ยุทธการชิงคนดู ตลาด Video platfrom ที่ดุเดือด

คงไม่มีใครปฏิเสธในยุคที่คนเสพ Content มากมายในตอนนี้ว่า Video Content  นั้นคือรูปแบบที่คนนั้นสนใจ และติดตามมากที่สุด Youtube นั้นคือ Platform Video แรกของโลกที่เกิดขึ้นมาแล้วครองความเป็นเจ้าตลาดวิดีโอมาเป็นเวลานาน ทุก ๆ คนนั้นทำ content ต่าง ๆ ใส่เข้าไป และ youtube เองก็มีระบบแบ่งรายได้ให้คนทำ Content ดี ๆ ใส่เข้าไปเพื่อให้เกิดเนื้อหาดี ๆ เพิ่มเติมเข้าไปอีก (รายได้ของ youtube ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6 พันล้านดอลลาร์)

เมื่อโลกเปลี่ยนไป เข้ามาสู่ยุคที่คนนั้นปฏิสัมพันธ์ทางด้านโลกสื่อสังคมหรือ Social มากขึ้น Facebook ขึ้นมาเป็นใหญ่ในโลกของ social คู่กับ Google และหารายได้จากสื่อโฆษณาเช่นเดียวกับ Google และรายได้มหาศาลเหล่านี้เองที่เป็นการทำสงครามในเรื่องโฆษณา ข้อมูล และช่วงชิงเวลาของคนให้มาใช้งานให้มากที่สุด ใน Facebook นั้นยังไม่มี Video Platform ซึ่งที่ผ่านมานั้นคนใช้ Facebook ส่วนใหญ่นั้นจะแชร์วิดีโอจาก Youtube มาใส่แทน และการเสพ Content ประเภทสื่อวิดีโอนี้มีสูงมาก ทาง Facebook ก็รู้ตัวเองดีในฐานะผู้ให้บริการ Platform Social

Facebook นั้นพยายามบีบคนทำการตลาดในโลกของตัวเองด้วยการลดค่า Organic Reach ทุก ๆ อย่างลง และพยายามให้แบรนด์นั้นทำ Content ที่ดีเพื่อให้เกิดการแชร์ หรือ Content ที่ขายของอื่น ๆ ที่ต้องการค่า Reach ที่สูงก็ต้องลงโฆษณาเพื่อให้เกิดการเห็นและปฏิสัมพันธ์ แต่ Facebook นั้นกลับเพิ่ม Organic Reach ของ Content ที่เป็นวิดีโอขึ้นมา มีตัวอย่างการลงวิดีโอของ Pop sugar นั้นลองทำวิดีโอลง Facebook พบว่า วิดีโอที่เคยมีคนดูไม่กี่คนใน youtube กลับมีคนดูมากขึ้นใน Facebook และยิ่งทำวิดีโอที่เหมาะกับ Facebook ขึ้นคนกลับดูถึง 18.5 ล้านคน Facebook นั้นเพิ่งประกาศระบบ Autoplay และทำให้ใน 6 เดือนยอดการดูมีถึง 4 พันล้านการชมต่อวัน  จากที่เคยมี 1 พันล้านการชมต่อวัน

ยิ่งตอนนี้ Facebook นั้นเริ่มจับ Partner ในการทำ Video Content กับผู้ผลิตรายการต่าง ๆ ด้วยสร้าง Platform ที่มีชื่อ https://facebookmarketingpartners.com/anthology/ ซึ่งจะให้ข้อมูลแก่ผู้ผลิตวิดีโอเพื่อผลิตวิดีโอเข้าไปใน Platform Facebook Video

จากการที่ Facebook เริ่มกระบวนการบีบการสร้างสรรค์ content โดยตรงเข้าไปใน facebook ทาง socialbaker เองก็เก็บสถิติแล้วพบว่าแบรนด์ หรือ คนผลิตวิดีโอหลาย ๆ คนนั้นเริ่มโพส Video Content โดยตรงใส่ Facebook มากขึ้น แทนที่จะเอา Link Youtube มาแชร์ เพราะ Video ที่โพสบน Facebook โดยตรงนั้นให้ค่า Engagement ที่สูงกว่า Video ที่นำมาจากที่อื่น  และหลาย ๆ ที่เริ่มทดสอบสิ่งที่เกิดขึ้นเช่น KLM โพสวิดีโอทั้ง 2 ที่พบว่า Facebook นั้นให้ผลที่ดีกว่าบน Youtube

ใส่ส่วนของ Youtube เองนั้นก็เริ่มมีกระบวนการปรับวิธีนับการชม เพื่อรักษายอด Traffic และการโพส content ลงไปใน youtube อยู่ ซึ่งจะเริ่มพฤษภาคมนี้ และนักโฆษณาที่ลงโฆษณาจะถูกคิดเงินจากปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบางอย่างของวิดีโอที่เปลี่ยนไป

ในส่วนของตลาด Video เล็ก ๆ อย่าง Short Video ก็ยังมีการแข่งกันระหว่าง Vine และ Instagram ที่เป็น platform ที่ชนกันระหว่าง Twitter กับ Facebook และการแข่งขันของ Video Straming ที่กำลังเกิดใหม่อย่าง Meerkat และ Periscope ที่กำลังเป็นกระแสในต่างประเทศ   ซึ่งในสนามนี้เป็นสนามที่ยังไม่มีการสร้างโฆษณาหรือการแข่งขันอย่างจริงจังเท่าตลาด Video Content  แต่ภาพรวมตอนนี้คงต้องรอดูกันว่ายักษ์ใหญ่จะลงมาตลาดวิดีโอรายย่อย และจะครอบครองการทำตลาด Video แบบเบ็ดเสร็จเลยไหม

Youtube นั้นทำนายว่า ไม่นาน Advertising Budget บน TV นั้นจะเทลงมาในโฆษณาออนไลน์ หรือรายการทีวีออนไลน์ ณ ตอนนี้ในตลาดอเมริกานั้นงบประมาณของการลงโฆษณาวิดีโอออนไลน์อยู่ที่ 10-20% ของงบการตลาดทั้งหมด ในฐานะนักการตลาดต้องทำการชั่งใจดี ๆ ว่าจะเลือก Platform ไหน และ Content แบบไหนเพื่อทำการตลาด ในฐานะที่ทำการตลาดเหมือนกัน

คำตอบแรกอยู่ที่ content และ platform เพราะถ้า Content ดีแค่ไหน ไม่ว่าอยู่ Platform ก็สามารถนำพา content นั้นไปเกิดกระแสสูงสุดได้ ไม่ว่าจะ TV , Youtube หรือ Video ตัวอย่างเช่น Video ของ Volkswagen the force ที่กลายเป็นกระแสทั้ง 3 Platform  เพราะฉะนั้นในส่วนแรก Creative จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=R55e-uHQna0[/youtube]

แต่หาก Content คุณไม่ดีละ หรือไม่ได้เป็น Content ที่สุดยอดมาก แล้วยังไงดีละ ที่นี้ก็ต้องมาดูวัตถุประสงค์ของงานแล้วว่าอยากได้อะไร ในความแตกต่างของ Youtube กับ Facebook ที่ต่างกันคือ

ในรูปแบบการรับชม Youtube นั้นด้วยความตั้งใจที่คนอยากมาดูวิดีโออยู่แล้ว คนนั้นจึงรับได้กับ Video ที่มีรูปแบบความยาวมาก ๆ หรือสามารถดูวิดีโอที่มีความยาวสูงได้ แต่กับ Facebook ที่คนนั้นเข้ามาเล่น Social และใช้นิ้วมือกวาดไปมาผ่าน Mobile หรือเลื่อนลงผ่าน Desktop คนนั้นไม่ได้มีความคาดหวังที่จะมาดูวิดีโอ เพียงแต่เจอวิดีโอที่เค้าสนใจ การดูแบบสั้น ๆ เพื่อไปทำอย่างอื่นต่อจึงมีความสำคัญขึ้นมา

และนอกจากนี้กระบวนการแชร์บน Facebook ไปยัง platform อื่น ๆ ยังไม่สะดวกเท่ากับการแชร์จาก Youtube ไปยังที่อื่น ซี่งนี้เองทำให้ Youtube ยังมีความสำคัญในการเป็นผู้นำ Platform ทางด้าน Video อยู่ แต่เมื่อจะต้องทำ Content ลงใน Platform แล้ว การพิจารณาว่าการทำ content ที่แตกต่างกันใน Facebook และ Youtube นั้นจะช่วยทำให้เราสามารถเข้ากลุ่มคนที่เราสนใจ และเกิดการส่งต่อได้

การลงโฆษณาด้วย Video ของเราที่ต้องแยกกันตามการใช้งานของ Platform ซึ่ง Video ใน Youtube อาจจะต้องเลือกด้วยพฤติกรรมของความสนใจของการรับชมของกลุ่มเป้าหมาย แต่ใน Facebook ที่เราสามารถเลือกได้ลึกว่าและจับกลุ่มเป้าหมายที่ใช่มากกว่าด้วยระดับพฤติกรรมและความสนใจในโลก social ของเค้าเอง

อย่างไรก็ตามการทำ Video Content ที่สามารถดึงดูดคนได้ดีนั้นเพื่อให้เป็นฐานในการสร้างงานที่คนจะสนใจนั้นมีด้วยกัน คือ

1. การให้คนนั้นเข้าถึง เพื่อให้คนนั้นมีปฏิสัมพันธ์ หรือรู้ว่าตัวแบรนด์นั้นจับต้องได้ ไม่ได้มีระยะห่างกัน

2. มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคนที่อยากดู ถ้าสารที่จะส่งไปหรือเรื่องที่จะส่งไป ไม่มีอะไรที่เค้าจะสนใจ ก็จะไม่มีใครดู ใครฟัง ไม่มีใครอยากฟังแบรนด์ที่มาเล่าเรื่องของตัวเอง

3. สร้างการร่วมมือ เราจะเห็นได้จากในโลก social ที่เพจต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน การสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อคนดังอื่น ๆ หรือใช้ช่องทางความร่วมมือ สามารถสร้าง Content ที่แปลกใหม่ได้

4. ฟังคนที่รับชม คนที่ดูวิดีโอ คือคนที่สนใจเรื่องของเรา เพราะฉะนั้นทุก ๆ เสียงจึงมีความหมาย และเป็น insight จากคนที่ดูนั้นเอง แถมยังสามารถเอาไอเดีย หรือข้อมูลตรงนี้ไปสร้างเนื้อหาที่คนชอบได้มากขึ้น

5. สร้างความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือขึ้นมา การมีอะไรที่ให้ติดตามต่อเนื่องนั้นทำให้คนอยากรู้ และอยากดูต่อ และนำไปเล่าหรือบอกต่อได้กันอีก

ซึ่งนอกจากเกร็ด 5 ข้อนี้แล้ว ก็ขึ้นกับ Idea วิธีการถ่ายทำและตัดต่อ จะดีแค่ไหน เพื่อสร้างให้คนนั้นมาดูวิดีโอคุณได้

© 2019 A MarketPress.com Theme

%d bloggers like this: