ความเสือก จินตนาการ และการตลาด เหตุผลทำไม ARG ถึงเวิร์ค

ในโลกของมนุษย์นั้นมีพฤติกรรมหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากนั้นคือความใคร่รู้ (Curiosity) หรือที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านว่าความเสือกมนุษย์มีสมองที่มีส่วนของอารมณ์และเหตุผลทำงานคู่กันหลายๆครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองนั้นคือการที่ส่วนของอารมณ์นำหน้าเหตุผลและทำให้อารมณ์ใครรู้ในเรื่องคนอื่นหรือเรื่องราวต่างๆนั้นเกิดขึ้นมาแล้วทำไมเราถึงอยากรู้หรืออยากเสือกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวนั้นเป็นเพราะอาการทางจิตวิทยาแบบหนึ่งในหลักการของ Maslow ที่เราทุกคนนั้นต้องการได้รับความยอมรับจากสังคมขึ้นมาเราอยากเป็น Somebody ไม่ใช่ Nobody ที่ไม่มีใครสนใจทำให้เรากลัวการถูกทิ้งเอาไว้ในเบื้องหลังของสังคมซึ่งทำให้เกิดอาการอีกอย่างในปัจจุบันที่เรียกว่า Fear of Missing out หรือ Fomo นั้นเองเมื่อเราเกิดความใคร่รู้และอยากรู้อย่างมาก (อยากเสือกจนตัวสั่น) ทำให้อารมณ์ของเราที่เกิดขึ้นในสมองนั้นจะเกิดการกระหายที่จะเสาะหาเนื้อเรื่องนั้นอย่างมากได้และเมื่อรู้แล้วสิ่งที่อยากทำต่อก็คือการบอกต่อซึ่งการบอกต่อนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมที่น่าสนใจต่อมานั้นคือจินตนาการ

ใน Inception นั้นมีคำพูดที่น่าสนใจที่บอกว่า “Genuine inspiration, right? Now, in a dream our mind continuously does this. We create and perceive our world simultaneously. And our mind does this so well that we don’t even know it’s happening” สมองของเรานั้นมหัศจรรย์มากด้วยการที่เราสามารถสร้างและเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจากจินตนาการหรือประสบการณ์ที่เก็บไว้ในสมองส่วน Subconscious ต่างๆออกมาเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในข้อมูลให้ครบถ้วนถ้ามองเป็น Jigsaw ก็คือเราส่วนตัวต่อที่อาจจะไม่ครบถ้วนและสมบูรณ์ทำให้สมองนั้นสร้างจินตนาการที่จะเข้าไปเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปเหล่านั้นให้ครบถ้วนหรือเมื่อมีข้อมูลในสมองที่ต้องการบอกต่อทำให้มนุษย์นั้นจะเสริมจินตนาการส่วนตัวเข้าไปเพื่อขยายเรื่องนั้นให้น่าสนใจขึ้นมาในการเล่าต่ออย่างทันทีทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อข้อมูลที่เราได้มาจากการใคร่รู้ที่มาแบบไม่ปะติดปะต่อกันหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์มาผสมผสานกับจิตนาการที่ตัวเองมี (ซึ่งมาจากประสบการณ์ความเชื่อต่างๆออกมา) ทำให้ผลที่ได้ที่เรามักจะเห็นกันคือทฤษฎีสมคบคิดต่างๆที่เกิดขึ้นมาที่ส่งต่อกันแบบนี้จากความใคร่รู้ที่ไม่ครบกับจินตนาการที่เสริมเติมแต่งเข้าไป

ด้วย 2 เหตุผลนี้ทำให้สามารถเอามาใช้กับงานการตลาดด้วยการตลาดที่ดีคือการให้ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเข้าไปเพื่อสร้างให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ตัวตนของแบรนด์สินค้าและบริการของแบรนด์รวมทั้งทำให้รู้ว่าแบรนด์สินค้าและบริการนั้นจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของบริโภคอย่างไรแบรนด์ที่ดีจะทำการตลาดที่สามารถสร้างความใคร่รู้ขึ้นมาได้ (ใช้พฤติกรรมเสือกให้เป็นประโยชน์) โดยให้ข้อมูลที่บางส่วนไปและต้องไปหาเพิ่มเติมขึ้นมาซึ่งแน่นอนด้วยข้อมูลที่น้อยเช่นนี้ทำให้คนที่ติดตามแบรนด์หรือใคร่รู้ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบต่อชิ้นส่วนขึ้นมาส่วนที่ขาดหายไปก็ต้องใช้จินตนาการในการเพิ่มเติมเข้าไปตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้เราเห็นได้จากการเปิดตัวสินค้าของ Apple ที่จะมีข้อมูลบางส่วนหลุดออกมาทำให้คนที่ติดตามแบรนด์นั้นมีความอยากรู้ในสินค้าใหม่และค้นหาข้อมูลต่างๆมาเสริมสร้างจินตนาการตัวเองโดยการสร้างทฤษฏีต่างๆออกมาถกเถียงกัน

ด้วยการเอาทั้ง 3 เรื่องมาประกอบกันแบบนี้นักการตลาดเลยสามารถสร้างทฤษฏีสมคบคิดที่ใช้ความใคร่รู้จินตนาการและผสมกับการตลาดออกมามาสร้างสิ่งที่เรียกว่า ARG (Alternative Reality Games) หรือการสร้างเกมที่อยู่บนโลกแห่งความจริงขึ้นมาโดยการสร้างเรื่องราวอื่นๆเพิ่มเติมจาก Materials หลักที่อยู่ในจินตนาการที่ไม่สามารถเล่าหมดได้หรือยังไม่สามารถทำให้คนเข้าใจหมดได้ออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงโดยการให้คำใบ้ต่างๆจากใน Materials หลักมาหาเสริมผ่านทาง Website อื่นๆ Webboard หรือ Social Media เองก็ตามตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการทำ ARG คือภาพยนต์เรื่อง Cloverfield ที่มีจักรวาลที่ใหญ่มากและเนื้อเรื่องทางภาพยนต์นั้นเป็นหนึ่งในนั้นทำให้คนต้องหาข้อมูลมาปะติดปะต่อกันจากภาพยนต์เรื่องแรกว่ามีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรจนถึงบทสรุปอย่างไรจนมาถึงภาคต่ออย่าง Cloverfield lane ว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรจนตั้งทฤษฎีที่สืบเนื่องต่อมาจนทำนายไปถึงว่าภาพยนต์นี้จะมีภาคต่อไปอีกกี่ตอนซึ่งทำให้เกิดการสร้างกลุ่ม Community ที่ตามหาความจริงในเรื่องนี้และอยากรู้ว่าทฤษฎีตัวเองนั้นถูกต้องหรือไม่และออกมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทำให้เกิด Voice ทางการตลาดได้อย่างง่ายดายอีกตัวอย่างก็ภาพยนต์อย่าง Batman The Dark Knight ที่สร้างกิจกรรมให้คนมาให้มาร่วมเล่นจนมาถึงการแบ่งฝ่ายแล้วเปิดตัวให้ดู Teaser ภาพยนต์ขึ้นมา

ทั้งนี้การเข้าใจหลักการทางจิตวิทยาและพฤติกรรมคนนั้นมีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างการตลาดของแบรนด์ตัวเองและสินค้าขึ้นมาการเข้าใจมนุษย์และสามารถใช้อารมณ์ความคิดของคนให้เป็นประโยชน์ขึ้นมาทำให้การตลาดของตัวเองนั้นให้แข็งแกร่งขึ้นโดยการใช้พลังจินตนาการและความเสือกของคนหมู่มากมาเสริมกัน

 

รีวิว Spectacles แว่นถ่าย Snapchat จาก Snap

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ของที่สั่งไว้มาส่งที่เมืองไทยแล้ว นั้นคือแว่น Spectacles จาก Snapchat นั้นเอง ซึ่งเป็น Gadgets สุดหายากอย่างมากในอเมริกา เพราะต้องหาเจ้า Snapbot ที่จะไปขายเจ้าแว่นตัวนี้ หรือร้าน Pop up shop ที่เปิดที่นิวยอร์ก แต่ตอนนี้แว่นนี้สามารถสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ได้แล้ว

รู้จัก Spectacles 

แว่น Spectacles เป็น Gadgets จาก Snapchat ในการที่จะช่วยให้คนที่ใส่แว่นนี้สามารถอัดวิดีโอและถ่ายภาพผ่านแว่นที่ใส่ในระยะเวลา 10 วินาที ส่งเข้าไปใน App Snapchat พร้อมตกแต่งผ่านแอพ ส่งเข้าไปใน Timeline หรือจะแชร์ให้เพื่อนและ Social ต่าง ๆ ก็ได้ ด้วยแว่น Spectacles นี้ทำให้การที่จะยกมือถือมาถ่ายนั้นหมดความจำเป็นไปเลย แถมทำให้ภาพและวิดีโอที่ถ่ายทำผ่าน Spectacles นั้นจะเป็นภาพจากมุมคนจริง ๆ ทำให้เกิดความน่าสนใจอย่างมากและสนุกอย่างมากอีกด้วย

โดยแว่น Spectacles จะมาด้วยกัน 3 สี คือดำ แดง และฟ้า เพื่อคนชอบแฟชั่นโดยเฉพาะ

แกะกล่อง Spectacles 

Spectacles จะบรรจุมาในกล่องทรงกระบอกที่ท้ายกระบอกเหมือนก้นขวดพลาสติกน้ำอัดลม ข้างกล่องจะมีข้อมูลของส้นค้าว่าสามารถเล่นกับอุปกรณ์อะไรได้บ้าง และข้อมูลของ FCC ต่าง ๆ ภายในบรรจุกล่องแว่นสีเหลืองสดใสภายในตัว

กล่องจะเป็นลักษณะ 3 เหลี่ยม สีเหลืองตามแบบของ Snapchat เปิดภายในจะเจอแว่น Spectacles อยู่ด้านในรออยู่พร้อมกล่องเล็ก ๆ ด้านในสอดไว้ใต้แว่น

ตัวแว่นจะมีพลาสติกปิดมาที่ด้านบนปุ่มที่ไว้ใช้กดอัด และจะมีขอบแว่นทั้งสองด้านที่หนากว่าปกติ เพราะด้านหนึ่งจะเป็นกล่อง (ด้านซ้ายของภาพ) และอีกด้านเป็นปุ่มกดคำสั่งต่าง ๆ (ด้านขาวของภาพ) ด้านในขาแว่นจะสกรีนคำว่า Spectacles และ Designed by Snap Inc. ไว้ที่ขาแว่น

ภายในกล่องเล็ก ๆ จะบรรจุสายชาร์ต และตัวคู่มือของแว่นเอาไว้ โดยสายชาร์ตจะสามารถทำการชาร์ตผ่านกล่อง ซึ่งกล่องจะทำหน้าที่เป็นตัวเหมือน Powerbank ชาร์ตแว่นได้ด้วยเมื่อไม่มีสาย หรือจะเอาสายชาร์ต ชาร์ตโดยตรงกับแว่นก็ได้เช่นกัน

 

ตัวกล่องนั้นจะมีตัวชาร์ตอยู่ภายในกล่อง ซึ่งจะเชื่อมกับขาแว่น และตัวกล่องเองจะมีช่องต่อสายชาร์ตอยู่ด้านหลัง เมื่อต่อสายชาร์ตแล้วจะขึ้นไฟด้านข้างกล่อง ซึ่งถ้าชาร์ตจนไฟเต็มจะมีไฟขึ้นครบ 5 ดวง

Setting Spectacles

เมื่อชาร์ตเสร็จคราวนี้ก็สามารถใช้ได้เลย ซึ่งจริง ๆ แล้วหลาย ๆ คนจะเจอปัญหาว่าใช้ไม่ได้ โดยผมก็เจอเช่นกัน เพราะตรงขาแว่นที่เป็นตัวต่อชาร์ตไฟนั้นมีแผ่นพลาสติกบาง ๆ ปิดอยู่ทำให้ไฟไม่เข้าตัวแว่น ต้องเอาพลาสติกนั้นออกมาก่อนแล้วและชาร์ตไฟ ซึ่งเวลาชาร์ตนั้นไฟครั้งแรกจะไม่มีไฟขึ้นต้องทิ้งไว้การชาร์ตไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง -1.30 ชั่วโมง พอแบตเต็มทีนี้ก็ลองมา Sync โดยการเปิด Bluetooth ที่มือถือตัวเอง เข้า App Snapchat แล้วส่อง Code ตัวเอง ถ้าเข้าไม่ได้ ให้ไปที่เครื่องหมายเฟืองเข้าไปที่ Setting และเข้าไปที่เมนู Spectacles แล้วกดเครื่องหมายบวก จะเข้าไปเมนูการ Pair แว่นกับ App

ขั้นตอนนี้หลาย ๆ คนจะทำไม่ผ่าน ผมก็ทำไม่ผ่าน ซึ่งด้วย Google ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการที่ต้อง Hard Reset ตัวแว่นก่อนด้วยขั้นตอนดั้งนี้

  1. กดปุ่มด้านซ้ายของแว่นค้างไว้ 55 วินาที แนะนำให้ใช้นาฬิกาจับเวลาเอาไว้ จนเห็นไฟ LED 1 ดวงด้านล่างที่หน้าแว่นกระพริบ
  2. ปล่อยมือออกจากปุ่ม ไฟ LED 3 ดวงทำมุมเป็น 3 เหลี่ยมหัวกลับจะเริ่มกระพริบ
  3. กดปุ่มอีกครั้งและปล่อย 3 เหลี่ยมจะหมุน และเริ่มมีไฟขึ้นทีละดวง รอไฟขึ้นจนครบทุกดวงเป็นวงกลม เป็นอันเรียบร้อย

ถ้าไม่สามารถ sync ได้อยู่ ก็ทำขั้นตอน 1 -3 ใหม่อีกรอบอีกครั้ง สำหรับใครที่ผ่านได้ ก็จะสสามารถ sync ได้ทันที พอเอาแว่นจ้องที่ Code ก็จะเริ่ม Pair แว่น spectacles กับ App แล้วให้เราตั้งชื่อแว่น พร้อมลองใช้แว่นออกมา ที่นี้ก็ได้เวลาลองใช้กัน

การใช้งาน  Spectacles 

แว่น Spectacles นั้นเป็นแว่นแฟชั่นนิดหน่อย วิธีการอัดก็คือการกดปุ่มที่อยู่บนขาแว่น แว่นจะเริ่มทำการอัดโดยจะขึ้นไฟเป็นวงกลมหมุนบนหน้าแว่น และไฟสีขาวกระพริบในขาแว่น

ตัวคลิปที่อัด จะถูก Sync เข้าไปใน App ซึ่งผ่านจะเป็นระบบ HD และเป็นสามารถ edit หรือเพิ่มลูกเล่นของ snapchat ต่าง ๆ เข้าไปได้อย่างมากมาย

พอ Edit ภาพเสร็จ ก็สามารถส่งออกไปยัง Snapchat ได้หรือแชร์ออกไปสู่ social ต่าง ๆ ออกมา ซึ่งจะเป็นมุมมองแบบวงกลมแทน

ที่นี้ก็จะมี Gesture อื่น ๆ เพิ่มเติมเช่น เช่นกดปุ่มตอนอัดเพิ่มครั้งหนึ่งจะเพิ่มความยาวอีก 10 วินาที ซึ่งสามารถเพิ่มได้ถึง 30 วินาที หรือการแตะด้านข้าง 2 ครั้งจะเป็นการ Check แบตได้ โดยไฟหน้าแว่นจะเป็นตัวบอกสถานะแบตได้ด้วย

ถ้าใครมีปัญหาการใช้งานต่าง ๆ ก็สามารถเข้าไปที่ app หรือเว็บเพื่อดูวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็ได้

ทั้งนี้ Spectacles เป็น Gadgets สำหรับคนที่ชอบสื่อสารผ่านวิดีโอ และสร้างความสนุกสนาน ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองผ่านมุมมองสายตาตัวเองเลย แถมยังแชร์ออกไปยังที่ต่าง ๆ ได้ด้วย นับว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจที่ทำออกมาจากบริษัท snap inc. ที่เป็นคู่แข่งที่  Facebook จับตาเลยทีเดียว

 

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสั่งได้ที่ https://www.spectacles.com

 

 

Chobani ธุรกิจโยเกิร์ตพันล้านดอลลาร์ จากคนลี้ภัยสู่ธุรกิจแบบเพื่อสังคม

จากชายหนุ่มย่านชนบทของตุรกี ที่ครอบครัวเลี้ยงแพะและแกะตามเทือกเขาเพื่อทำชีสแบบ Tulcum หนีภัยการเมืองที่จะมีผลต่อชีวิตมายังอเมริกา มาเป็นเจ้าของกิจการโยเกิร์ตพันล้านดอลลาร์ในอเมริกา ที่ช่วยเหลือชีวิตผู้อพยพหลายร้อนคนให้มีงานทำ นี้คือเรื่องราวอันน่าทึ่งและน่าประทับใจของ Hamdi Ulukaya เจ้าของบริษัทโยเกิร์ต Chobani

Hamdi Ulukaya เติบโตที่ชนบทของตุรกี ที่จังหวัด Erzincan ที่นี้ครอบครัวของ Hamdi Ulukaya ทำการเลี้ยงแพะและแกะ เพื่อทำชีสในแบบ  Tulcum เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ในหน้าหนาวครอบครัวเขาจะมาอยู่ที่ Iliç,  เมืองเล็ก ๆ ใกล้ ๆ แม่น้ำ Euphrates ที่ซึ่งมีรถไฟเข้าถึงเท่านั้นและวิ่งผ่านวันละแค่ 2 หน พอหมดหน้าหนาวครอบครัวจะกลับไปที่ภูเขา Munzur พร้อมกับฝูงสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามทุ่งหญ้าหุบเขา แล้วส่งชีสมาขายผ่านหลังม้า พ่อของ Hamdi Ulukaya เป็นคนที่ได้รับการนับถือเป็นผู้นำชุมชน แม่ของเขาไม่จบชั้นประถมด้วยซ้ำ แต่ก็มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจจิตใจคนอื่นด้วยกัน เมื่ออายุได้ 11 ปี Hamdi Ulukaya ต้องมาเข้าโรงเรียน ด้วยวัยเขาก็มีความอยากรู้อยากเห็นว่าโลกเป็นอย่างไร เขาสงสัยทุกวันว่าเบื้องหลังหุบเขาที่เขาอาศัยอยู่นั้นจะมีอะไรอยู่ และจะเอาเรื่องนี้ไปสร้างเรื่องราวในหัว ซึ่งทำให้เขาอยากออกมาผจญภัยในโลกอย่างมาก

Turkish born Hamdi Ulukaya, CEO of Chobani, pauses as he answers questions during an interview November 17, 2014 in New York. AFP PHOTO/Don Emmert

ด้วยความตั้งใจเรียนและความเก่งของเขา Hamdi Ulukaya สามารถสอบได้ทุนไปเรียนในมหาวิทยาลัย Ankara ในสาขา Political Science ในปี 1991 สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพราะเมื่อเข้าเรียน เพื่อนสนิท Hamdi Ulukaya เป็นกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชน Kurdish ในตุรกี และเป็นที่จับตาและติดตามจากตำรวจในตอนนั้น แม้ว่าเขาจะต่อต้านความรุนแรงและไม่เห็นด้วยกับกลุ่มหัวรุนแรง PKK แต่ด้วยความสนิทกับเพื่อนทำให้ตัวเขานั้นถูกจับตาจากตำรวจเช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อตำรวจเริ่มกวาดล้างกลุ่มหัวรุนแรง และคนที่เขารู้จักในมหาวิทยาลัยเริ่มหายตัวไปโดยไม่กลับมา นั้นเพราะรัฐบาลจับตัวไป เขารู้ว่าถ้าเขาถูกจับตัวไป จะไม่มีวันกลับมาเช่นกัน อาจจะติดคุกยาว ถูกทรมาณหรือถูกสังหารทิ้ง แล้ววันที่เขาถูกจับตัวไปก็มาถึง โชคดีที่เขาสามารถออกมาได้โดยตำรวจได้เตือนเขาเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เขากลัวมาก  Hamdi Ulukaya รู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถอยู่ที่นี้ได้แล้ว เขาตัดสินใจจะหนีตุรกีออกมา ตอนแรก Hamdi Ulukaya ตัดสินใจจะไปยุโรป แต่มีคนบอกว่าลองหนีไปอเมริกาดีกว่า ซึ่งตัวเขาเองไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับอเมริกาเลย และคิดว่าทุนนิยมนี้ละที่ทำให้คนจนขึ้น แต่คนที่แนะนำบอกว่า “อย่าโง่ไป ไปอเมริกาเถอะ” แต่เขายืนกรานจะไปยุโรป จนชายที่แนะนำบอกว่า “ยุโรปก็ไม่ได้ดีกว่า ไปอเมริกาแล้วเรียนภาษาอังกฤษซะ” พร้อมแนะนำบริการที่ช่วยให้นักเรียนไปเรียนต่อที่อเมริกาได้

4 เดือนหลังจากนั้นในตุลาคมปี 1994 Hamdi Ulukaya ในตอนอายุ 22 ปีมาถึงอเมริกาที่เมืองนิวยอร์กด้วยเงินติดตัวเพียง $3,000 กับกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็ก ๆ ใบเดียว ที่จะต้องใช้ชีวิตคนเดียว เขาหาที่อยู่แถว Long Island’s Adelphi University แม้ว่าเขาจะพูดอังกฤษไม่ได้เลยสักคำ กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น เข้าใจว่านี้มันต้องยากลำบากมาก ๆ แต่เขาก็พร้อมที่จะรับมือและตื่นเต้นในอนาคตที่เกิดขึ้นเช่นกัน ที่นี่เขาเริ่มเข้าโรงเรียนที่  Long Island และเรียนภาษอังกฤษกับวัฒนธรรมอเมริกัน เพียงแค่เดือนเดียวเงินของ Hamdi Ulukaya ก็หมดไป $1,500 แล้วทำให้เขาต้องประหยัดเงินจนต้องย้ายไปเรียนที่ New York’s public Baruch College และทำงานเสริมเป็นคนขายพรมและปั้มน้ำมันที่ Brooklyn filling station เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเขามาก ๆ เพราะอยู่คนเดียว คิดถึงครอบครัว และไม่สามารถกลับประเทศได้ สิ่งที่ทำได้คืออยู่ไปให้ได้โดยผ่านไปแต่ละวัน แต่ละเดือนแทน

โอกาสของ Hamdi Ulukaya ก็เข้ามา เมื่อครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนให้เขียนเล่าถึงสิ่งที่นักเรียนรู้ดีที่สุด เขาได้เขียนเรื่องการทำชีสไป ซึ่งนี้ไปสะดุดตาครูพอดี เพราะครูมีฟาร์มที่อยู่ที่นอกเมือง และครูได้เชิญเขาไปที่ฟาร์มเพื่อสอนการทำชีส ที่นั้นเป็นครั้งแรกที่ Hamdi Ulukaya รู้ว่าอเมริกาก็มีฟาร์ม และเขาหลงรักที่นั้นมาก จนขอให้ครูจ้างเขาทำงานที่ฟาร์ม โดยมีหน้าที่ดูแลวัว และเขาก็ย้ายไประแวกนั้นแล้วเข้าเรียนที่ SUNY Albany

โอกาสตั้งธุรกิจของ Hamdi Ulukaya เริ่มขึ้นเมื่อ พี่น้อง 1 ใน 5 คนชื่อ Bilal มาหา Hamdi Ulukaya ในปี 1995 และหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็ตามมาเยี่ยม ซึ่งเมื่อมาถึงพ่อเขาก็พบว่าชีสที่นี้ไม่ได้คุณภาพเหมือนที่ทำที่ตุรกี และบอกให้สองพี่น้องนำเข้าของจากตุรกีมาทำที่นี้แทน แม้ว่าในการลงทุนจะไม่คุ้มทุนมาก ๆ แต่ Hamdi Ulukaya ก็คิดว่าจะลองทำดู ในปี 2002 ด้วยเงินที่ครอบครัวส่งมาให้ พี่น้อง  Ulukaya ก็เปิดร้าน feta cheese ชื่อ  Euphrates ที่เมือง Johnstown, New York ซึ่งเพียงไม่กี่ปีหลังจากเปิดร้าน กิจการเล็ก ๆ นี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีรายได้ที่จะสามารถใช้ชีวิตได้สบายขึ้นที่อเมริกา ในวันหนึ่งขณะที่เขาทำงานที่ออฟฟิสของร้าน เขากำลังทิ้งจดหมายต่าง ๆ ลงถังขยะปรากฏว่าเขาสะดุดตากับขยะที่ทิ้งไปชิ้นหนึ่งและรื้อขยะที่ทิ้งไปขึ้นมา นั้นคือใบประกาศชายโรงงานโยเกิร์ตที่เปื้อนรอยชาและบุหรี่ ใบประกาศขายโรงงานนั้นมีรูปพร้อมและอุปกรณ์ให้ครบ ซึ่งเป็นโรงงานของ Kraft ห่างจากที่ทำงานเขาไป 90 นาที เขารีบโทรหาตัวแทนขายทันที ราคาขายโรงงานอยู่ที่ $700,000 ซึ่งราคานี้หาไม่ได้แล้วในอเมริกา และคงไม่มีใครสนใจที่จะซื้อโรงงานอายุ 80 ปีนี้ เขาคุยกับตัวแทนขายไปขอดูโรงงานในวันถัดมาทันที

โรงงานที่เขาไปดูตั้งอยู่ที่ South Edmeston อยู่ริมแม่นำ้ Unadilla และสุสานที่ย้อนไปในศตวรรษที่ 19 โรงงานสร้างมาตั้งแต่ปี 1920 และทำ Philadelphia cream cheese มานานนับหลายปี จนในปี 1980 ทาง Kraft ก็ใช้โรงงานนี้ผลิต Breyers yogurt จนปี 2004 ก็ตัดสินใจปิดโรงงานลง ซึ่งปี 2005 ที่ Hamdi Ulukaya มาดูที่โรงงานนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็หยุดทำงานหมดแล้ว และพนักงานกว่า 55 ชีวิตที่ทำงานกับที่นี้มากว่า 21 ปี ก็จะต้องตกงาน Hamdi Ulukaya รู้สึกเหมือนใครสักคนกำลังจะหมดลำหายใจลง และต้องการคนมาชุบชีวิตขึ้นมา เขารู้สึกมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก และมองเห็นว่าเขาจะปลุกชีวิตที่นี้ขึ้นใหม่และให้สิ่งต่าง ๆ เติบโตจากที่นี้ Hamdi Ulukaya มองเห็นโอกาสจากโรงงานนี้ เขาสำรวจตลาดโยเกิร์ตในร้านขายของอเมริกันมาและพบว่าโยเกิร์ตที่นี้ไม่อร่อย และเขาก็ทำโยเกิร์ตกินเองที่บ้าน เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำที่บ้านน่าจะขายได้ที่นี้ แน่นอนสิ่งที่เขาจะทำคือ Greek Yogurt เขาเอาเรื่องโรงงานและธุรกิจไปปรึกษาทนายแต่ทนายไม่เห็นด้วย เพราะแม้แต่ Kraft ยังปิดตัวแล้ว Hamdi Ulukaya จะทำรอดหรือ แต่หลังจากที่เห็นโรงงาน 6 เดือนเขาก็ทำเรื่องกู้เงินจาก Small Business Administration จนสามารถซื้อโรงงานมาได้

Hamdi Ulukaya ต้องเริ่มเรียนรู้ การทำ Mass Production ซึ่งเขาไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้เครื่องจักรทำงานอย่างไร ไม่รู้ว่าจะทำการตลาดอย่างไร หรือจะขายแบบไหน สิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งแรกคือการจ้างพนักงานที่ Kraft ที่ต้องตกงานจากโรงงานปิดตัวกลับมา ในวันแรกที่ตั้งบริษัทขึ้นมา เค้าไม่รู้จะทำอะไร และยืนอยู่ตรงหน้าพนักงานกลุ่มแรกในวันแรก พนักงานถามว่าเราจะทำอะไรต่อไปดี Hamdi Ulukaya บอกว่า เราจะไปร้านขายสี แล้วซื้อสีขาว ฟ้า และแดงมาทาตึกกัน นี้คือกลยุทธ์ตอนนี้ พนักงานทั้งหมดงง แล้วก็บอกว่า Hamdi Ulukaya น่าจะมีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้ เพราะตึกไม่มีใครสนใจมา 30 ปี ทำไมต้องมาสนใจมันด้วย Hamdi Ulukaya บอกว่าเค้าไม่มีแผนสำรอง และนี้เป็นแผนเดียวในหัวตอนนี้ และการที่มัวแต่หาความคิดและไม่ทำอะไรเลย มันแย่กว่าการทำอะไรสักอย่างออกมา สุดท้ายทุกคนช่วยกันทาสีตึกจนเสร็จ และกลายเป็นสิ่งที่พนักงานทำแล้วภูมิใจที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และจากการทาตึกนี้ก็ทำให้ Hamdi Ulukaya และพนักงานมีไอเดียในการทำบริษัทต่อไป Hamdi Ulukaya บอกว่าเค้าทำตามสุภาษิตโบราณ “when you start walking the way the way appears”

สิ่งที่ทำไปได้ผล เขาได้ไอเดียการทำ Greek Yogurt ในสไตล์ยุโรปออกมา ซึ่งในอเมริกาตอนนั้นจะมี Greek Yokurt ในแบรนด์ชื่อ Fage ที่ได้รับความนิยมอยู่แต่ก็ยังเป็นสไตล์ในแบบอเมริกาอยู่ดี เขาเดิมพันด้วยการที่จะทำ Greek Yogurt ในสไตล์ยุโรปที่ถ้วยแบบเตี้ยและกว้างกว่าถ้วยโยเกิร์ตแบบเดิม และทำฉลากที่แตกต่างจากที่โยเกิร์ตทั่วไปมี ด้วยสีสันสดใส กราฟฟิคที่สวยที่ทำให้สะดุดตาคนออกมา ในปี 2007 โยเกิร์ตถ้วยแรกของ Chobani ก็ออกมาตามร้านขายของแขกในแถว Great Neck, Long Island ซึ่ง Hamdi Ulukaya ตกลงกับร้านในการทดลองขายด้วยสินค้า 150 ชิ้น ซึ่งเมื่อขายวันแรก ปรากฏสินค้าขายดีมากต้องใช้พนักงานเติมสินค้าตลอด 12 ชั่วโมง ตัว Hamdi Ulukaya มีวิศัยทัศน์มากกว่านั้นเขาอยากให้โยเกิร์ตเขาตั้งวางแข่งกับโยเกิร์ตท้องถิ่นหรือแบรนด์ทั่วไปในตอนนั้น แม้ว่าโยเกิร์ตจะแพงกว่า และเขามั่นใจว่าจะขายได้ และสิ่งที่เขาคิดจะเป็นจริง ตั้งแต่นั้นเขาไม่เคยคิดว่าจะขายสินค้าได้ไหม แต่ต้องกลับมาคิดว่าจะผลิตสินค้าทันไหมแทน

พนักงานกว่า 30 คนและตัว Hamdi Ulukaya ต้องทำงานทั้งวันและคืนในปี 2008 เพื่อเติมสินค้าให้เต็ม พยายามหาที่นอนในที่นอนได้ตามโรงงาน ด้วยการที่พนักงานขาดแคลนและการที่กำลังการผลิตขยายตัวอย่างมาก ทำให้ต้องรับพนักงานของ Kraft ทั้งหมดกลับมากับคนที่อยู่ในแถวนั้นมาทำงานแต่ก็ยังไม่พอ เขาต้องหาพนักงานเพิ่มเติมเพื่อธุรกิจที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ในปี 2010 Hamdi Ulukaya ไปที่ศูนย์ผู้อพยพ  Mohawk Valley Resource Center for Refugees (MVRCR) ที่มีคนอพยพจาก Myanmar, Syria, Sudan, Iraq, และ Bhutan หรือถิ่นที่มีความขัดแย้งต่าง ๆ เขาได้ยินว่าคนลี้ภัยและอพยพที่นี้มีความยากลำบากในการหางาน เขาก็ต้องการคนมาทำงานพอดี ซึ่งด้วยการช่วยคนที่กำลังหมดหวังในการหางานเหล่านี้ซึ่งทำให้เขาย้อนนึกถึงตัวเองตอนมาถึงอเมริกาเช่นกัน เขาก็ได้คนาทำงานด้วยเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่ศุนย์อพยพบอกว่า จะมีปัญหามากมาย เพราะคนอพยพพูดต่างภาษา เดินทางไม่ค่อยเป็น และมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน Hamdi Ulukaya บอกว่าเรื่องนี้แก้ง่ายมาก และบอกต่อว่าเขาสามารถให้รถมารับส่งได้ จ้างคนมาเป็นล่ามได้ ที่ Chobani เรายินดีต้อนร้บทุกคน ดูตัวเขาเองก็มาจากต่างถิ่นของโลก ทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี เขาเริ่มรับพนักงาน 5-10 คนจากศูนย์ MVRCR มาทำงานโดยให้มีรถรับส่ง และ Hamdi Ulukaya ก็ใส่ใจในทุกข์สุขของพนักงานทุกคน ด้วยการถามว่ามีปัญหาอะไรไหม กังวลอะไรรึเปล่า ถ้ามีอะไรก็บอก Hamdi Ulukaya ได้โดยตรงเลย

มีเรื่องราวจากพนักงานที่เป็นพี่น้องผู้หญิงสองคนที่หนีจากประเทศตัวเอง พ่อเธอถูกสังหารเลยไม่มีคนดูแล ปกป้องครอบครัว ทำให้ถูกผู้ชายจะฉุดไปเป็นภรรยา เมื่อไม่ยอมจึงถูกขู่ฆ่าและตามทำร้าย พี่น้องทั้งสองคนและแม่เขาจึงได้จ่ายเงินให้คนลักลอบเอาคนหนีออกจากประเทศ ซึ่งทั้ง 3 คน ถูกขนใส่ในรถบรรทุกที่แออัด เดินทาง 16 วัน ไม่มีอาหารและน้ำ ซึ่งในระหว่างการลักลอบนั้นเด็กหลาย ๆ คนที่นั่งข้าง ๆ พี่น้องได้เสียชีวิตไป เมื่อมาถึงชายแดนยูเครนทางคนลักลอบเข้าเมืองได้แยกกลุ่มออก ทำให้คู่พี่น้องพลัดพรากจากแม่ และถูกเอาไปทิ้งที่เมือง  Kiev ที่ทั้งหนาว หิว และไม่มีใครรู้จักเลย ทั้งคู่รอจนไม่ไหวจนต้องขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าที่เข้าใจภาษาที่พี่น้องพูด จนมีคนให้ความชั่วเหลือให้ที่พักและอาหาร ทั้งคู่อยู่ที่นั้น 4 ปี เรียนภาษาอังกฤษและทำงานเป็นล่ามให้ refugee center ในระหว่างนั้นก็พยายามติดตามแม่ของตัวเองด้วย และที่ refugee center ทั้งคู่ก็เจอเจ้าหน้าที่ HIAS จากอเมริกา ซึ่งรับปากจะช่วยเหลือทั้งคู่ จนทำให้ทั้งคู่มาอเมริกา อาศัยที่ Idaho ในปี 2012 ทั้งคู่ได้ยินเรื่องของ Hamdi Ulukaya และหวังว่าจะได้เจอเพื่อได้งานทำ ทั้งคู่ทำอาหารของประเทศตัวเองไปให้ที่ออฟฟิสเพื่อมอบให้ CEO Hamdi Ulukaya โดยคนพี่เป็นคนเอาอาหารไปให้ ซึ่งเขาได้รับประทานและมอบกอดอันอบอุ่นให้ พร้อมให้งานทำที่โรงงาน Twin Falls โรงงานใหม่ที่พึงตั้ง วันหนึ่งขณะที่คนน้องกำลังทำความสะอาดโรงงาน เธอบอกให้คนที่ยืนตรงหน้าเธอหลบไปเพราะจะทำความสะอาดพื้นที่เปียก ซึ่งเธอไม่รู้ว่าคนที่เธอบอกให้หลบนั้นคือ Hamdi Ulukaya เขาหันมาและถามว่า เธอชื่ออะไร และมาจากไหน พอโดนคำถามน้ำตาเธอก็ไหลออกมา Hamdi Ulukaya เข้ามาถามว่าร้องให้ทำไม ทำให้เธอต้องเล่าเรื่องทั้งหมด Hamdi Ulukaya ได้บอกว่า ไม่ต้องกังวลและกลัวอะไรแล้ว เธออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว

Hamdi Ulukaya, founder of Chobani, handed over to his employees stock worth around 10 percent of the company when it is sold or goes public. Credit Alexandra Hootnick for The New York Times

ด้วยนโยบายการรับคนอพยพและลี้ภัยนี้ทำให้โรงงาน Chobani นั้นมีพนักงานกว่า 30% เป็นคนจากประเทศอื่น ๆ (ปัจจุบันมีพนักงาน 2000 คน) และกว่า 400 คนเป็นลี้ภัยอพยพจากประเทศตัวเองมา มีคนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 15 ประเทศ จ้างงานด้วยเงินมากกว่าค่าแรงที่ตามบริษัทอื่นให้กัน ด้วยการที่รับคนอพยพมากมายมาทำงานนี้ ทำให้ Hamdi Ulukaya ถูกขู่เอาชีวิตและทำร้ายจากพวกขวาจัดซึ่งพอหนังสือพิมพ์ The New York Time ตีพิมพ์เรื่องราวของ Chobani ออกไป ทาง Hamdi Ulukaya ก็ได้รับจดหมายสนับสนุนมากมาย และนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเขาเลย เขายังทำโครงการชื่อ Tent Foundation เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ช่วยเหลือคนอพยพโดยมีบริษัทกว่า 70 บริษัทเข้าร่วมไม่ว่าจะเป็น  Airbnb, Cisco, IBM, Unilever, และ UPS และยังบริจาคทรัพย์สินของบริษัท 10% ช่วยเหลือคนอพยพอีกด้วย และอีก 10% พนักงาน  Hamdi Ulukay เชื่อว่าการช่วยเหลือนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ และเป็นสิ่งที่ธุรกิจที่ฉลาดจะทำ เพราะคนอพยพพวกนี้จะทำงานหนัก สู้งานและใส่ใจทุ่มเทเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น แถมจะสื่อสัตย์กับบริษัทที่ช่วยเขาด้วย  จากปี 2008-2012 โรงงาน Chobani แรกก็มีพนักงาน 600 คน ทำโยเกิร์ตกว่า 2 ล้านถ้วยออกมา และปฏิวัติอุตสาหกรรมโยเกิร์ตของอเมริกา ซึ่งทำให้ Danone และ General Mills ที่ไม่ได้ระวังในการเกิดขึ้นของ Chobani ก็สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 1 พันล้านดออลาร์แล้วจากตลาดที่มูลค่ากว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ และกว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ในปี 2016 ที่ผ่านมาก็ทำรายได้ไปกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ครองส่วนแบ่งไปกว่า 36%

ในปี 2015-2016 Chobani ก็มีคนมาติดต่อขอซื้อ หรือเอาเข้าตลาดหุ้นเพราะในช่วงเวลานั้น Danone เข้าซื้อ Stonyfield Farm และ General Mills เข้าซื้อ Annie’s Homegrown แต่ Hamdi Ulukaya ไม่สนใจที่จะขายธุรกิจแม้ว่าจะสามารถได้รับเงินที่ใช้ไปมากมายก็ได้ ซึ่งแม้แต่ PepsiCo ยังเข้ามาขอซื้อแต่ด้วยดีลที่ PepsiCo ของซื้อทั้งหมดและควบคุมในบริษัททำให้ Hamdi Ulukaya ไม่สนใจที่จะขายให้ และยอมที่จะหาเงินทุนตัวเองมาลงทุนในโครงการใหม่ที่เดิมพันสูงแทนเช่นการทำ Chobani’s cafés และการขยายตลาดไปประเทศต่าง ๆ ซึ่ง Hamdi Ulukaya บอกว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครควบคุมบริษัทนี้แทนเขา เพราะถ้าบริษัทไม่มีเขา คงจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เขาจะไม่ยอมให้ใครมาตีกรอบว่าจะต้องทำอะไร สิ่งที่ Chobani เป็นคือการต้องเป็นอิสระ และอิสระที่จะทำธุรกิจในทางที่ถูกต้อง

Hamdi Ulukaya มอง Chobani ว่าไม่ได้เป็นแค่บริษัททำ Yogurt แต่เป็นบริษัทที่ทำให้ชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น เขามองว่าบริษัทจะแสดงว่าถึงสิ่งที่คุณรับประทานจะดีขึ้นยังไง สังคมเราจะดีขึ้นยังไง และเราดูแลคนในบริษัทเราอย่างไรให้ดีขึ้นอีกด้วย Hamdi Ulukaya บอกว่าธุรกิจของเขาความเร็วคือหลักการสำคัญและเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเข้าได้เปรียบ ความเร็วในการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ทำให้คู่แข่งนั้นตามไม่ทัน แม้ว่าเขาจะเกลียดการแข่งขัน แต่เขาบอกว่าการสร้างคู่แข่งขึ้นมาจะทำให้เขาต้องพัฒนาตลาดเวลา เพื่อกำขัดคู่แข่งไป แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เข้าต้องการทำสิ่งที่ถูกในธุรกิจนี้ขึ้นมา เขาไม่ชอบไอเดียของ Big Food ที่ทำอาหารที่ไม่สนใจสุขภาพของผู้บริโภค

ด้วยปรัชญาการทำงานของ Hamdi Ulukaya จาก Chobani ทำให้ Chobani กลายเป็นบริษัทโยเกิร์ตที่มีนวัตกรรมในยุคนี้จาก FastCompany 

 

เรียบเรียงจาก Fastcompany 

 

สรุปงาน SXSW 2017 แบบเจาะลึกสำหรับคนไม่ชอบความสำเร็จรูป

ในช่วงวันที่ 7 มีนาคม – 20 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน SXSW ปี 2017 ซึ่งทื่บริษัท Phoinikas ส่งไปร่วมงาน โดยจัดที่เมือง Austin รัฐ Texas ซึ่งปีนี้แนวงานนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อน ๆ ค่อนข้างมาก เพราะเป็นปีที่บัตรเข้างานที่แตกต่างกัน สามารถเข้าไปร่วมงานในหมวดบัตรอื่นได้ด้วย ทำให้ Theme ปีนี้ค่อนข้างจะออกไปแนวเป็น Convergence ของของทุกเรื่องเข้าด้วยกัน โดยสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดมันจะเชื่อมกันด้านใดด้านหนึ่งเช่นการตลาดต้องเข้าใจ storytelling ของผั่ง Film หรือต้องเข้าใจการใช้เสียงเพลงของฟัง music และกลับกันด้านฝั่ง Film กับฝั่ง Music ก็ต้องเข้าใจเรื่องราวเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการตลาดในยุคใหม่ เพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองอีกด้วย ทำให้ปีนี้ใครที่ไปร่วมงานจะสามารถเจออะไรที่สามารถสร้างความเข้าใจต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ด้วย

ทั้งนี้ข้อเสียของปีนี้ก็คือ การที่แบรนด์และเอเจนซี่ต่าง ๆ ถอนตัวจากการที่ขึ้นไปพูดบนเวที หรือการจัดบูธกิจกรรมต่าง ๆ ออกมา และมีบูธจากแบรนด์ที่โชว์นวัตกรรมนั้นลดลงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของงานนั้นก็กลับมาอยู่ที่เรื่องราวของเทคโนโลยีเต็ม ๆ และสตาร์ทอัพต่าง ๆ ก็มากันเพียบ

งาน SXSW จะแบ่งงานเป็น 4 ช่วงใหญ่ ๆ คือเริ่มตั้งแต่ Interactive ที่จะเป็นสายการตลาดและเทคโนดลยีที่เข้ามาฟังกันเป็นส่วนมาก จะเป็นสายที่ไฮโซสุด แบบกินดี อยู่ดีกัน ต่อมาคือฝั่ง Film ที่จะเป็นการเปิดตัวทั้งภาพยนต์และสารคดีต่าง ๆ ซึ่งปีนี้มีดาราดัง ๆ อย่าง Ryan Gosling และ Michael Fassbender มาโปรโมทหนังของตัวเอง มี Ridley Scott มาเปิดตัวภาพยนต์ Alien หรือสารคดีของ Bill Nye the Science Guy ที่มาเปิดตัวสารคดีตัวเอง รวมทั้งหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) ที่มาเปิดตัวสารคดีเช่นกัน จากนั้นก็จะเป็นฝั่ง Music ที่มีคอนเสิร์ตมากมาย มีค่ายเพลงจากประเทศต่าง ๆ มาเปิดตัว อย่างเช่น SM Entertainment เอา Red velvet มาเปิดตัว สุดท้ายคือเรื่อง Convergence ที่จะเป็นหัวข้อที่ทุกเรื่องรวมกัน และสาามารถต่อยอดไปในหลาย ๆ เรื่องได้

ทั้งนี้จากสัมมนาและเปิดตัวภาพยนต์ วงดนตรีต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น Exhibition ที่เป็นงานโชว์เทคโนโลยี ขายของ รวมทั้งเกมและ Festival ที่เป็นงานปาร์ตี้ต่าง ๆ ทั้งเวทีการแสดงตลก รวมทั้งการเปิดบ้านของแบรนด์และเอเจนซี่ที่มาร่วมงานมากมายทำให้คนเข้าไปเห็นนวัตกรรม หรือได้สอบถามนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ด้วย

ผมบินไปถึง Austin วันที่ 8 มีนาคม 2017 ซึ่งที่ Austin นี้ไม่มีบริการ Uber และ Lyft เพราะผู้ให้บริการ 2 เจ้านี้ไม่ยอมให้ผู้ขับขี่รถยนต์ของบริการตัวเองต้องทำประวัติกับทางเมืองไว้ ทำให้ไม่สามารถให้บริการที่เมือง Austin ได้ คนที่ไปต้องเลือกบริการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใน Austin แทนเช่น RideAustin, Fasten, Wingz, Chariot และอื่น ๆ มากมาย ซึ่งผมเลือกบริการของ RideAustin ในการเข้าเมือง ในวันที่  9 มีนาคม 2017 เป็นวันที่ทาง SXSW แนะนำให้มารับ Badge ที่ Austin Convention Center  ซึ่งเป็นสถานที่หลักในการจัดงาน เพราะจะเป็นวันที่คนมารับน้อยมาก ๆ โดยใน Badge จะฝัง RFID ไว้ตอนแสกนเข้าห้องสัมมนา และมีบัตรอาหารกับ กระเป๋า Tote ที่ใส่เอกสารงานต่าง ๆ เอาไว้ให้ ทั้งนี้ในเมือง Austin เพื่อการคมนาคมในระหว่างงานที่สะดวก ผู้ร่วมงานสามารถเช่าจักรยานของ Bcycle หรือใช้บริการ 3 ล้อของเมืองก็ได้

งานสัมมนาที่แบบจริงจังนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 10-17 มีนาคม 2017 ซึ่ง จะเริ่มมีบูธต่าง ๆ ที่ชวนคนมาร่วมสนุกและแจกรางวัลต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mazda, Esurance หรือ Budweiser ใน Austin Convention Center และบริเวณรอบ ๆ ที่มีกิจกรรมจากแบรนด์และประเทศต่าง ๆ ที่มาเช่าสถานที่ในเมืองเพือ่เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและรู้จักกับบริษัทในประเทศตัวเอง อีกด้วย ในส่วนวันท้าย ๆ จะกลายเป็นงานเรื่องดนตรีหมดแล้ว

ทั้งนี้ในงานนั้นผมได้เข้าฟัง Keynote ของ

  • Gary Vaynerchuk ที่ขึ้นเวทีมาตอบคำถามสด ๆ ของคนที่มาฟังว่าอยากได้คำแนะนำในธุรกิจอย่างไร ซึ่งประเด็นที่ตอบนั้นมีมากมาย เช่น การทำ Marketing ตอนนี้ควรสนใจในสื่อที่กลุ่มเป้าหมายนั้นอยู่ หรือการทำธุรกิจนั้นอย่าไปฟังคนที่มาทำลายกำลังใจ เพราะเป็นเกมที่มองกันในระยะยาว

  • Adam Grant ที่ขึ้นเวทีมาเล่าเรื่องว่าความ Originals มาจากไหน และคนที่สร้างบริษัทส่วนใหญ่มาจากการทำงานที่เป็นนอกเวลามากกว่าลาออกไปทำเต็มเวลา รวมทั้งว่าคนที่เป็น Giver นั้นจะไปได้ไกลกว่า Taker อีกด้วย

จากหัวข้อเหล่านี้จะเป็นหัวข้อสัมมนาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ คือ

  • Netflix ที่มาเล่าเรื่องแนวคิดในการสร้าง Max  และทำไมถึงฆ่า Max ทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องของ Cost of investment ล้วน ๆ แต่บทเรียนของ Max ทำให้สามารถสร้างบริการที่เข้าใจผู้บริโภคเพิ่มได้มากขึ้น ซึ่งด้วยผลของ Max นี้เองที่ส่งผลมาเรื่อง A/B Testing อีกด้วย ที่ Netflix นั้นจะทำการเทส A/B Testing ทุกอย่างเพื่อสร้างหน้าตาที่ทำให้ผู้บริโภคใช้งานได้ดีที่สุด ซึ่งจะมีการดีไซน์ตั้งแต่ออกไปให้สุดและแบบเซฟตัวเอง แล้วหาจุดกึ่งกลางพอดีที่ออกมาแล้วทำให้ผู้บริโภคนั้นใช้งานดีที่สุดออกมา ซึ่งทีมทำ A/B Testing นี้มีกว่า 100 คนอีกด้วยและใช้ระบบ Automation ในการทำงาน
  • CTO ของ IBM มาเล่าเรื่อง AI watson ของ IBM ที่สร้างมาเพื่อเรียนรู้อารมณ์ของมนุษย์ว่าจะเข้าใจและปฏิสัมพันธ์กับอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างไร ตั้งแต่ในระดับการคุยด้วยเสียง จนถึงระดับการพิมพ์ออกมา พร้อมสามารถปฏิสัมพันธ์กลับเพื่อให้กำลังใจมนุษย์ หรือแนะนำมนุษย์ที่ใช้งานให้สามารถโต้ตอบกับคนปลายทางให้เหมาะสมขึ้น และยังสามารถนำมาใช้วิเคราะห์คนต่าง ๆ ออกมาเป็นข้อมูลเพื่อใช้งานด้านอื่น ๆ ต่อไปอีกมากมาย
  • Fjord ที่มาเล่าเรื่อง Trend ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่มองว่าการสร้างแบรนด์ที่ต้อง Doing มากกว่า Talking โดยยกตัวอย่างของ Beyonce ที่โชว์ให้เห็นแบรนด์ตัวเองว่าเป็นอย่างไร ผ่านการกระทำในการให้ข่าวและการแสดงในอัลบั้มใหม่ออกมา นอกจากนี้คือการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า Nudge ออกมา หรือการใช้สิ่งที่เรียกว่า Behavioral Economic เหมือนที่ Dan Ariely ใช้เพื่อสร้างการตลาดที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนจริง ๆ
  •  MIT & The Moth, OgilvyPR และ T1Agency ที่มาพูดถึงเรื่องการทำ Storytelling ที่มีผลต่อสมองว่าต้องทำอย่างไร และยุคนี้ใช้เครื่องมือมากมายเพื่อสร้าง Storytelling และ Content Marketing ที่มีความหมายและได้ผลต่อผู้บริโภคที่ทำให้เกิด Action จริง ๆ ไม่ใช่แค่ Viral หรือเกิดการรับรู้ก็จบ แต่ต้องเกิดการประทับในความทรงจำและทำให้เกิดกระตุ้นความอยากหรือสร้างความต้องการกับแบรนด์ขึ้นมาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้หลักการทางจิตวิทยาและ neuroscience มาเกี่ยวข้องอย่างมาก หรือกระบวนการใช้วิธีการ ASMR มาสร้างวิดีโอที่มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก
  • CI&T ที่มาเล่าถึงการทำ Design Sprint และการทำ Design Thinking ในออฟฟิศ ว่าควรจะเริ่มการทำได้อย่างไร และมีผลต่อการทำงานให้ดีขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสามารถเริ่มโดย Pilot Project เพื่อวัดว่าได้ผลไหม จนขยายมาทำทั้งบริษัทที่สามารถทำให้ได้งานที่ดีและรวดเร็วขึ้นมาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ก็ยังมีหัวข้อปลีกย่อยอย่างมากมาย เช่นการทำ Offline first หรือ Brand Doing good จนถึง UX/UI ที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตจากการที่มนุษย์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอนในการปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีในตัวเอง

นอกจากหัวข้อสัมมนา ก็มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายจากการเปิดบ้านในช่วง 10-14 มีนาคม 2017 เป็นส่วนใหญ่ บางส่วนมาเปิดจนถึง 18 มีนาคม 2017  (หลาย ๆ ส่วนพลาดไป ไปไม่ทันในช่วงเวลา) เช่น

  • Google Fiber เปิดออฟฟิศให้คนไปเยื่ยมชม ลอง Google Daydream และใช้งาน Google Fiber
  • Youtube เปิดบ้านให้คนมาดูนวัตกรรมและลองอัดวิดีโอในงาน
  • IBM ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้คนได้เข้าไปเยี่ยมชม
  • Fjord ที่เปิดออฟฟิศ โชว์ส่วนการผลิตนวัตกรรมต่าง ๆ ออกมา 
  • Gatorade และ Addidas ที่โชว์นวัตกรรมด้านนักกีฬา
  • Dell ที่เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม
  • HBO ที่มาโชว์เกม และภาพยนต์ The Mummies ที่มาโชว์ VR
  • Levi’s และ Google ที่มาโชว์ Jacquard 

จากงานโชว์เปิดบ้านต่าง ๆ ก็มีการออกบูธต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

  • เวที Startup ที่มี Startup มาโชว์นวัตกรรมตัวเองอย่างมากมาย เช่น VR/AR/MR หรือการทำ Voice Snap หรือตุ๊กตาและของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
  • มีเวที Tradeshow ที่ให้บริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเปิดบูธมากมาย เพื่อหา VC, ลูกค้า และคนที่สนใจได้เข้ามาพูดคุย
  • การเปิดบ้านของประเทศต่าง ๆ ที่รวมบริษัท Startup และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในประเทศตัวเองต่าง ๆ มาโชว์สินค้าและพูดคุย
  • มีการ Hijack ของ Startup ที่ไม่ได้ Sponsor งานแต่สามารถไปร่วมได้เช่น Casper, Shopgate และอื่น ๆ มากมาย

จากเวทีโชว์สินค้า ก็มีมีเวทีเกม ที่ให้คนนั้นมาเปิดตัวเกมต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่ง hilight ปีนี้คือ Nintendo Switch และเกม VR ในแบบต่าง ๆ มากมาย ที่น่าสนใจคือการส่งเสริมให้เด็กเล่นเกมจนเป็นอาชีพในแบบที่เล่นอาชีพจนถึงมาเป็นนักพัฒนาเกมหรือกราฟฟิคอีกด้วย

งานยังมีฝั่งเพลงที่เปิดตัวตามย่านผับและบาร์ของเมือง ที่จะมีศิลปินที่มาแสดง SXSW มาร่วมแสดงอีกด้วย ซึ่งงานดนตรีนั้นจะจัดรอบบ่ายไปจนถึงเช้าอีกวันก็มี ทำให้ใครอยู่นี้ต้องเป้นสายกลางคืนหรือมีพลังจากงานสัมมนามาเลย

ทั้งนี้งานยังมีส่วนที่เอา foodtruck มาร่วมให้คนได้สนุกกัน รวมทั้งการปาร์ตี้จากแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Mashabel หรือ YSL หรือ Verb ที่จัดในย่านดนตรีหรือใกล้ ๆ  Austin Convention Center ซึ่งใครจะเข้าต้องพกหลักฐานยืนยันว่าเกิน 18 ปีแล้ว

จากงานทั้งหมดนี้ถ้าให้เล่าแบบละเอียดคงต้องเล่าเยอะมาก เพราะงานนั้นใหญ่มากแบบจัดทั้งเมือง และมีรายละเอียดต่าง ๆ มากมายใน 10 วันที่เกิดขึ้น ซึ่งผมแนะนำเลยว่าถ้าใครมีโอกาส ควรไปร่วมงานเพื่อเห็นว่า Tech ในอนาคตจะไปทางไหน และสามารถมองเห็นอะไรที่เชื่อมโยงกันได้อย่างมากเลย ซึ่งก่อนจะไป ผมแนะนำให้อ่าน การเตรียมตัวที่ผมให้ไว้และหมั่นอัพเดทตารางงานในงาน หาบทความจากเอเจนซี่และแบรนด์ต่าง ๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในงานด้วยก็ดี 

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พาเดินเที่ยวงาน SXSW 2017 เทศกาลรวมคนสาย Interactive ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

5 เรื่องที่พูดถึงกันมากสุดจากประสบการณ์ตรงงาน SXSW 2017

 

เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง วิธีการเตรียมตัวไปงาน Conference ระดับโลก

ใครกำลังเตรียมตัวไปงาน Conference ระดับโลกบ้าง หรือเคยไปมาแล้วและพลาดอะไรในชีวิตสำคัญ ๆ ไป เพราะไม่มีประสบการณ์ วันนี้ผมจะเอาข้อแนะนำในการไป Conference ระดับโลกมาแนะนำเพื่อให้ใครก็ตามที่กำลังเตรียมตัวไป สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และสามารถเก็บเกี่ยวจากงานกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนให้มากที่สุด

จากการที่ไป Conference ใหญ่มา 2  ที่อย่าง Advertising Week ที่ New York และ SXSW ที่ Austin ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งคู่ ทำให้ผมสามารถสร้างเคล็ดลับจากการที่ต้องเตรียมไปงานสัมมนาใหญ่ ๆ ที่ใช้ทั้งเมืองจัดงาน มีเวทีและกิจกรรมมากมายให้ร่วมงาน และถ้าไปคนเดียวคุณจะทำการติดตามหรือถ้าไปครั้งแรก คุณจะงง กับงานสัมมนาอย่างมากอีกด้วย เพื่อไปแล้วไม่ให้พลาดสิ่งดี ๆ แบบผมที่เกิดประสบการณ์แบบนี้ในครั้งแรกที่ไป ลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ที่ผมตกผลึกมาไปลองใช้ดูกัน

  1. ทำการบ้านกับงานที่จะไป : ถ้าต้องไป Conference ระดับโลก สิ่งที่ควรทำคือศึกษางาน Conference ที่จะไปว่าคืองานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถตั้งความคาดหวังกับงานที่จะไปให้ถูก เพื่อที่จะสามารถเลือกจับประเด็นที่ต้องการได้ถูกต้อง และไม่ทำให้เสียเวลาหรือรู้สึกว่ามาผิดที่ผิดทาง เกิดความผิดหวังจากความคาดหวังต่าง ๆ ที่มี การศึกษางานนั้นจะทำให้ทราบประวัติงานด้วยว่าเป็นงานที่มีความเป็นมาอย่างไร แถมสามารถรับรู้จากปีก่อน ๆ ได้ด้วยว่างานมีการพัฒนาอย่างไร และมีกิจกรรมอะไรบ้างด้วย ทำให้สามารถเริ่มทำการตัดสินใจที่จะไปว่าเราไปแล้วจะได้อะไรกลับมา นอกจากนี้เตรียมตัวโหลด App ที่เกี่ยวข้องให้พร้อมเช่น App แผนที่ รถไฟฟ้า พวก Sharing Car หรือตารางงานอีเว้นท์ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อจะได้เดินทางในเมืองได้ถูกต้อง 
  2. จองที่พัก : สิ่งสำคัญต่อมาอย่างมาก คือเมื่อตัดสินใจที่จะไปงานได้แล้วคือการรีบจองที่พักอย่างทันที เพราะยิ่งงานยิ่งใหญ่มาก ที่พักนั้นจะมีอัตราการจองหมดอย่างรวดเร็ว และราคาจะพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ (แต่ถ้าออฟฟิศคุณออกให้ และสามารถจ่ายในราคาเท่าไหร่ก็ได้ ให้อ่านข้ามไปยังบรรทัดท้าย ๆ) อย่างในกรณี SXSW นั้นราคาจากไม่กี่พันกลายเป็นราคาหลายหมื่นทันที เพราะฉะนั้นการรู้ล่วงหน้านานมาก ๆ สามารถทำให้เราสามารถได้ที่พักในราคาที่ไม่แพงได้ด้วย นอกจากรีบจองที่พักแล้ว สิ่งที่ควรเลือกจากที่พักคือ การหาที่พักใกล้ ๆ งาน เพื่อทำให้เราสามารถไปกลับงานได้อย่างสบาย ไม่เหนื่อยมาก แล้วมีเวลาไปทำอย่างอื่นหรือร่วมกิจกรรมที่มีตอนกลางคืนได้ด้วย ควรเลือกที่พักที่ใกล้ร้านขายของเพื่อที่จะสามารถหาซื้อเครื่องดื่ม ของกินได้สะดวกด้วย
  3. จองตั๋วเครื่องบินและตั๋วเข้างาน : การรู้ว่าจะไปแน่ ๆ แถมมีที่ซุกหัวนอนแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการเอาตัวไปให้ถึงสถานที่จัดงาน
    การรีบจองตั๋วเครื่องบินถัดมาจากที่พักเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการจองเครื่องบินช้านั้นอาจจะทำให้คุณไม่สามารถไปงานนั้นได้เลย เพราะอาจจะไม่มีไฟลท์ไปแล้ว หรือถ้ามีก็คงต้องจ่ายราคาแพงมากแบบอัพเกรดไปนั่งสบาย ๆ ระดับ Business Class หรือ First Class เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการรู้ว่าได้ไปแน่ ๆ ละ ก็รีบจองเครื่องบินเลย เปิดตรวจสอบไฟลท์ดูว่ามีไฟลท์บินไหม และ Transit รึเปล่า เลือกที่สามารถพักผ่อนได้ มีที่อาบน้ำจะดีมาก เมื่อมีเครื่องบินก็จองตั๋วเข้างานถัดมา ปกติตั๋วเข้างานถ้ารีบจองจะได้ราคา Early Bird และราคาจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ  จนสุดที่ราคาซื้อหน้างาน เพราะฉะนั้นถ้ารีบซื้อตั้งแต่ประกาศว่าเริ่มขายก็ยิ่งดี
  4. วางแผนตารางงาน หาหัวข้อสำรองที่จะฟังจากหัวข้อหลักไว้  : เมื่อพร้อมที่จะไป ก็ควรมาศึกษาตารางงานอีเว้นท์ทั้งหมด ว่าอะไรมีวันไหนบ้าง และอะไรจัดที่ไหน มีใครเป็น Speaker เพื่อที่จะวางแผนได้ว่า แต่ละวันเราจะเข้าฟังใคร หัวข้ออะไรแล้วจะคาดหวังอะไรจากการฟังนั้น พร้อมวางแผนการเดินทางระหว่างห้องที่มีการสัมมนาได้ถูก เพราะหลาย ๆ ครั้งสัมมนาใหญ่ ๆ นั้นจะมีการพูดพร้อมกันในหลาย ๆ สถานที่ของเมือง และตารางการพูดจะชนต่อกันทันที ทำให้เราต้องวางแผนออกจากห้องให้ถูก หาที่กินข้าวให้ได้ ส่วนใหญ่ถ้าอยากให้ฟังให้คุ้มคือการติดอาหารกลางวันติดตัวไปกินในห้องที่ฟังเลย หรือถ้ากลัวว่าตารางจะแน่นและเข้าห้องไม่ทันก็ทำตารางหลวม ๆ ให้มีเวลาเดินทางได้ไปแต่ละที่ได้ นอกจากนี้การฟังสัมมนาที่ต่างประเทศบางหัวข้อคนจะแน่นมากจนเราไม่สามารถไปฟัง ให้เตรียมหาหัวข้อสำรองที่จะไปฟังหากพลาดขจากหัวข้อแรกเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการไป 
  5. Travel Light : เวลาไปงานเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการไปฟังแบบเบาตัวที่สุด อย่าขนอะไรไปเยอะ เพราะคุณต้องเดินทางระหว่างที่สัมมนาเยอะมาก เพราะฉะนั้นการทำตัวให้เบาที่สุดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก หลาย ๆ ครั้งฝรั่งที่ไปสัมมนาจะแนะนำว่าไม่ต้องเอาคอมพิวเตอร์ไปเพื่อให้ไม่ต้องแบกอะไรเยอะ แต่ควรจะเอาแผนที่งาน ตารางงาน และเตรียมช่องว่างเผื่อเอาของจากงานกลับมาไม่ว่าจะเอกสาร หนังสือ หรือเครื่องที่ระลึกต่าง ๆ จากงงานกลับมา นอกจากนี้รองเท้าต้องดีงาม เหมาะสมที่จะเดินนาน ๆ ยืนนาน ๆ หรือทนต่อการวิ่งไปไหนมาไหน ช่วยให้เราสบายเท้ามาก ๆ อีกด้วย อย่างผมนี้ได้ Allbirds ช่วยไว้ในงาน SXSW ทำให้ชีวิตนั้นสบายเท้าและเดินได้กว่าวันละ 20 กิโลเมตรเลยทีเดียว 
  6. สำรวจก่อนงาน : การสำรวจก่อนงาน ทำให้รู้ว่าสถานที่จัดงานหรือห้องสัมมนาแต่ละอันนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้สามารถเลือกเส้นทางหรือไปงานในวันจริงแล้วไม่หลงอย่างมาก พร้อมทั้งสามารถเจอพวกบูธของแบรนด์ต่าง ๆ หรือที่เตรียมตัวซื้อน้ำและอาหารว่าอยู่ตรงไหนได้ด้วย ทั้งนี้การสำรวจงานจะทำให้ตารางที่ทำเตรียมมานั้นสามารถรู้ได้ว่าควรจะปรับตรงไหน เพื่อให้ได้ตารางงานที่มีประสิทธิภาพที่สามารถเข้างานได้สูงสุดอีกด้วย 
  7. หาอะไรจดหรืออัดกลับมา : เมื่อถึงงานสัมมนาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ บางเวลทีจะเป็นเวทีที่ถกกันและคุยกันหลายคน ทำให้การฟังของเรานั้นอาจจะตามไม่ทัน หรือเข้าไปในห้องในคนท้าย ๆ แล้วนั่งหลังห้อง ห่างจากเวที สิ่งที่ควรทำคืออัด Session นั้นกลับมาฟังเพื่อติดตามสิ่งที่ฟังต่อ สิ่งสำคัญคืออย่าฟังย่างเดียวเพราะการฟังอย่างเดียวอาจจะทำให้ความจำเราหายได้ถ้าเราไม่ได้สนใจ การจดหรือฟังทำให้เราสามารถบันทึกสิ่งที่ฟังมาได้อย่างดี และทำให้ไม่ลืมว่าฟังอะไรไปหรือลืมแล้วก็สามารถกลับมาดูได้ด้วยว่าฟังอะไรไป ทำให้ฟื้นความสนใจได้ง่ายขึ้น
  8. รีบไปต่อแถวและถ้าไม่ชอบ รีบออกมาไปหาอย่างอื่นทำ : สิ่งสำคัญในการไปฟังสัมมนาระดับโลกเหล่านี้คือ หัวข้อที่คนพูดนั้นดังมาก ๆ หรือหัวข้อดีมาก ๆ  จะมีคนไปรอต่อคิวล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ทำให้เมื่อคุณรอเลิกจากห้องหนึ่งเพื่อไปต่อคิว คุณอาจจะได้คิวท้าย ๆ ซึ่งสัมมนาในต่างประเทศนั้นจะต่างจากประเทศไทย เพราะห้องสัมมนาเค้าจะจุคนตามความปลอดภัยที่ระบุ ไม่ได้เอาเข้าไปจนเต็ม เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปต่อช้ามากคุณอาจจะหมดสิทธิ์เข้าห้องเลยทันที และถ้าหัวข้อที่คุณเลือกรู้สึกว่าดีมากก็ควรต้องสละเวลาก่อนหน้าเพื่อไปต่อคิว หรือดูว่ามี Encore Session ไหม นอกจากนี้ถ้าบางหัวข้อเข้าไปแล้วไม่ดี อย่าขี้เกรงใจเหมือนคนไทย ให้ออกจากห้องมาเลย เพราะเสียเวลาเราที่จะไปหัวข้อสำรองได้ หรือไปทำกิจกรรมอืน ๆ ได้ 
  9. ออกสำรวจวันงาน เปิดหู เปิดตา เผื่อเจอของดี : ในวันงานในสัมมนาใหญ่ ๆ จะมีการ Hijack event จากบริษัทต่าง ๆ ที่ไม่ได้สปอนเซอร์หรือซื้อพื้นที่งาน และไม่ได้อยู่ในตารางงาน แต่เปิดตามตึกต่าง ๆ การออกสำรวจนอกจากคุณจะได้เจอบูธกิจกรรมเพื่อเจอเทคโนโลยี หรือเจอนวัตกรรมใหม่ ๆ จากแบรนด์ต่าง ๆ ที่มาร่วมงานและแอบเปิดตามตึกต่าง ๆ ด้วย ไม่แน่การเดินที่เหล่านี้คุณอาจจะเจอนวัตกรรมอะไรดี ๆ หรือเจอสิ่งที่เอามาต่อยอดความคิดของคุณได้ด้วย
  10. กิน ดื่ม และพักผ่อนให้มาก : การไปงานเหล่านี้คุณจะใช้พลังงานเยอะมาก เพราะการเดินสำรวจจะเยอะ การฟังต้องใช้สมาธิมาก แถมในต่างประเทศบางทีอากาศนั้นเปลี่ยนแปลงบ่อย และอากาศจะแห้งมากจนคุณหิวน้ำตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการกินให้อิ่มหรือมีของกินง่าย ๆ ตลอดเวลาเพื่อที่จะลุยงานได้ตลอดทั้งวัน และมีน้ำดื่มเพื่อเวลาคอแห้งมาก ๆ หรือเหนื่อยมาก ๆ สำคัญคือการนอนให้เต็มอิ่ม พักผ่อนมาก ๆ เพื่อที่จะไม่ป่วยในระหว่างงานได้

ทั้งนี้นี่คือเคล็ดลับของผมคร่าว ๆ ในการไปร่วมงานสัมมนาที่ต่างประเทศ ที่เป็นงานใหญ่ระดับโลก และสามารถเก็บประเด็นหรือสิ่งที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างกลับมาเพื่อต่อยอดในงานและความคิดได้ด้วย

 
 

พาชม Wholefoods Austin TX ห้าง Supermarket ที่คิดเพื่อมนุษย์

หลักการ Design Thinking หรืออีกชื่อนึงว่า Human-centered design นั้นกำลังกลายเป็น Concept ที่พูดถึงอย่างมากในยุคนี้ ด้วยการคิดเชิงดีไซน์ที่เอาตัวมนุษย์เป็นศูนย์กลางและออกแบบการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์นั้นสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น สะดวกขึ้นและมีความสุขมากขึ้นนั้น ซึ่งตอนนี้ Design Thinking นั้นมีหลักสูตรที่สอนกันเป็นจริงเป็นจังเลยที่ Standord กับหลักสูตร D School ซึ่งคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการ หรือ Start up หลาย ๆ คนก็ไปเรียน โดยผู้ก่อตั้ง D School คือ David M. Kelley ซึ่งยังเป็นเจ้าของบริษัท Ideo บริษัทที่เป็นผู้นำด้าน Design Thinking อีกด้วย

ผลงานหนึ่งที่กลายเป็น Case Study ของคนทำ Design Thinking และ Tim Brown เอาไปใช้ในการเขียนหนังสือ Change By Design ก็คือห้าง supermarket whole food โดยที่ห้างนี้ได้ใช้บริการการออกแบบของ Ideo เพื่อพัฒนาห้างตัวเองให้เป็นมิตรกับมนุษย์มากขึ้นไปอีก ซึ่งมีสาขาเดียวที่เริ่มทำแบบนี้คือสาขาที่ Austin Texas ที่สำนักงานใหญ่อยู่ 

ในวันนี้ได้มีโอกาสมาที่ Austin Texas และมีคนแนะนำให้มาดู ซึ่งแน่นอนคนบ้าเรื่อง Design Thinking อย่างผมนั้นไม่พลาดอยู่แล้ว ที่จะมาได้เห็นของจริงดังนี้

Whole Foods  ห้างนี้เพื่อความยั่งยืนของมนุษย์ 


ห้าง Whole Foods  เป็น super market หนึ่งของอเมริกา โดยที่นี้จะมีจุดเด่นตรงที่อาหารและสินค้าของ Whole Foods นั้นจะเป็น ออร์แกนนิคทั้งหมด ไม่มีสารกันบูด การปรุงแต่ง สี กลิ่น รสด้วยเคมี และสารให้ความหวาน และยังใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ Whole Foods นั้นได้เป็น  Certified Organic Grocer หรือได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตสินค้าออแกนิกรายแรกอีกด้วย

เริ่มสังเกตุกันเลย


สังเกตุและรู้สึกไหมว่า ทำไมมันทำให้เราอยากซื้อ ทำไมทำให้เราอยากกินมันจัง เพราะด้วยวิธีจัดเรียงผักที่ทำให้เอา Facing ที่ทำให้เห็นถึงความ อิ่ม สมบูรณ์ ของผักออกมา ทำให้เรารู้สึกว่าน่าหยิบ น่าจับ น่ารับประทานอย่างมาก นอกจากนี้ยังเหมือนมีความจงใจที่จะเล่นเรื่องการใช้สีสันของผัก ที่ทำให้ดูตัดกัน ทำให้ตานั้นสามารถโฟกัสได้อย่างดี

Stories with Product

สังเกตไหมว่า ป้ายนั้นไม่ได้บอกว่าขายอะไร แต่ขาย Story ของผักว่า ถ้าคุณซื้อผักนี้แล้วจะดีต่อสังคมอย่างไร หรือแม้แต่ว่าสินค้านั้นเหมาะเอาไปทำอะไร หรืออาหารอะไรต่อ ก็มีเรื่องเล่า ทำให้คนที่ซื้อนึกออกว่าจะเอาผักนี้ไปทำอะไรต่อดี สุดท้ายแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นกังวลของคน (คนไทยก็ตื่นตูมเรื่องนี้) เช่น Wax บนผิวผักและผลไม้ ก็มีบอกว่า Wax นี้คืออะไรอีกด้วย 

Facing Up 

จะเห็นว่ามีวิธีการวางที่เอาสินค้าที่ใส่กล่องนั้นมาใส่ มีการจัดวางสินค้าที่จงใจจะให้เห็นถึงฉลากหน้ากล่องและของในกล่องทั้งหมด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิด Transparent ว่าสินค้านี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ซึ่งนอกจากนี้การจัดวางแบบ Facing up นั้นทำให้ผู้บริโภคเลือกหยิบง่ายมากขึ้น แทนที่จะเป็นการวางซ้อน ๆ กัน ซึ่งถ้าเลือกแล้วไม่เอาก็คงจะโยนวางเกะกะ และดูไม่เป็นระเบียบ แต่นี้พอวางแบบนี้ทำให้คนที่ไม่เอาต้องเก็บจัดวางที่เดิม ซึ่งชั้นและกล่องนั้นจะมีการออกแบบที่พอดี ทำให้กล่องนั้นไม่สามารถวางซ้อนเหนือการจัดเรียงได้ด้วย

เนื้อก็เป็นนะ

พนักงานคอยดูแลการจัดเรียงให้ตรง 

ทั้งนี้ผมสังเกตุเห็น จะมีพนักงานที่คอยมาดูการจัดเรียงสินค้าและเปลี่ยนสินค้าอยู่เสมอ ๆ ซึ่งวิธีการเรียงสินค้าแบบชนิดเดียวกันให้เกิดการซ้ำ 2-3 ซำ้จนเปลี่ยนไปเป็นแบบใหม่


เห็นแล้ว จากรูปจะเห็นว่าจะมีซ้ำ 3 แบบและ 2 แบบตามมา ซึ่งคนซื้อถ้ามองนาน ๆ ก็คงต้องหยิบเลือกออกมาซักอันใช่ไหม

Unmatch but Match

สังเกตุอะไรไหม มันมีความไม่เข้ากันของสินค้าอยู่

ทำไมถ่านมาขายคู่เนื้อ
ทำไมวิปครีมขายคู่เบอร์รี่
ทำไมที่ปอกผลไม้ขายคู่ผลไม้
ทำไมที่ล้างผักขายคู่พืชหัว
ทำไมเบียร์ถึงมี เนื้อเบอร์เกอร์ ผักดอก ผักกาด อยู่ในตู้ 

แม้แต่เครื่องครัวยังจัดวางใกล้ ๆ การขายเนื้อ หรือ เบียร์ยังขายกับแก้วและที่เปิดขวด หรือมันฝรั่งทอดขายคู่โซดา

ทั้งหมดนี้ ทำมาเพื่อการอำนวยความสะดวกของคนที่มาซื้อของ และทำให้คนซื้อของได้เห็นอีกว่า สินค้าพวกนี้ต้องใช้คู่กับอะไร หรือทานคู่กับอะไร ที่ Whole Foods นั้นไม่ได้จัดเรียงสินค้าตามประเภทผลิตภัณฑ์แบบทั้งหมด แต่เป็นการจัดเรียงสินค้าตามประสบการณ์หรือของที่ควรจะใช้ร่วมกันกับสินค้านั้น ๆ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ชีสหรือ แชมเป ที่มีการขายไปกับสินค้าอื่น  และ Apple ที่มีชีสวางข้างบนแล้วบอกว่าว่ากินคู่ชีสแล้วอร่อย ถ้าเดิน ๆ จะเห็นมุมซุปนั้นกระจ่ายหลายที่มาก เพราะซุปนั้นทานคู่กับอาหารหลายอย่างได้

Paradox of Choice 

ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้บริโภค คือการที่มีสินค้าที่มีตัวเลือกเยอะเกิน จนทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ ซึ่งนี้เป็นเรื่องของจิตวิทยา สิ่งที่คนทำด้าน Behavioral Economic Science แนะนำนั้นคือการตัดตัวเลือกให้เลือก 3-5 ตัวเลือกต่อครั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคนั้นตัดสินใจได้ง่ายลง ทีนี้ลองมาดูที่ Whole Food กัน

อย่างที่ได้เล่าไปว่า ที่นี้มีการจัดเรียงสินค้าแบบซ้ำ แต่การซ้ำนั้นจะซ้ำไม่เกิน 3-5 ประเภทที่แตกต่างกันของสินค้า ดูตัวอย่างในรูปเราจะเห็น ว่าสินค้าจะมีเหมือนกัน 3-5 กล่องแล้วเริ่มสินค้าต่อไป แล้วก็เริ่มสินค้าต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาเรามองที่ชั้นวางของ เราจะจับสังเกตุการซ้ำและจำนวนประเภทสินค้าทันที ว่าเหลือ 3-5 ประเภท ทำให้เราเลือกได้ว่าเราอยากจะได้ประเภทไหนของสินค้าในจำนวน 3-5 ตัวเลือกนี้

Everythings Experience 

สิ่งสำคัญของการทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีคือการสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค และการสร้างประสบการณ์คือการให้ผู้บริโภค ได้เสพผ่านสัมผัสทั้ง 5 คือรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ที่นี่เรามาลองดูที่ Whole foods กัน 

จะเห็นว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์ นั้นมีการจัดสินค้า ที่ทำให้เรานั้นอยากมีส่วนร่วม เช่นราเมง ที่ให้เราทำได้เอง หรือสลัดบาร์ที่มีอาหารและสีสันมากมายที่น่ากินอย่างมาก รวมถึงตู้ขนมหวานที่มีการจัดแสงและหันสีสันออกมา เพื่อให้ดูน่ากินขึ้นมาอย่างมาก นอกจากนี้ด้านในยังมีโซนอาหาร หรือกลิ่นต่าง ๆ ที่จะอยู่กลางจุดต่าง ๆ เพื่อสร้างกลิ่นที่ทำให้คนที่เดินผ่านนั้นรู้สึกดี รวมทั้งการให้แสงภายในห้าง สีภายในห้างที่ดูอบอุ่น สบายใจ และเสียงเพลงที่เปิดไม่ได้ดังมาก ไม่มีโฆษณาแทรก หรือเสียงประกาศแทรกเลยในห้าง ทำให้เราสบายใจอย่างมาก

Feel it, Consume it 

เมื่อเสพทางอารมณ์และสัมผัส สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคนั้นอยากได้คือการได้บริโภคและอุปโภคสินค้าเลย นั้นทำให้ Whole Foods มีมุมอาหารกระจายเยอะมาก และคนที่มาสามารถบริโภคอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่มุมอาหารปรุงสดเอเซีย มุมอาหารบาร์บีคิว มุมอาหารที่ต้องดื่มเบียร์หรือไวน์ด้วย หรือมุมพิซซ่า ขนมปัง และกาแฟ ตามด้วยอื่น ๆ มากมาย ซึ่งจะมีจุดที่จัดให้เราได้นั่ง คุย ดื่ม และกินอาหารที่ซื้อได้ตามใจชอบเลย ผมสังเกตเลยว่าทุกจุดนั้นมีคนเต็มเสมอ

Detail Matter 


การใส่ใจในรายละเอียดนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะแม้ใครจะไม่เห็น แต่มีตัวเราที่รู้ ซึ่งที่ Whole Foods นี้ใส่ใจในรายละเอียดถึงขึ้นที่อาจจะเรียกได้ว่า ถึงขั้นคนที่เป็นโรคที่สังเกตในการไม่ถูกต้องของการวางมานี้อาจจะสบายใจขึ้นเยอะ เพราะที่นี้ชั้นวางสินค้านั้นจะทำให้พอดีกับการวางสินค้า สินค้าแทบจะไม่มีช่องโหว่ในชั้นว่างของเลย ทำให้เราเห็นการแบ่งได้อย่างดีมาก นอกจากนี้ในตัวอย่างเช่นน้ำผลไม้เอง ก็มีการวางน้ำผลไม้ที่แช่เอาไว้ แบบเอาฉลากขึ้น เพื่อให้เราอ่านง่าย ทุกขวดอยู่แยกกัน เพื่อให้สามารถทำความเย็นจากน้ำแข็งได้เต็มที่อีกด้วย หรือแม้แต่หน้าคนดูแลอาหาร ก็มีบอกว่าวันนี้เป็นใครดูแล

เว็บไซต์ Whole Food 

สุดท้ายเสียเงินไหม 



แน่นอนมีเหรอจะพลาด ได้อิ่มตา อิ่มใจ อิ่มกาย และท้อง

บทสรุป

จากตัวอย่างของ Whole Foods นั้นแสดงให้เห็นแล้วว่า Design Thinking หรือ Human Centric Design นั้นช่วยได้อย่างไรกับการออกแบบทุกอย่างที่มนุษย์นั้นใช้งานด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อเครื่องมือ Digital แต่กลายมาเป็นเครื่องมือใน Physical ที่มนุษย์ต้องปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวมนุษย์นั้น การตั้งคำถามและการมองปัญหาที่หลาย ๆ คนมองว่าไม่เป็นปัญหานั้นสำคัญอย่างมากใน Design Thinking เพื่อที่จะสามารถทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ถูกจุดต่อ

สุดท้ายนี้ผมยกคำพูดจาก FastCo มาให้ว่า Design Thinking นั้นส่วนสำคัญคือที่จะทำให้สำเร็จนั้นคือทุกคนที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เพราะทุกฟันเฟืองต้องเข้าใจและหมุนไปพร้อมกัน

The secret behind the unique feel of Whole Foods and Trader Joe’s is how employees are empowered to cocreate the customer experience. Each store establishes teams to figure out the best way to serve customers, from the products they offer to the way sections are organized. Each week, employees can see the results of their experiments in the aisles.

Jesse recently joined the cheese department at Whole Foods and one of his favorite jobs is to select the cheeses that customers sample. He feels it helps set the mood of the entire store, and when he nails the selection, the store usually sells the entire stock. Giving teams the tools to constantly improve the business creates an engaging and successful environment.

 
 
 
 
 

© 2017 A MarketPress.com Theme