี 2016 ที่ผ่านมาก็ทำรายได้ไปกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ครองส่วนแบ่งไปกว่า 36%

ในปี 2015-2016 Chobani ก็มีคนมาติดต่อขอซื้อ หรือเอาเข้าตลาดหุ้นเพราะในช่วงเวลานั้น Danone เข้าซื้อ Stonyfield Farm และ General Mills เข้าซื้อ Annie’s Homegrown แต่ Hamdi Ulukaya ไม่สนใจที่จะขายธุรกิจแม้ว่าจะสามารถได้รับเงินที่ใช้ไปมากมายก็ได้ ซึ่งแม้แต่ PepsiCo ยังเข้ามาขอซื้อแต่ด้วยดีลที่ PepsiCo ของซื้อทั้งหมดและควบคุมในบริษัททำให้ Hamdi Ulukaya ไม่สนใจที่จะขายให้ และยอมที่จะหาเงินทุนตัวเองมาลงทุนในโครงการใหม่ที่เดิมพันสูงแทนเช่นการทำ Chobani’s cafés และการขยายตลาดไปประเทศต่าง ๆ ซึ่ง Hamdi Ulukaya บอกว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครควบคุมบริษัทนี้แทนเขา เพราะถ้าบริษัทไม่มีเขา คงจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เขาจะไม่ยอมให้ใครมาตีกรอบว่าจะต้องทำอะไร สิ่งที่ Chobani เป็นคือการต้องเป็นอิสระ และอิสระที่จะทำธุรกิจในทางที่ถูกต้อง

Hamdi Ulukaya มอง Chobani ว่าไม่ได้เป็นแค่บริษัททำ Yogurt แต่เป็นบริษัทที่ทำให้ชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น เขามองว่าบริษัทจะแสดงว่าถึงสิ่งที่คุณรับประทานจะดีขึ้นยังไง สังคมเราจะดีขึ้นยังไง และเราดูแลคนในบริษัทเราอย่างไรให้ดีขึ้นอีกด้วย Hamdi Ulukaya บอกว่าธุรกิจของเขาความเร็วคือหลักการสำคัญและเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเข้าได้เปรียบ ความเร็วในการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ทำให้คู่แข่งนั้นตามไม่ทัน แม้ว่าเขาจะเกลียดการแข่งขัน แต่เขาบอกว่าการสร้างคู่แข่งขึ้นมาจะทำให้เขาต้องพัฒนาตลาดเวลา เพื่อกำขัดคู่แข่งไป แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เข้าต้องการทำสิ่งที่ถูกในธุรกิจนี้ขึ้นมา เขาไม่ชอบไอเดียของ Big Food ที่ทำอาหารที่ไม่สนใจสุขภาพของผู้บริโภค

ด้วยปรัชญาการทำงานของ Hamdi Ulukaya จาก Chobani ทำให้ Chobani กลายเป็นบริษัทโยเกิร์ตที่มีนวัตกรรมในยุคนี้จาก FastCompany 

 

เรียบเรียงจาก Fastcompany 

© 2017 A MarketPress.com Theme

%d bloggers like this: