Palmer Luckey ชายคนนี้ไม่ได้มาด้วยโชคในการทำ Oculus Rift

Oculus Rift บริษัทที่ Facebook ซื้อเข้ามาด้วยมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีสินค้าหรือรายได้เข้ามา แต่ Facebook มั่นใจในวิศัยทัศน์และอนาคตที่ Founder บริษัทนี้สร้างขึ้นมาในเรื่อง VR และ Founder นี้ชื่อว่า Palmer Luckey

Palmer Luckey นั้นเป็น Startup Billionaire Founder ที่แตกต่างจากคนอื่น เพราะชีวิตการสร้าง Startup ของ Palmer นั้นไม่ได้เริ่มต้นในโรงรถ หรือหอในมหาวิทยาลัยดังเช่น Startup Founder คนดังอื่น ๆ แต่ Palmer เป็นผู้หลงใหลในเรื่องเทคโนโลยีอุปกรณ์มาตั้งแต่แต่เด็ก ซึ่ง Palmerนั้นมีพ่อเป็นคนขายรถยนต์และมีแม่เป็นแม่บ้าน เขาได้รับการศึกษาแบบ homeschool มาโดยตลอด และที่บ้านกับพี่น้องเขาเองก็ส่งเสริมให้เขานั้นทำตามสิ่งที่อยากทำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนร้องเพลงโอเปร่า ร้องเพลงในเรือกอนโดล่าให้นักท่องเที่ยว เล่นกอล์ฟ นอกจากนี้เวลาว่างของ Palmer นั้นคือการเล่นเกมต่าง ๆ และเกมที่โปรดของเขาที่สุดคือ Chrono Trigger และ GoldenEye 64 อีกด้วย ทั้งนี้ Palmer  ไม่ต่างจากคนที่โตมาในยุคนี้ที่ได้เจอวัฒนธรรมภาพยนต์ sci-fi อย่างเรื่อง The Matrix และ The Lawnmower Man ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจที่จะนำเขามาสู่โลก VR

ด้วยวัฒนธรรมต่าง ๆ ของโลก Sci-fi และวิดีโอเกม ทำให้ Palmer  เริ่มสนใจใน VR อย่างมาก เขาคิดว่าเทคโนโลยีนี้นี่มันสุดเจ๋ง และคิดว่าต้องมีฐานทัพลับอเมริกาสักที่ทดลองเรื่อง VR นี้อยู่อย่างแน่นอน ด้วยความที่เทคโนโลยี VR นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และมีมานานแล้ว ทำให้ Palmer นั้นหาวิธีที่จะหาเครื่อง VR เก่า ๆ ที่เคยออกมา ซึ่งเขาใช้ ebay ในการหา VR เก่า ๆ เหล่านี้ซึ่งครั้งที่เปิดตัวใหม่ ๆ ขายกว่า   $97,000 แต่ในตอนนี้ขายแค่ $87 และเพื่อที่จะหาเงินมาซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ได้ Palmer ใช้วิธีการศึกษาวิชาไฟฟ้าเบื้องต้น และทำเงินกว่า  $30,000 โดยซื้อ iPhone พัง ๆ มาซ่อมแล้วปล่อยขายใหม่เพื่อเอากำไรกลับมา

เมื่อได้อุปกรณ์ VR เก่า ๆ เหล่านี้มา Palmer จัดการใช้วิชาไฟฟ้าที่เรียนรู้ในการดัดแปลงให้อุปกรณ์นี้ดีขึ้น จากอุปกรณ์ที่หนัก เลนส์ไม่ดีมาทำให้ดีขึ้นโดยการใช้เลนส์ต่าง ๆ ออกมา หรือสลับดัดแปลงจากอุปกรณ์ VR ยี่ห้อต่างๆ  เข้าด้วยกัน ด้วยเวลาที่ใช้ทำให้เค้าได้อุปกรณ์ VR ที่ดีกว่าในอดีตมาไว้ลองพัฒนาต่อ ซึ่งพอปี 2009 Palmer นั้นได้เข้ามหาวิทยาลัย Cal State เขาเข้าศึกษาที่คณะวารสาร และใช้เวลาว่างในการพัฒนาตัวต้นแบบ VR ที่เขาเรียกว่า PR1 หรือ Prototype One  และความคลั่งไคล่ของเขานำพาเขาไปเจอกับผู้บุกเบิกในเรื่อง VR ในปี 2011 โดยได้ไปทำงาน Parttime กับ Mark Bolas ที่วิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัย Southern California ซึ่งที่นั้นกำลังทำวิจัยในการปรับปรุงอุปกรณ์ VR ให้ดีขึ้น และนวัตกรรมของที่นี้ให้เป็น Open Source ทั้งหมด  Palmer เข้าไปเรียนรู้และรับเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับปรุงของตัวเอง

เมษายนปี 2012 Palmer Luckey ก็สร้างตัวต้นแบบตัวที่หกออกมา และตั้งชื่อว่า The Rift ที่คาดหวังว่าจะเป้นสะพานเชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ความสำเร็จของ Palmer Luckey นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีความล้มเหลวและบทเรียนต่าง ๆ ให้เรียนรู้ในการทำ VR มากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แถมวัฒนธรรม Startup ที่ทำหใ้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ  Palmer Luckey เข้าไปหาความรู้และขอการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากเว็บบอร์ดชื่อ MTBS3D, หรือ “Meant to Be Seen in 3-D” และด้วยเว็บบอร์ดนี้ทำให้ Palmer เจอกับ John Carmack ที่ทำบริษัท id Software ในปี 1991 และเป็นผู้พัฒนาเกม Doom และ Quake ซึ่งในเมษายนปี 2012   John Carmack ได้ติดต่อ Palmer เพื่อขอยืมหรือซื้อตัวต้นแบบของเขาไปออกงานได้ไหม

Palmer ส่งตัวต้นแบบ  Rift ให้ John Carmack ตัวนึงและ 2 เดือนต่อจากนั้น ณ งานวิดีโอเกม E3 ที่ LA John Carmack ได้เดโมเกม Doom 3 ของเขาบนเครื่อง Rift  และ John Carmack นั้นพูดชมเครื่อง Rift ให้คนในงานนั้นฟัง ทำให้กระแสของ Rift นั้นแพร่กระจายไปทั่วงานอย่างทันที และเสียงนั้นก็ไปถึง Brendan Iribe ซึ่งเป็น Chief Product Officer ของบริษัท game-streaming ชื่อ Gaikai ได้ติดต่อขอเจอ Plamer  ในงานแล้วได้ลองเล่น Rift จนประทับใจ จึงได้ติดต่อขอลงทุนในบริษัทของ Palmer จำนวนไม่กี่พันดอลลาร์ในตอนนั้น และเป็น Seed Fundung mujทำให้บริษัท Oculus VR นั้นเกิดขึ้นมา

แต่ด้วยเงินแค่นั้นยังไม่พอที่จะทำให้ Rift ตัวต้นแบบนั้นสำเร็จได้ Palmer จึงได้คิดหาทางที่จะหาเงินทุนจำนวนมากที่จะทำให้โครงการนั้นสำเร็จได้ ซึ่งทำให้เขาหันเข้าหา Kickstarter ในการระดมทุนให้ได้ $250,000 เพื่อทำให้ต้นแบบนั้นสำเร็จ แต่ Kickstarter นั้นไม่อนุญาตให้ลงทุนในบริษัททำให้ Palmer ระดมทุนในโครงการเป้นการขายตัวต้นแบบที่นักพัฒนาจะเอาไปพัฒนาใส่ software ตัวเองต่อได้ในราคา $300 ซึ่งทำให้เขาได้เงินทุนมาพัฒนาบริษัทโดยไม่ต้องเสียหุ้นบริษัทสักนิดเดียว ปรากฏว่าเมื่อเขาเอาโครงการ Rift ลงใน Kickstarter ภายในเวลา 2 ชั่วโมงการระดมทุนก็สามารถได้เงินไป $250,000 ในขณะที่ทำการระดมทุนในวันแรกที่   Kickstarter ตัว Palmer เองก็ไปออกงานที่ QuakeCon gaming convention ที่ดาลัส เท็กซัส โดยที่บูธไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย แต่ปรากฏว่ามีคนมาต่อคิวรอเล่นจำนวนมาก ซึ่งคนต้องรอคิวอย่างต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นกำลังเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่แน่นอน และเมื่อจบเดือนนึงใน Kickstarter ทำให้เขาได้เงินไปกว่า $2.4 ล้าน จากคนลงเงินทั้งหมด  9,522 คน ทำให้ฝัน Startup ของ Palmer เริ่มเป็นจริงอย่างแน่นอน

ปัญหาคือ Palmer นั้นอายุยังน้อยและรู้ตัวว่ายังไม่มีความสามารถในการบริหาร เขาจึงได้เชิญให้ Brendan Iribe ที่เคยมาลงทุนในบริษัทให้มาเป็น CEO และให้ John Carmack เป็น CTO และตัวเขาเองเป็น Founder ของบริษัทแทนและโฟกัสในการทำ VR ให้เป็นจริง ด้วยกระแสของ Oculus VR ที่มาแรง จากการไปโชว์ตัวที่งาน SXSW จนถึง Game Developers Conference  ผู้คนต่างหลั่งไหลมารอต่อคิวเพื่อเล่นเครื่องเล่นนี้ ในมิถุนายนปี 2013 Oculus ได้เงินลงทุน Series A ไปอีก $16  ล้าน จาก Spark Capital และ Matrix Partners โดยมีการตีมูลค่าไว้กว่า  $30 ล้าน จากนั้นใน 6 เดือนต่อมาก็ได้เงินลงทุน  Series B ไปอีก $75 ล้านจาก Andreessen Horowitz และมีการตีมูลค่าเพิ่มเป็น $300 ล้าน

หลังจากนั้นไม่ถึงอีก 1 ปี Mark Zuckerberg ก็ส่งอีเมล์มาคุยเรื่อง VR กับ Palmer และเรื่อง Sci-fi ต่าง ๆ ซึ่งในมกราคมปี 2014 Mark Zuckerberg ก็บินไปที่ออฟฟิสของ Oculus เพื่อลองเล่น Rift จริงๆ  ซึ่งด้วยความสนใจของ Mark Zuckerberg  ต่อ VR และเชื่อมั่นว่า VR จะกลายเป้นสิ่งที่หลาย ๆ คนจะทำต่อไป ทำให้ Mark Zuckerberg เล่าวิศัยทัศน์ของเขาในเรื่องการสื่อสารของมนุษย์และการใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคถัดไปที่เกี่ยวข้องกับ VR ให้กับ Brendan Iribe และ Palmer ฟัง แล้วหลังจากนั้น 2 เดือน Mark Zuckerberg ก็ยื่นข้อเสนอซื้อ Oculus จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดจ่ายเลย $400 ล้าน หุ้นFacebook จำนวนหนึ่ง และเงิน Incentive อีก $300 ล้าน ด้วยหุ้นที่  Palmer มีใน Oculus กว่า 25% ทำให้เขานั้นน่าจะมีเงินกว่า $600 ล้านเลยทีเดียว

แม้ว่า Palmer จะประสบความสำเร็จเช่นนี้ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตแบบธรรมดา โดยสังสรรค์กับเพื่อนที่สนิทของเขา 7 คน และอยู่บ้านที่แชร์กับรูมเมทที่ tony Atherton และใช้เวลาที่บ้านเล่นเกมอย่าง Super Smash Bros ตัว Palmer  ชอบใส่เสื้อลายฮาวาย กางเกงขาสั้น และด้วยเงินของ Facebook กับทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่  Facebook มีทำให้ Oculus กลายเป็นบริษัทที่น่าจับตาขึ้นมาอย่างทันทีในยุคนี้

© 2019 A MarketPress.com Theme

%d bloggers like this: