IoT จนถึง Big Data และการทำการตลาดในอนาคต

ในตอนนี้หลาย  คนในวงการการตลาด คงได้ยินเรื่อง IoT หรือ Internet of the things กับ Big Data เพิ่มมากขึ้น และเป็นเหมือน Jargon ที่หลาย ๆ คนที่พยายามจับกระแสก็พูดกัน แต่ว่าแท้จริงแล้ว IoT กับ Big Data นี้มันคืออะไรกัน แล้วเกี่ยว้องกับการตลาดอย่างไร จะมีผลอย่างไร แล้วคุณเตรียมตัวรับมือรึยัง

Internet of the things คืออะไร 

Internet of the things นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมานานในวงการเทคโนโลยีมาเป็นทศวรรษ ซึ่งนยุคแรก ๆ นั้นที่อินเทอร์เนตยังไม่เป็นที่แพร่หลาย นักคอมพิวเตอร์มีไอเดียที่เรียกว่า Ubiquitous Computer หรือการสร้างสิ่งของหรือเอาคอมพิวเตอร์ไปใส่สิ่งรอบ ๆ  ตัวและให้สิ่งของเหล่านั้นสามารถคิดเอง จัดการเองได้ ซึ่งนี่นับว่าเป็นจุดแรก ๆ ของ IoT ต่อมาเมื่อ internet นั้นแพร่หลาย การทำให้คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ นั้นสามารถสื่อสารและพูดคุย เชื่อมโยงกัน และสามารถปฏิสัมพันธ์กับเราผ่านที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้นั้นเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นมา ดังนั้น IoT คือการเชื่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายของ Internet และให้สามารถพูดคุยกันเองระหว่างอุปกรณ์ และปฏิสัมพันธ์ต่อเรากลับผ่าน Application หรืออื่น ๆ ในที่ใดก็ได้ เช่น ตู้เย็นอัจฉริยะ ที่สามารถบอกว่าของตู้เย็นอะไรที่จะหมดอายุ หรือหมดในตู้เย็น และสามารถแจ้งเตือนหรือสั่งของที่หมดไปที่ร้านค้าเข้ามาได้เอง หรือบ้านที่ปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้เอง เมื่อรู้ว่าข้างนอกร้อน หรือหนาว หรือรู้ว่าคนที่บ้านกำลังกลับก็เปิดไฟ ปรับอุณหภูมิไว้ให้ IoT ตอนนี้ยังสามารถขยายจากอุปกรณ์รอบตัว มาเป็นสถานที่ต่าง ๆ หรือร้านค้าต่าง ๆ จนถึงระดับความเป็นเมือง เช่นสัญญาณจราจรที่สามารถจัดการปัญหาจราจรได้เอง หรือถังขยะตามที่ต่าง ๆ ที่สามารถแจ้งกลับมาว่าต้องเปลี่ยนถุงเพราะเต็มแล้ว

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=uEsKZGOxNKw[/youtube]

ความสำคัญของ IoT ต่อการตลาดคืออะไร 

ลองนึกภาพว่าเมื่ออุปกรณ์ทุก ๆ อย่าง  รอบตัวผู้บริโภค รวมถึงร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ที่สามารถเชื่อมกับผู้บริโภคได้ เราสามารถรู้ข้อมูลต่าง ๆ และความต้องการของผู้บริโคจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้บริโภค เช่นการสร้างอุปกรณ์สั่งซื้อสินค้าจากบ้าน หรือการเข้าใจ Persenal interest องแต่ละคนว่าสนใจอะไร แล้วสามารถจัดการหาสินค้าหรือโฆษณาที่ตรงกับคนกลุ่มเหล่านั้นได้

เมื่อสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำงานร่วมกัน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้ ทำให้นักการตลาดนั้นสามารถติดตามข้อมูลของผู้ใช้จากอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าคนนั้นใช้อุปกรณ์นั้นทำไม เมื่อไหร่ และอย่างไร และใช้ร่วมกับอะไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ตลาดนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

eMarketer ได้ทำการสำรวจ CMO และ Senior Marketing Executives ทั่วโลกว่าอะไรจะเป็นสิ่ที่มีผลกระทบต่อการตลาดมากสุด 51% นั้นตอบเป็น IoT

นอกจากนี้ PricewaterhouseCoopers เองก็ได้ระบุว่า IoT นั้นจะมีส่วนสำคัญในการทำกลยุทธ์ทางการตลาดมาก การได้รู้ว่า IoT นั้นสำคัญแล้วปรับตัวเพื่อสร้าง Channel หรือช่องทางส่ง Marketing Message หรือรับข้อมูลต่าง  ๆ มาจึงจำเป็นต่อแบรนด์หรือบริษัทที่จะเตรียมตัวไว้

ข้อมูลต่าง ๆ ที่เข้ามา ยิ่งเราเอามารวมกับเรื่อง Big Data จะทำให้เรามี asset ที่สำคัญมาก  ที่เรียกว่าข้อมูล ซึ่งโลกแห่งการตลาดนั้นข้อมูลคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการตลาดเลย

Big Data 

Big Data นั้นคือข้อมูลดิบขนาดใหญ่ ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วหรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  Big Data นั้นประกอบด้วย 4 ส่วนคือ

  1. Volume คือปริมาณข้อมูลที่มากมาย
  2. Velocity คืออัตราการเติบโตของข้อมูลเช่น การโพสบนโลกออนไลน์
  3. Variety คือความหลากหลายของข้อมุลนั้น เช่น ๆ ไฟล์ภาพ เสียง วิดีโอ และอื่น ๆ
  4. Veracity คือความไม่แน่นอนของ้อมูล เรียกง่าย ๆ ว่าข้อมูลนี้ยังใช้ไม่ได้ทันที เพราะมีทั้ง Noise และข้อมูลที่ใช้ได้ จึงต้องทำการกลั่นกรอง แล้วมาวิเคราะห์ต่ออีกรอบนึง

หลาย ๆ หน่วยงานนั้นอาจจะมี Big Data อยู่แต่ยังไม่เคยจัดระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลตรงนั้นออกมา เช่นยอดขายของห้าง สินค้าที่ขายดีในแต่ละช่วง กลุ่มคนที่สนใจสินค้าแต่ละแบบ การติดต่อผ่าน Email หรือร้านค้าต่าง ๆ รวมทั้งการร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ เข้ามา Big Data นั้นคือขั้นต้นที่จะเข้ามาจัดระเบียบข้อมูลตรงนี้ และวิเคราะห์ออกมา

จากข้อมูลตรงนี้ทั้งในโลกออนไลน์ และ โลกออฟไลน์ รวมทั้งข้อมูลจาก IoT เอง ทาง Agency และ Brand นั้นสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

ความสำคัญของ Big Data 

การใช้ Big Data จะทำให้มองเห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมไปถึงช่วยกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม ทำให้เราสามารถดำเนินกิจการไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา และทรัพยากรได้ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลยังช่วยขจัดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นได้ เพราะข้อมูลมีความแม่นยำสูง สามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานได้อย่างตรงจุด ลดความสูญเสียทางธุรกิจลงอีกด้วย

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=7mT7pIM_aNk[/youtube]

แล้ว Agency/Brand จะใช้ข้อมูลตรงนี้ได้อย่างไร 

ข้อมูลต่าง ๆ ที่เข้ามานั้นจะมีปริมาณมหาศาล ผนวกกับเรื่อง Big Data จะทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็น asset ที่สำคัญ และการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ นั้นจะกลายเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะจะทำให้คุณมี Marketing Data ในมือที่สำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูลนี้ต้องใช้ นักวิเคราะห์ข้อมูล และนักจัดการข้อมูล ออกมา การมีเครื่องมีที่ช่วยทำให้เรานั้นทำงานสะดวกขึ้นจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เรานั้นสามารถทำนาย Customer Journey ตั้งแต่ต้นจนจบได้ว่า Customer นั้นจะต้องเจอกับประาบการณ์แบบไหนที่จะทำให้เค้า Engagement กับแบรนด์หรือสินค้าได้

Integrated Marketing Tools/Strategic Data War Room

การมีเครื่องมือที่สามารถรวบรวมข้อมูล ไม่ใช่เฉพาะข้อมูลที่อยู่ในโลก Social แต่เป็นข้อมูลที่เรียกได้ว่า Online รวมกับ Offline เข้าด้วยกัน และสามารถคัดกรอง หรือเลือกข้อมูลที่นักวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดสนใจ

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=6u6A8TdLQBQ[/youtube]

การผนวกข้อมูลรวมกันทั้งหมด แล้วสามารถนำมาวิเคราะห์ได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าคนกำลังสนใจอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และปฏิสัมพันธ์ิสิ่งนั้นอย่างไร แล้วคนที่เป็นกลุ่มคนที่เราสนใจนั้นสนใจอะไร ชอบอะไร อยู่ที่ไหน และจะสื่อสารกับคนเหล่านี้อย่างไร หรือการที่เราจะได้รู้ว่ากลุ่มคนนั้นคิดอย่างไรกับแบรนด์ สินค้า หรืออยากได้อะไรจากแบรนด์สินค้า มี Perception อย่างไรกับเรา

 

 

การมีเครื่องมือตรงนี้จะทำให้เราสามารถใช้ data ทั้งจาก Big Data และ IoT ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

[youtube]https://www.youtube.com/watch?list=PLWzH8Vzi6rwZvqKcMstSSChPfm63dENfd&v=joXU0YgKu4Q[/youtube]

ผลของ IoT และ Big Data 

ปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างธุรกิจออนไลน์และธุรกิจออฟไลน์ ไม่ได้มีความชัดเจนอีกต่อไป จึงได้มีความตื่นตาตื่นใจ ของการริเริ่มนำ Big Data และ Analytics มาใช้ ในธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัว หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ตัวอย่างที่น่าสนใจ ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลกอินเทอร์เน็ตเลย คือ

การที่คณะวิจัยของ MIT Media Lab ได้พิสูจน์ การอาศัยข้อมูลสถานที่จากโทรศัพท์มือถือ ของผู้ที่กำลังเดินทางเข้าสู่ที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐ ก่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะเปิดทำการ ในเทศการลดราคาที่ใหญ่ที่สุดของปี (Black Friday) จากข้อมูลนี้ ทำให้คณะวิจัย สามารถคำนวนยอดขายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ และสามารถคำนวนถึงกำไรที่จะเกิดขึ้น และโอกาสที่จะเข้าซื้อขายเพื่อทำกำไรในตลาดหุ้น ทั้งนี้ คือการเอาชนะตลาดด้วย Big Data และ Analytics ที่ทำให้สามารถล่วงลู้ความเป็นไปของตลาดด้วยการคำนวน ก่อนที่ความเป็นจริงจะเกิดขึ้น

หรือ  Amadori บริษัทจากอิตาลี ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกชั้นนำ ใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กในการสร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สามารถ “ฟัง” และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ บริษัทได้รับรู้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ และนำมาพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการ เช่น แพกเกจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมินิไซต์สำหรับให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า ทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ดีขึ้น

และกลุ่มโรงแรมของ Starwood ที่ใช้ Big Data และ IoT สร้างประสบการณ์การใช้บริการห้องพักของตัวของของผู้ใช้ให้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด  ตั้งแต่การรับรู้การจองโดยการนำข้อมูลการจอง การคำนวนการเดินทาง ความชอบของคนที่จอง มาสร้างประสบการณ์กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ของทางโรงแรม และสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ และเข้าใจความต้องการของลูกค้าตัวเองแต่ละเจ้าด้วย

[youtube]https://www.youtube.com/watch?v=Fcy0NXNML9U[/youtube]

ผลที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราสามารถปรับปรุงกระบวนการทำ Marketing ตั้งแต่การหา Insight จนกระทั้งกระบวนการทำ CRM ทั้งหมดได้ ทำให้คนใช้นั้นหรือผู้บริโภคนั้นมีประสบการณ์ที่ดี จนสามารถกลายเป็น WOM ต่อให้เราได้

หรือการใช้ข้อมูลเหล่านี้ มาสร้างกระกวนการ Storyteling ที่เหมาะกับความสนใจของคนแต่ละกลุ่ม เพื่อสร้างแรงจูงจที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มได้ เช่น Amazon ที่สามารถใช้ข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างการแนะนำสินค้าที่เหมาะกับแต่ละคนได้

จะเห็นได้ว่า IoT และ Big Data นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่งไม่ได้ และอนาคตองเรานั้นก็มุ่งสู่อนาคตของโลกทั้งคู่ รถด่วนขบวนนี้กำลังมา การที่ใครเตรียมตัวได้ก่อนรู้ก่อน และปรับตัวได้ก่อน หรือเตรียมตัวได้ก่อน ย่อมได้เปรียบแน่นอนในอนาคต การทำการตลาดด้วยสัญชาตญาณล้วน ๆ จะหมดความำคัญลง แต่การใช้ข้อมูลและความคิดสร้างสรรค์ผนวกกับข้อมูลนั้นกำลังมาแทน

© 2019 A MarketPress.com Theme

%d bloggers like this: