Dollar Shave Club บริษัทมีดโกนไวรัลร้อยล้านดอลลาร์

ใครจะไปคาดคิดว่า มีดโกนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับที่โกนหนวดนั้นก็สามารถเป็น Start up และขายออนไลน์ แถมสร้างกระแสด้วยตัวเองผ่านงบการตลาดที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ที่ขายมีดโกนผ่าน Moderntrade ต่าง ๆ และนี่คือเรื่องราวของ Dollar Shave Club

เรื่องราวนั้นเริ่มขึ้นกับชายที่มีชื่อว่า Michael Dubin ชายผู้ซึ่งจบการศึกษาใหม่ ๆ แล้วเข้าทำงานที่ NBC เป็นผู้ดูแล Facebook โดยทำหน้าที่เป็นคนเขียนข่าวและงานโปรดักชั่นต่าง ๆ ระหว่างนั้นเขาได้เข้าไปเรียนการแสดงตลก ซึ่งหลังจากทำงานที่ NBC สักพักเค้าก็ย้ายไปทำงานให้ Time Inc. ในฐานะ Digital Marketing และทำ Content marketing ให้กับ Gatorade, Nike , Nintendo และ  Video Marketing ให้กับ Gillette และ Capital One อีกด้วย

ในวันหนึ่งของปี 2010 Michael Dubin ได้ไปเที่ยว Party และได้เจอกับ  Mark Levine ชายคนนี้ทำงานเกี่ยวการผลิตที่โรงงาน แล้วได้คุยกันถึงเรื่องว่า ผู้ชายนั้นเสียเงินกับเรื่องโกนหนวดไปมากแค่ไหน และการจะซื้อมีดโกนหนวดยากแค่ไหน แล้วทำไมมีดโกนหนวดมันแพงจัง ทั้งคู่แลกเปลี่ยนทัศนคติกันว่าบริษัทใหญ่ที่พูดถึงเทคโนโลยีใบมีดต่าง ๆ นั้น มีใครแคร์หรือไม่ ด้วยความเห็นทั้ง 2 ในคืนนั้นที่ตรงกัน ทำให้ทั้งคู่คิดว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะเจาะตลาดนี้ เลยจับมือก่อตั้งบริษัทขึ้นมา ทั้งคู่นั้นคือส่วนผสมที่ลงตัวเพราะคนนึงทำงานด้านการผลิตเนื้อหาและการตลาดและอีกคนนึงทำด้านการผลิตในโรงงาน

ตลาดใบมีดโกนนั้นมีมูลค่ากว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วย Business Model ที่ตัดคนกลางออก ตัดค่าวางจำหน่ายและงบการตลาดที่มากมายออกไปทำให้มีดโกนที่ราคาแพง ๆ นั้นเหลือลงในราคาไม่กี่ดอลลาร์เท่านั้นเอง ซึ่งทำให้เค้าสามารถสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้อย่างสบาย ทั้งคู่มีรูปแบบธุรกิจที่ให้คนที่เป้นสมาชิกสามารถจ่ายเงินตั้งแต่ 1-9$ ต่อเดือนเพื่อเลือกใบมีดโกนแบบที่อยากได้ ได้

Dollar-Shave-Club

Michael Dubin และ Mark Levine ก่อตั้งบริษัท Dollar Shaving Club ด้วยเงินทุน 35,000$ ในมกราคมปี 2011 เพื่อลงทุนในการทำเว็บไซต์ การตลาดและการมีสต๊อกสินค้าไว้ในมือ เมื่อมีต้นทุนอะไรแล้วจึงได้หา Invester เพิ่มเติมจนได้ start-up incubator ชื่อ Science Inc. มาลงทุนอีก 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ บริษัทจึงเริ่มมีทุนที่จะทำอะไรต่อไปและเริ่มเดินเครื่องการทำงานเต็มที่ในกรกฏาคม 2011 นั้นเอง หลังจากเริ่มเว็บไซต์ไป 8 เดือนโดยการใช้ Apartment ตัวเอง และพิสูจน์สมมติฐาน Business Model ของตัวเองว่าสามารถทำได้

ปลายปี 2011 Michael Dubin เอาเงินทุนจำนวน 4,500$ นั้นมาลองสร้าง Pitching Video (ถ่ายทำวันเดียว) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการระดมทุนครั้งต่อไป ซึ่งวิดีโอนี่เป็นจุดเปลี่ยนเกม เพราะทำให้ได้ Investor มาลงทุนอีก 1,000,000$ ซึ่งเป็นเงินทุนที่ได้มาจาก  Kleiner Perkins, Andreesen Horowitz, Shasta Ventures และ Forerunner Ventures ซึ่งวิดีโอนี้เป็นผลจากการสั่งสมประสบการณ์จากการที่ Michael Dubin เป็นคนผลิตและทำ digital marketing ให้หลายที่มา รวมทั้งการไปเรียนที่โรงเรียนการแสดงตลก ทำให้เค้าได้เรียนรู้เรื่องการ Pitching ว่า

“I think once they saw that video, they understood that I was a guy who understood brand and marketing and how to speak with a clear voice about our core offer.”

นอกจากนี้เค้ายังได้เรียนรู้การทำ Video Marketing นั้นต้องการอารมณืขันอย่างมากในการทำให้วิดีโอนั้นกระจายตัวไวรัลไป

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=ZUG9qYTJMsI[/youtube]

ด้วยวิดิโอเดียวกันนี้ที่มีสโลแกนว่า “Our blades are fucking great” Michael Dubin ปล่อยวิดีโอลงในโลกออนไลน์เวลา 6 โมงเช้าในวันที่ 6 มีนาคม 2012 และได้ผลตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้ง Techcrunch, SXSW เอาไปพูดถึง  จนทำให้เว็บไซต์นั้นล่มในเวลาภายใน 1.30 ชั่วโมง ซึ่งฝันของเขาจะกลายเป็นฝันร้ายทันทีถ้าไม่สามารถกู้เว็บกลับมาได้ภายใน 24 ชั่วโมง และในวันถัดมา Michael Dubin ก็ทำสำเร็จ และพบว่ามีคนลงทะเบียนเพื่อเป็นสมาชิกเว็บไซต์  Dollar Shave Club กว่า 12,000 คน และสินค้าหนังหมดสต๊อกภายใน 6 ชั่วโมง

Screen Shot 2558-07-12 at 7.42.09 PM

Michael Dubin นั้นบอกว่า “นั้นเป็นเวลาที่ยากลำบาก เพราะคุณทำงานหนักมาเป็รปี ๆ ในไอเดียที่ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่เวิร์ก แต่แล้วคุณก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าทุกคนคิดผิด ความฝันของคุณที่คิดไว้ กำลังเป็นฝันร้ายในการรับมือ”

ในวันนั้น Michael Dubin ต้องพิมพ์ฉลากที่ออฟฟิส เอาใส่ถุงขยะ ซึ่งเป็นถุงพลาสติกเดียวที่เขาจะบรรจุได้เยอะขนาดนั้น แล้วขับเอาฉลากไปที่โรงงานเล็ก ๆ ของเขา และแปะเข้าที่บรรจุภัณฑ์ทั้งวันทั้งคืน ภายใน 3 วันวิดีโอดังกล่าวมีคนดูกว่า 3 ล้านคน

Screen Shot 2558-07-12 at 7.43.08 PM

จากคนทำงาน 5 คนในปีต้นปี 2012 พอปลายปีเขามีคนเพิ่มเป็น 15 คน และมีรายได้กว่า 4 ล้านดอลลาร์ พร้อมมีเงินลงทุนอีก 9.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่าน Series A จาก Venrock

ในปี 2013 Michael Dubin ขยายผลิตภัณฑ์ตัวเองจากมีดโกนไปเป็นครีมโกนหนวดต่าง ๆ และ moisturizer ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมีดโกนหนวดและใบมีดโกนหนวดทั้งหลาย ซึ่งปีนี้เค้าทำรายได้เพิ่มขึ้นอีก 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเงินระดมทุนผ่าน  Venrock, Comcast Ventures, New World Investors และ Battery Ventures อีก 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2014 Dollar Shave Clubประกาศที่จะทำสินค้าสำหรับผู้ชายอีกมากมาย ทำรายได้กว่า 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เดือนธันวาคมเดือนเดียวก็ทำรายได้กว่า 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)  ซึ่งเดือนมิถุนายนปี 2015 ที่ผ่านมา ก็ได้เงินลงทุนอีกกว่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทนั้นถูกตีมูลค่ามากกว่า 615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ปีนี้ Michael Dubin คาดว่าจะทำเงินมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยธุรกิจที่เข้าใจผู้บริโภคที่รู้ว่าต้องการประหยัดเวลา ประหยัดเงิน ทำให้ Dollar Shave Club มีระบบสมาชิก 3 แบบ และสามารถยกเลิก หรือเปลี่ยนระดับตามความต้องการ ซึ่งมีดโกนนั้นถูกผลิตที่จีนและเกาหลีใต้

Screen Shot 2558-07-12 at 7.39.43 PM

 

นอกจากมีดโกนและใบมีดโกนแล้ว Dollar Shave Club ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นมากมาย รวมทั้งการเข้าไปลงทุนกับบริษัทที่ทำเจลจัดทรงผม และบริษัททิชชู่ และนำมาขายในเว็บไซต์ด้วย

Screen Shot 2558-07-12 at 7.40.36 PMนอกจากนี้ Dollar Shave Club ยังใช้กลยุทธ์แบบ social engagement เพราะ Dubin นั้นรู้ว่าจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างไร ทำให้ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการบอกแบบปากต่อปากกว่า 90%

2809901_orig.gif

 


maxresdefault

ด้วยธุรกิจของ Michael Dubin ที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายและตลาดนั้น ทำให้เกิดการ Disrupt ในตลาดของมีดโกนหนวดที่ P&G นั้นครองตลาดมานาน อย่างรวดเร็ว บางทีธุรกิจระดับหมื่นล้านนั้นอาจจะอยู่ใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คิด เพียงรอคุณนั้นไปค้นพบต่อไป

ปัจจุบัน Dollar Shave Club มีสมาชิกกว่า 2 ล้านคน (แต่ละคนจ่ายโดยเฉลี่ยที่ 4$) และเป็นผู้ชาย 80% และผู้หญิง 20% ซึ่งทำให้บริษัทจะมีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงเร็ว ๆ นี่ด้วย

 

© 2019 A MarketPress.com Theme

%d bloggers like this: