สรุปงาน SXSW 2017 แบบเจาะลึกสำหรับคนไม่ชอบความสำเร็จรูป

ในช่วงวันที่ 7 มีนาคม – 20 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน SXSW ปี 2017 ซึ่งทื่บริษัท Phoinikas ส่งไปร่วมงาน โดยจัดที่เมือง Austin รัฐ Texas ซึ่งปีนี้แนวงานนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อน ๆ ค่อนข้างมาก เพราะเป็นปีที่บัตรเข้างานที่แตกต่างกัน สามารถเข้าไปร่วมงานในหมวดบัตรอื่นได้ด้วย ทำให้ Theme ปีนี้ค่อนข้างจะออกไปแนวเป็น Convergence ของของทุกเรื่องเข้าด้วยกัน โดยสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดมันจะเชื่อมกันด้านใดด้านหนึ่งเช่นการตลาดต้องเข้าใจ storytelling ของผั่ง Film หรือต้องเข้าใจการใช้เสียงเพลงของฟัง music และกลับกันด้านฝั่ง Film กับฝั่ง Music ก็ต้องเข้าใจเรื่องราวเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการตลาดในยุคใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองอีกด้วย ทำให้ปีนี้ใครที่ไปร่วมงานจะสามารถเจออะไรที่สามารถสร้างความเข้าใจต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ด้วย

ทั้งนี้ข้อเสียของปีนี้ก็คือ การที่แบรนด์และเอเจนซี่ต่าง ๆ ถอนตัวจากการที่ขึ้นไปพูดบนเวที หรือการจัดบูธกิจกรรมต่าง ๆ ออกมา และมีบูธจากแบรนด์ที่โชว์นวัตกรรมนั้นลดลงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของงานนั้นก็กลับมาอยู่ที่เรื่องราวของเทคโนโลยีเต็ม ๆ และสตาร์ทอัพต่าง ๆ ก็มากันเพียบ

งาน SXSW จะแบ่งงานเป็น 4 ช่วงใหญ่ ๆ คือเริ่มตั้งแต่ Interactive ที่จะเป็นสายการตลาดและเทคโนดลยีที่เข้ามาฟังกันเป็นส่วนมาก จะเป็นสายที่ไฮโซสุด แบบกินดี อยู่ดีกัน ต่อมาคือฝั่ง Film ที่จะเป็นการเปิดตัวทั้งภาพยนต์และสารคดีต่าง ๆ ซึ่งปีนี้มีดาราดัง ๆ อย่าง Ryan Gosling และ Michael Fassbender มาโปรโมทหนังของตัวเอง มี Ridley Scott มาเปิดตัวภาพยนต์ Alien หรือสารคดีของ Bill Nye the Science Guy ที่มาเปิดตัวสารคดีตัวเอง รวมทั้งหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) ที่มาเปิดตัวสารคดีเช่นกัน จากนั้นก็จะเป็นฝั่ง Music ที่มีคอนเสิร์ตมากมาย มีค่ายเพลงจากประเทศต่าง ๆ มาเปิดตัว อย่างเช่น SM Entertainment เอา Red velvet มาเปิดตัว สุดท้ายคือเรื่อง Convergence ที่จะเป็นหัวข้อที่ทุกเรื่องรวมกัน และสาามารถต่อยอดไปในหลาย ๆ เรื่องได้

ทั้งนี้จากสัมมนาและเปิดตัวภาพยนต์ วงดนตรีต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น Exhibition ที่เป็นงานโชว์เทคโนโลยี ขายของ รวมทั้งเกมและ Festival ที่เป็นงานปาร์ตี้ต่าง ๆ ทั้งเวทีการแสดงตลก รวมทั้งการเปิดบ้านของแบรนด์และเอเจนซี่ที่มาร่วมงานมากมายทำให้คนเข้าไปเห็นนวัตกรรม หรือได้สอบถามนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ด้วย

ผมบินไปถึง Austin วันที่ 8 มีนาคม 2017 ซึ่งที่ Austin นี้ไม่มีบริการ Uber และ Lyft เพราะผู้ให้บริการ 2 เจ้านี้ไม่ยอมให้ผู้ขับขี่รถยนต์ของบริการตัวเองต้องทำประวัติกับทางเมืองไว้ ทำให้ไม่สามารถให้บริการที่เมือง Austin ได้ คนที่ไปต้องเลือกบริการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใน Austin แทนเช่น RideAustin, Fasten, Wingz, Chariot และอื่น ๆ มากมาย ซึ่งผมเลือกบริการของ RideAustin ในการเข้าเมือง ในวันที่  9 มีนาคม 2017 เป็นวันที่ทาง SXSW แนะนำให้มารับ Badge ที่ Austin Convention Center  ซึ่งเป็นสถานที่หลักในการจัดงาน เพราะจะเป็นวันที่คนมารับน้อยมาก ๆ โดยใน Badge จะฝัง RFID ไว้ตอนแสกนเข้าห้องสัมมนา และมีบัตรอาหารกับ กระเป๋า Tote ที่ใส่เอกสารงานต่าง ๆ เอาไว้ให้ ทั้งนี้ในเมือง Austin เพื่อการคมนาคมในระหว่างงานที่สะดวก ผู้ร่วมงานสามารถเช่าจักรยานของ Bcycle หรือใช้บริการ 3 ล้อของเมืองก็ได้

งานสัมมนาที่แบบจริงจังนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 10-17 มีนาคม 2017 ซึ่ง จะเริ่มมีบูธต่าง ๆ ที่ชวนคนมาร่วมสนุกและแจกรางวัลต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mazda, Esurance หรือ Budweiser ใน Austin Convention Center และบริเวณรอบ ๆ ที่มีกิจกรรมจากแบรนด์และประเทศต่าง ๆ ที่มาเช่าสถานที่ในเมืองเพือ่เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและรู้จักกับบริษัทในประเทศตัวเอง อีกด้วย ในส่วนวันท้าย ๆ จะกลายเป็นงานเรื่องดนตรีหมดแล้ว

ทั้งนี้ในงานนั้นผมได้เข้าฟัง Keynote ของ

  • Gary Vaynerchuk ที่ขึ้นเวทีมาตอบคำถามสด ๆ ของคนที่มาฟังว่าอยากได้คำแนะนำในธุรกิจอย่างไร ซึ่งประเด็นที่ตอบนั้นมีมากมาย เช่น การทำ Marketing ตอนนี้ควรสนใจในสื่อที่กลุ่มเป้าหมายนั้นอยู่ หรือการทำธุรกิจนั้นอย่าไปฟังคนที่มาทำลายกำลังใจ เพราะเป็นเกมที่มองกันในระยะยาว

  • Adam Grant ที่ขึ้นเวทีมาเล่าเรื่องว่าความ Originals มาจากไหน และคนที่สร้างบริษัทส่วนใหญ่มาจากการทำงานที่เป็นนอกเวลามากกว่าลาออกไปทำเต็มเวลา รวมทั้งว่าคนที่เป็น Giver นั้นจะไปได้ไกลกว่า Taker อีกด้วย

จากหัวข้อเหล่านี้จะเป็นหัวข้อสัมมนาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ คือ

  • Netflix ที่มาเล่าเรื่องแนวคิดในการสร้าง Max  และทำไมถึงฆ่า Max ทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องของ Cost of investment ล้วน ๆ แต่บทเรียนของ Max ทำให้สามารถสร้างบริการที่เข้าใจผู้บริโภคเพิ่มได้มากขึ้น ซึ่งด้วยผลของ Max นี้เองที่ส่งผลมาเรื่อง A/B Testing อีกด้วย ที่ Netflix นั้นจะทำการเทส A/B Testing ทุกอย่างเพื่อสร้างหน้าตาที่ทำให้ผู้บริโภคใช้งานได้ดีที่สุด ซึ่งจะมีการดีไซน์ตั้งแต่ออกไปให้สุดและแบบเซฟตัวเอง แล้วหาจุดกึ่งกลางพอดีที่ออกมาแล้วทำให้ผู้บริโภคนั้นใช้งานดีที่สุดออกมา ซึ่งทีมทำ A/B Testing นี้มีกว่า 100 คนอีกด้วยและใช้ระบบ Automation ในการทำงาน
  • CTO ของ IBM มาเล่าเรื่อง AI watson ของ IBM ที่สร้างมาเพื่อเรียนรู้อารมณ์ของมนุษย์ว่าจะเข้าใจและปฏิสัมพันธ์กับอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างไร ตั้งแต่ในระดับการคุยด้วยเสียง จนถึงระดับการพิมพ์ออกมา พร้อมสามารถปฏิสัมพันธ์กลับเพื่อให้กำลังใจมนุษย์ หรือแนะนำมนุษย์ที่ใช้งานให้สามารถโต้ตอบกับคนปลายทางให้เหมาะสมขึ้น และยังสามารถนำมาใช้วิเคราะห์คนต่าง ๆ ออกมาเป็นข้อมูลเพื่อใช้งานด้านอื่น ๆ ต่อไปอีกมากมาย
  • Fjord ที่มาเล่าเรื่อง Trend ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่มองว่าการสร้างแบรนด์ที่ต้อง Doing มากกว่า Talking โดยยกตัวอย่างของ Beyonce ที่โชว์ให้เห็นแบรนด์ตัวเองว่าเป็นอย่างไร ผ่านการกระทำในการให้ข่าวและการแสดงในอัลบั้มใหม่ออกมา นอกจากนี้คือการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า Nudge ออกมา หรือการใช้สิ่งที่เรียกว่า Behavioral Economic เหมือนที่ Dan Ariely ใช้เพื่อสร้างการตลาดที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนจริง ๆ
  •  MIT & The Moth, OgilvyPR และ T1Agency ที่มาพูดถึงเรื่องการทำ Storytelling ที่มีผลต่อสมองว่าต้องทำอย่างไร และยุคนี้ใช้เครื่องมือมากมายเพื่อสร้าง Storytelling และ Content Marketing ที่มีความหมายและได้ผลต่อผู้บริโภคที่ทำให้เกิด Action จริง ๆ ไม่ใช่แค่ Viral หรือเกิดการรับรู้ก็จบ แต่ต้องเกิดการประทับในความทรงจำและทำให้เกิดกระตุ้นความอยากหรือสร้างความต้องการกับแบรนด์ขึ้นมาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้หลักการทางจิตวิทยาและ neuroscience มาเกี่ยวข้องอย่างมาก หรือกระบวนการใช้วิธีการ ASMR มาสร้างวิดีโอที่มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก
  • CI&T ที่มาเล่าถึงการทำ Design Sprint และการทำ Design Thinking ในออฟฟิศ ว่าควรจะเริ่มการทำได้อย่างไร และมีผลต่อการทำงานให้ดีขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสามารถเริ่มโดย Pilot Project เพื่อวัดว่าได้ผลไหม จนขยายมาทำทั้งบริษัทที่สามารถทำให้ได้งานที่ดีและรวดเร็วขึ้นมาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ก็ยังมีหัวข้อปลีกย่อยอย่างมากมาย เช่นการทำ Offline first หรือ Brand Doing good จนถึง UX/UI ที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตจากการที่มนุษย์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอนในการปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีในตัวเอง

นอกจากหัวข้อสัมมนา ก็มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายจากการเปิดบ้านในช่วง 10-14 มีนาคม 2017 เป็นส่วนใหญ่ บางส่วนมาเปิดจนถึง 18 มีนาคม 2017  (หลาย ๆ ส่วนพลาดไป ไปไม่ทันในช่วงเวลา) เช่น

  • Google Fiber เปิดออฟฟิศให้คนไปเยื่ยมชม ลอง Google Daydream และใช้งาน Google Fiber
  • Youtube เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและลองอัดวิดีโอในงาน
  • IBM ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้คนได้เข้าไปเยี่ยมชม
  • Fjord ที่เปิดออฟฟิศ โชว์ส่วนการผลิตนวัตกรรมต่าง ๆ ออกมา 
  • Gatorade และ Addidas ที่โชว์นวัตกรรมด้านนักกีฬา
  • Dell ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม
  • HBO ที่มาโชว์เกม และภาพยนต์ The Mummies ที่มาโชว์ VR
  • Levi’s และ Google ที่มาโชว์ Jacquard 

จากงานโชว์เปิดบ้านต่าง ๆ ก็มีการออกบูธต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

  • เวที Startup ที่มี Startup มาโชว์นวัตกรรมตัวเองอย่างมากมาย เช่น VR/AR/MR หรือการทำ Voice Snap หรือตุ๊กตาและของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
  • มีเวที Tradeshow ที่ให้บริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเปิดบูธมากมาย เพื่อหา VC, ลูกค้า และคนที่สนใจได้เข้ามาพูดคุย
  • การเปิดบ้านของประเทศต่าง ๆ ที่รวมบริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในประเทศตัวเองต่าง ๆ มาโชว์สินค้าและพูดคุย
  • มีการ Hijack ของ Startup ที่ไม่ได้ Sponsor งานแต่สามารถไปร่วมได้เช่น Casper, Shopgate และอื่น ๆ มากมาย

จากเวทีโชว์สินค้า ก็มีมีเวทีเกม ที่ให้คนนั้นมาเปิดตัวเกมต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่ง hilight ปีนี้คือ Nintendo Switch และเกม VR ในแบบต่าง ๆ มากมาย ที่น่าสนใจคือการส่งเสริมให้เด็กเล่นเกมจนเป็นอาชีพในแบบที่เล่นอาชีพจนถึงมาเป็นนักพัฒนาเกมหรือกราฟฟิคอีกด้วย

งานยังมีฝั่งเพลงที่เปิดตัวตามย่านผับและบาร์ของเมือง ที่จะมีศิลปินที่มาแสดง SXSW มาร่วมแสดงอีกด้วย ซึ่งงานดนตรีนั้นจะจัดรอบบ่ายไปจนถึงเช้าอีกวันก็มี ทำให้ใครอยู่นี้ต้องเป้นสายกลางคืนหรือมีพลังจากงานสัมมนามาเลย

ทั้งนี้งานยังมีส่วนที่เอา foodtruck มาร่วมให้คนได้สนุกกัน รวมทั้งการปาร์ตี้จากแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Mashabel หรือ YSL หรือ Verb ที่จัดในย่านดนตรีหรือใกล้ ๆ  Austin Convention Center ซึ่งใครจะเข้าต้องพกหลักฐานยืนยันว่าเกิน 18 ปีแล้ว

จากงานทั้งหมดนี้ถ้าให้เล่าแบบละเอียดคงต้องเล่าเยอะมาก เพราะงานนั้นใหญ่มากแบบจัดทั้งเมือง และมีรายละเอียดต่าง ๆ มากมายใน 10 วันที่เกิดขึ้น ซึ่งผมแนะนำเลยว่าถ้าใครมีโอกาส ควรไปร่วมงานเพื่อเห็นว่า Tech ในอนาคตจะไปทางไหน และสามารถมองเห็นอะไรที่เชื่อมโยงกันได้อย่างมากเลย ซึ่งก่อนจะไป ผมแนะนำให้อ่าน การเตรียมตัวที่ผมให้ไว้และหมั่นอัพเดทตารางงานในงาน หาบทความจากเอเจนซี่และแบรนด์ต่าง ๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในงานด้วยก็ดี 

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พาเดินเที่ยวงาน SXSW 2017 เทศกาลรวมคนสาย Interactive ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

5 เรื่องที่พูดถึงกันมากสุดจากประสบการณ์ตรงงาน SXSW 2017

© 2017 A MarketPress.com Theme

%d bloggers like this: