Shake Shack เบอร์เกอร์ร้านใน Park จนกลายเป็นธุรกิจอาหารมูลค่าพันล้านดอลล์

ในปี 2000 ที่ Madison Square Park ใน New York นั้นกำลังมีโครงการปรับปรุง ซึ่งมีผู้อำนวยการโครงการชื่อ Danny Meyer เป็นผู้ปรับปรุง เค้าได้ปรับปรุงสวนสาธารณะนี้ให้เป็นพื้นที่ชุมชน และมีส่วนแสดงนิทรรศการกับร้านค้าต่าง ๆ กลางใจสวนสาธารณะ ซึ่งมีร้าน Hot Dog เป็นร้านแรกในสวนนั้น

เมื่อผ่านไป 3 ปี โครงการนี้ได้ถูกปรับปรุงใหม่ Danny Meyer เข้าไปประมูลพื้นที่ร้านค้า โดยได้ชนะการประมูลโดยการเสนอไอเดียที่จะสร้างร้านเบอร์เกอร์เล็ก ๆ ในชื่อว่า shake shack โดยในตอนแรกนั้นเค้าก็ไม่ได้คิดว่าร้านจะถูกขยายเป็นร้านสาขามากมายเช่นนี้ เมื่อร้านถูกเปิดก็ได้รับความนิยมจากคนที่มาที่สวนสาธารณะอย่างรวดเร็ว และขายดีมาก ๆ จนทำให้ผู้ก่อตั้งคิดว่า ตลาดนี้ยังสามารถมีโอกาสอีกมากมาย ลองดูร้านปัจจุบันได้จาก Shackcam

11071701_519663708171728_3831373532333250870_n

https://www.shakeshack.com/location/madison-square-park/#shack-cam

Shake Shack นั้นจัดอยู่ใน fast-casual food ซึ่งตลาดนี้มี Chipotle นั้นครองตลาดอยู่ โดยตลาด fast-casual food นี้จะเน้นเรื่องความสดของวัตถุดิบ ความอร่อย และความใส่ใจในอาหาร ซึ่งจากการลุยตลาดของ Chipotle ทำให้รู้แล้วว่า คนอเมริกันนั้นยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อให้ได้อาหารที่ดีขึ้น กับการที่อาหารนั้นได้รับการเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว

10985568_519663674838398_2511828208051357742_n

และด้วยที่ Danny Meyer ผ่านงานและประสบการณ์ด้านการบริหารการบริการจากร้านอาหารชั้นนำ และโรงแรม ทำให้เค้าสามารถเอาความรู้นี้มาช่วยพัฒนา Shake Shack ให้ดีขึ้นไปอีก เมื่อรวมเรื่องความอร่อย ความสดของวัตถุดิบของอาหาร กับการบริการที่อบอุ่น ทำให้ร้านเค้านั้นสามารถทำรายได้ได้อย่างมากมาย และร้าน Shake Shack นั้นเข้ามาแก้ตลาดของเบอร์เกอร์ที่ถูกมองว่าเป็น Junk food และ Fastfood ที่ราคาถูกและไม่อร่อยเป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งเป็นเช่นนี้มานานกว่า 30 ปีลงอีกด้วย ธุรกิจของ Shake Shack นั้นทำให้ธุรกิจอื่น ๆ ได้รับผลพลอยได้ไปด้วยเช่น Pat LaFrieda จากร้านเนื้อที่มีสูตรทำเนื้อผสมชั้นเลิศในท้องถิ่น กลายเป็นร้านเนื้อชื่อดังระดับประเทศที่ป้อนเนื้อคุณภาพสูงเข้าสู่ตลาด

11261928_519663654838400_802406425967645230_n

จุดเด่นอีกอย่างร้านคือการปรับร้านเข้าสู่ท้องถิ่นที่ร้านไปเปิดสาขา ด้วยการหาผู้ส่งวัตถุดิบดี ๆ เข้าร้านเช่น เมื่อร้านไปเปิดที่ Miami ก็ได้ร้าน Bush Brothers ที่เป็นร้านเนื้อสไตล์ร้านเล็ก ๆ แต่มีเนื้อคุณภาพดีเช่น Pat LaFrieda หรือแม้แต่ในต่างประเทศเองอย่างอังกฤษก็ได้ร้านเนื้ออย่าง Aberdeen Scottish beef นอกจากนี้ความสำเร็จอีกอย่างนึงของร้านคือการจับ Partner ดี ๆ มาเพื่อสร้างสรรค์เมนูทานง่ายอย่างเช่น chef David Chang ได้ออกมาทำเมนู Momofuku เพื่อขายที่ร้านอีกด้วย

11264982_519663688171730_4085024216944840910_n

นอกจากนี้ร้านยังความเข้าใจความเป็นชุมชน ด้วยการทำบรรยากาศให้เป็น community ที่คนสามารถมาทำกิจกรรมร่วมกัน และคุยกัน หรือสังสรรค์กัน ทีมของร้านเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะร้าน Shake shack นั้นใส่ใจในการบุคลากร เพื่อการบริการที่ดีที่สุดของร้าน

ร้าน Shake Shack แต่ละร้านนั้นจะมีการทำร้านที่ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนพวกร้านเครือสาขา Fast Food อื่น ๆ แต่ละร้านสาขาจะได้รับการดีไซน์จาก สถาปนิก เพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่นั้น ๆ ตัว Packaging, Logo, ป้าย และชุดเสื้อผ้าของพนักงาน เองของ Shake Shack นั้นยังได้รับความใส่ใจในการดีไซน์ โดยนักดีไซเนอร์ชื่อ Paula Scher และนักดีไซน์เนอร์นี้ได้ออกแบบความเป็นร้านในยุค 50s กลับมา

The new Shake Shack has opened its doors serving the Times Square Theater District at 43rd and 8th Avenue in Manhattan.   Original Filename: Taggart-1-2.jpg

ร้าน Shake Shack นั้นทำรายได้จากปี 2010 จากที่ 21 ล้านดอลลาร์ และขยายสาขาเพิ่มขึ้นใน New York เมื่อปี 2011 ก็ขยายร้านออกจากกรุงนิวยอร์ก จนในปี 2013 ก็ขยายไปอีก 63 สาขาในสหรัฐอเมริกา กับ 8 สาขาที่ต่างประเทศมีรายได้กว่า 140 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันร้าน Shake Shack นั้นได้เข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยการ IPO กว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์หรือกว่า 53,500 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าคุณภาพ และ การบริการนั้นสำคัญมากในการทำธุรกิจ การประหยัด Cost ในเรื่องต่าง ๆ อาจจะทำให้แย่ในเรื่องต่าง ๆ มากกว่าได้ประโยชน์มากขึ้นอีก อย่างที่สุภาษิตไทยว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”

ใครสนใจเพิ่มเติมสามารถดู
[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=HbDQ7n6xIPM[/youtube]

© 2019 A MarketPress.com Theme

%d bloggers like this: